ปล่อยให้แฟนๆลุ้นกันมาพักใหญ่ ในที่สุด “เดนทิสเต้” ก็เฉลยแล้วว่าพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดที่จะมาสานต่อภารกิจให้แบรนด์ทะยาน Global ก็คือ “ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล” หรือ “ลิซ่า BLACKPINK” เจ้าเก่าเจ้าเดิม
นับเป็นปีที่ 4 ของการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง “ลิซ่า” และ “เดนทิสเต้” ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ Global และขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Gen Z และ Gen Y ได้เป็นอย่างดี โดย “ลิซ่า” จะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเดนทิสเต้ใน 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่าน “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจแบบลิซ่า สร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z พร้อมทั้งรุกหนักก้าวเข้าสู่ตลาดอาเซียนยิ่งกว่าที่เคย
โดยปีนี้มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” 4 ปีแห่งความเชื่อมั่น กับหนึ่งรอยยิ้มมั่นใจ มุ่งถ่ายทอดถึง 4 ปีแห่งความมั่นใจในผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ของลิซ่า ซึ่งยังคงใช้อย่างต่อเนื่อง พร้อมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปาก และสื่อสาร “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจของ “ลิซ่า” ไปยังผู้บริโภครุ่นใหม่
นอกจาก “ลิซ่า” จะมาแนะนำผลิตภัณฑ์ เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ และ เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช ซึ่งจะสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาทั่วประเทศ พร้อมจัดแคมเปญย่อย “ยาสีฟันแลกแปรงฟัน” นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวไอเทมและคอลเลกชันพิเศษที่จับมือร่วมกับ LISA อีก 10 ไอเทมไว้ให้แฟนคลับลุ้นตลอดปี
คุณศิวกร พิทยานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณลิซ่าที่ร่วมงานกับเดนทิสเต้ ทำให้คนไทยมีสุขภาพฟันที่ดี มีรอยยิ้มสดใส และมีความมั่นใจในเดนทิสเต้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณคนไทยที่เชื่อมั่นเดนทิสเต้มาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน เราสัญญาว่าจะดูแลสุขภาพช่องปาก มอบนวัตกรรมดี ๆ เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย เดนทิสเต้เป็นแบรนด์ไทยที่เติบโตสู่การเป็น Global Brand เช่นเดียวกับลิซ่า ซึ่งเป็นศิลปินไทยที่ก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เรามี DNA เดียวกันในการสร้างแบรนด์พรีเมียมสู่ระดับโลก”

คุณศิวกร พิทยานุกูล
ปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมในปี 2568 มีมูลค่า 18,500 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 6% เนื่องจากปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การดูแลในระยะยาว
ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมปี 2568 มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท และมีการเติบโต 10% จากปี 2567 เนื่องจากการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและนวัตกรรม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันในระยะยาวมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณค่าและประสิทธิภาพสูงขึ้น





