1 ขวบ Uber กับความท้าทายที่ต้องต่อสู้

UBER-1Year-

วันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมาเป็นวันที่ อูเบอร์ (Uber) ฉลองครบรอบ 1 ปีที่เปิดดำเนินการในประเทศไทย ท่มกลางคำถามมากมายเรื่องกฎระเบียบภาครัฐ และการแข่งขันที่เอกชนด้วยกันเองเดินหน้าเปิดบริการที่คล้ายคลึงกัน และนี่คือ แนวทางการต่อสู้ในตลาดเมืองไทย

แหวนยอด วงษ์ตระหง่าน ผู้จัดการทั่วไป ประจำกรุงเทพฯ อูเบอร์ เทคโนโลยี เริ่มต้นด้วยการแนะนำบริการของ Uber ซึ่งเธออยากให้เรียกว่า Uber เป็นผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี และเป็นระบบธุรกิจแบบ Sharing Economy(เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน) สิ่งที่เป็นจุดเด่นก็คือ เป็นแอพพลิเคชั่นที่ทั่วโลกก็ใช้แอพฯ เดียวกัน ทำให้ Uber มีลูกค้าต่างชาตินิยมใช้ รวมทั้งพฤติกรรมกับสภาพการจราจรในกรุงเทพก็ทำให้กรุงเทพเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว ดังนั้นจึงดารนตีได้ว่าศึกนี้ Uber ขอสู้ยิบตา ทั้งเรื่องกฎระเบียบ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยกับภาครัฐ  ถึงแม่ว่าในงานแถลงข่าวจะไม่มีการลงรายละเอียดว่าการพูดคุยดำเนินการไปถึงขั้นไหน แต่สิ่งที่ Uber พยายามพูดอยู่เสมอก็คือ ไม่ใช่บริการแท็กซี่ แต่เป็นธุรกิจที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแบ่งปัน ที่เจ้าของรถนำเอารถของตัวเองมาเพิ่มมูลค่า Uber ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่จับเอาความต้องการของผู้ใช้รถกับเจ้าของรถมาเจอกันเท่านั้น และก็มีส่วนทำให้ผู้บริโภค, พาร์ตเนอร์ผู้ขับรถ และสังคมกับเศรษฐกิจในภาพรวมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือที่เรียกว่า Carpooling, Drive Sharing งานนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า หน่วยงานรัฐจยอมรับมุขนี้ของ Uber หรือไม่ 

ส่วน ชาน พาร์ค ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงกลยุทธ์การแข่งขันกับแอพพลิเคชั่นหรือว่าบริการอื่นที่คล้ายกันในตลาดเมืองไทยว่า “ผมคิดว่าการแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี ผู้บริโภคจะได้มีทางเลือกมากขึ้น นโยบายที่เราเน้นมี 3 เรื่อง คือ 1. ความน่าเชื่อถือ 2. ความปลอดภัย ซึ่งเรามีการอบรมสม่ำเสมอ กับการจัดเรตติ้ง 3. ความทั่วถึง ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีกับผู้ใชงาน ซึ่งนั่นแปลว่าเราต้องพัฒนาระบบการรับข้อมูลกับเรื่องเส้นทาง เมื่อรับข้อมูลลูกค้าแล้วต้องส่งข้อมูลให้ถึงคนขับให้เร็วที่สุด แล้วหาวิธีที่คนขับจะไปถึงลูกค้าให้ได้เร็วที่สุด ตอนนี้เรามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 นาที ซึ่งผมคิดว่าระบบของเรารวดเร็วที่สุด ก็คงต้องแข่งขันกันด้วยเรื่องนี้”

ในส่วนของการทำตลาดในเมืองไทย Uber พยายามทำกิจกรรมตามเทศกาลสำคัญๆ เช่น วาไลนทน์, สงกรานต์ รวมทั้งเดินหน้าเชิญชวนสร้างพาร์ตเนอร์พลขับใหม่ๆ ที่ตอนนี้มีราวหลักพันคน ให้เพิ่มมากขึ้น หวังให้ครบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพชั้นในให้มากที่สุดและขยายไปสู่รอบนอกมากขึ้นเรื่อยๆ

Did You Know

– ลูกค้าคนแรกที่นั่ง Uber ในประเทศไทย คือ วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา แขกพิเศษที่ Uber เรียกว่าว่าลูกค้าเบอร์ 0 หรือ Rider Zero

ในประเทศไทย Uber มีลูกค้าเรียกใช้แล้ว 1.5 ล้านครั้ง

รายได้เฉลี่ยของคนขับ Uber คือประมาณ 4 หมื่นบาท ถ้าหากขับรถวันละ 10 เที่ยว อาทิตย์ละ 6 วัน โดยสัดส่วนการแบ่งรายได้ระหว่าง คนขับรถและ Uber อยู่ที่ 80 : 20 

Uber วิ่งรถในประเทศไทยไปแล้วทั้งหมด 3,044,001ไมล์ หรือ4,898,844.75กม. หรือคิดเป็นการเดินทางรอบโลก 12 รอบ

คืนวันศุกร์- อาทิตย์ เป็นช่วงเวลาสุดฮิต สร้างรายได้จากช่วงเวลานี้เป็น 50% เลยทีเดียว

– ตอนนี้ระยะเวลาเฉลี่ยหลังจากเรียกรถคือ 5.5 นาที และมีเป้าหมายจะขยับให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ นี่เองที่เป็นหนึง่ในกลยุทธ์หลักของ Uber

– สถิติสูงสุดที่คนขับ Uber เคยทำได้ คือ 134,000 บาทต่อเดือน