
คุณอุทัย อุทัยแสงสุข
ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนสูงและกำลังซื้อหดตัว แต่ “แสนสิริ” ขอเปิดเกมรุก เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่าน 4 กลยุทธ์สร้างการเติบโต ปั้น New S-Curve จากธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจใหม่
คุณอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อหลักในตลาดอสังหาฯ และไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก
– ธุรกิจแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม) เปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์ด้วยดีไซน์ใหม่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ภายใต้แบรนด์ นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ อณาสิริ ตอบโจทย์กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) และ Silver (ผู้สูงอายุหรือวางแผนเพื่อเกษียณ)
– เปิดตัวโครงการใหม่ในทำเล “ภูเก็ต” ต่อเนื่อง เพราะเป็นจังหวัดที่ท่องเที่ยวเติบโตสูง มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติปีละกว่า 10 ล้านคน ตามแผน 3 ปี (2569 -2571) เปิด 20 โครงการ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว พูลวิลล่า
– แนวสูง (คอนโดมิเนียม) ปี 2569 เตรียมรุกหนักเปิด 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ทั้งโครงการใหม่และโครงการพร้อมอยู่ รวมถึงเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE by Sansiri ประเดิมทำเลแรก “เจริญนคร” (ใกล้ไอคอนสยาม) ร่วมทุนมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท และการกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT ทำเลเอกมัย ซอย 10-12 และ THE MONUMENT
– ตลาดคอนโดโฟกัส Pets-Welcome เพิ่มพอร์ตเป็น 20 โครงการเพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ และ Pet Parent, Well-being ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Affordable ไปจนถึง Premium ทั่วประเทศ
เจาะ 4 กลยุทธ์เติบโตฝ่าเศรษฐกิจผันผวน
คุณภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่ากลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจปี 2569 มุ่งสร้างการเติบโตโดยใช้ความเชี่ยวชาญและการวางแผนที่แม่นยำรองรับเศรษฐกิจผันผวน ด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ดังนี้
1. รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium) ปีนี้ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ ด้วยสัดส่วนสูงถึง 80% โดยจะเลือกเปิดในทำเลที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภค และบริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง ในช่วงต้นปี 2568-2569 ยังคงรักษาปริมาณสินค้าคงเหลือที่พร้อมโอนสำหรับแนวสูงในระดับที่เหมาะสมคือ 3,200 – 3,400 ยูนิต ในขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม มีอัตราการระบายสต็อกได้ดี สะท้อนถึงความต้องการซื้อในกลุ่มเรียลดีมานด์
นอกจากนี้ยังพบว่าชาวต่างชาติมีความต้องการซื้ออสังหาฯไทย จากเดิมกลุ่มหลักคือ จีน ปัจจุบันมีกลุ่มอื่นที่ซื้อมากขึ้น เช่น เมียนมา อินเดีย อังกฤษ

คุณภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ
2. ตอกย้ำแบรนด์เบอร์ 1 เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด ด้วยจุดแข็งของแสนสิริในด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ บริการหลังการขาย และด้านความยั่งยืน ด้วยการส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว โดยทุกโครงการของแสนสิริบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานจากบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24
3. ปั้น New S-Curve ขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ต้นแบบ Crafted by Sansiri ธุรกิจรับสร้างบ้านที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100% จากรายได้ 250 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท พร้อมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่น ๆ ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯ และธุรกิจใหม่ ช่วงปลายไตรมาสแรกปีนี้จะเปิดตัวบิสซิเนส ยูนิตใหม่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี
4. ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ ปัจจุบันมี 4 ราย คือ BTS, XSpring (เอ็กซ์สปริง), โตคิว คอร์ปอเรชั่น และมิตซุย ฟุโดซัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับโอกาสการเติบโตระยะยาว
ปัจจุบันแสนสิริมี Backlog กว่า 19,700 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปี 2569 กว่า 10,000 ล้านบาท เสริมทัพด้วย 10 คอนโดสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีสต็อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท มั่นใจผลักดันผลประกอบการตามเป้าหมายและรักษาการเติบโตต่อเนื่อง
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE




