HomeBrand Move !!ก้าวใหญ่ “พันธุ์ไทย” ท้าชิงตลาดร้านกาแฟระลอกใหม่ อีก 4 ปี จะต้องมี 5,000 สาขา ผงาดทั้งไทย-เทศ

ก้าวใหญ่ “พันธุ์ไทย” ท้าชิงตลาดร้านกาแฟระลอกใหม่ อีก 4 ปี จะต้องมี 5,000 สาขา ผงาดทั้งไทย-เทศ

แชร์ :

PT

“ร้านกาแฟพันธุ์ไทย” หนึ่งในร้านกาแฟธรุกิจนอนออยล์ (Non-Oil) ภายใต้การบริหารจัดการของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี (จำกัด) มหาชน เดินหน้ารุกตลาดร้านกาแฟเต็มสูบ ที่ไม่เพียงแต่การขยายสาขาภายในปั๊มน้ำมันพีทีเท่านั้น แต่ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา “กาแฟพันธุ์ไทย” ยังก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดร้านกาแฟเมืองไทย ด้วยการขยายเข้าไปในทำเลที่หลากหลาย ตั้งแต่ อาคารสำนักงานไปจนถึงย่านชุมชน มากขึ้น

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

หลังสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา “กาแฟพันธุ์ไทย” ประกาศท้าชิงกับบิ๊กเนมอย่าง  “ร้านคาเฟ่อเมซอน” และ “อินทนิล” ที่รั้งเบอร์ 1 และ 2 ของตลาดในขณะนี้ ด้วยการประกาศเป้าหมายปักธงผู้เล่น “เบอร์ 2” ในตลาดร้านกาแฟสัญชาติไทยให้ได้ในสิ้นปี 2566

ล่าสุดในไตรมาสแรกของปี 2566 “กาแฟพันธุ์ไทย” เปิดให้บริการกว่า 600 สาขา สามารถทำยอดขายได้กว่า 350 ล้านบาท เติบโตกว่าปีที่แล้ว 70%  โดยวางเป้าหมายหลักในสิ้นปีนี้คือการก้าวเป็น ผู้เล่นเบอร์ 2 มีจำนวนสาขา 1,500 แห่ง หรือเติบโตขึ้นเป็น 3 เท่าในสิ้นปี 2566 ขณะที่เป้าหมายถัดไปคือการขยายสาขาเพิ่มเป็น 5,000 แห่งทั่วไทยในปี 2570

คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ (PTG) กล่าวว่า ที่ผ่านมากาแฟพันธุ์ไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่าต่อเนื่อง เมื่อบวกกับการเติบโตจาก (Same Store Growth) ที่มีมากกว่า 35% ต่อเนื่อง 2-3 ปี และเชื่อว่าจะโตแบบนี้อย่างน้อย 2-3 ปี บวกกับการขยายสาขาใหม่ที่จะมีอย่างต่อเนื่อง เชื่อแบรนด์จะสามารถขยายสาขาได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

 

“ผมไม่อยากจะบอกว่าเราจะขึ้นเป็นเบอร์ไหนในปี 2570 ชีวิตของเราเป็นอะไรที่วิ่งตามหลังคนอื่น ผมชอบวิ่งตามหลังคนอื่น เพราะอยู่ข้างหน้า ผมก็เหมื่อยคอ ต้องคอยหันไปมองข้างหลังว่าอยู่ตรงไหนแล้ว แต่พออยู่ข้างหลังวิ่งแล้วมันสนุกกว่า เพราะจะรู้ว่าใครอยู่ตรงไหน ทำอะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนที่ผ่านมาเราประสบผลสำเร็จในธุรกิจน้ำมัน และจากนี้ไปร้านกาแฟพันธุ์ไทยก็จะเป็นแบบนั้นบ้าง

 

คุณพิทักษ์ PT

 

ในอนาคตการเติบโตของพันธุ์ไทยแม้จะยังตอบไม่ได้ว่าจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ได้หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญที่ทางแบรนด์โฟกัสคือ การสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยส่วนหนึ่งของการเติบโตของพันธุ์ไทยมาจากการชิงแชร์ผู้นำ

ปัจจุบันตลาดตลาดกาแฟเมืองไทยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดร้านกาแฟในบ้าน 33,000 ล้านบาท เติบโต 55% และ ตลาดร้านกาแฟนอกบ้าน 27,000 ล้านบาท มีการเติบโตที่  45% โดยภาพรวมเติบโต 9.5% นับว่าเป็นตัวเลขการเติบโตที่ดีในการขยายตลาด

ขณะที่ ข้อมูลจาก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือ ‘ดีพร้อม’ พบว่ามีการบริโภคกาแฟในประเทศสูงถึง 70,000 ตันต่อปี ขณะที่ประเทศไทยผลิตได้เองเพียง 10,000 ตันต่อปีเท่านั้น นอกจากนี้จากการศึกษาข้อมูลตลาดกาแฟโลก คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดกาแฟในช่วงปี 2564-2566 จะเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 9% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ชี้ให้เห็นปัจจัยบวกของกาแฟในประเทศไทย ที่เต็มไปด้วยโอกาสเติบโตอีกมาก

 

4 กลยุทธ์ลุยปั้นร้าน “พันธุ์ไทย” เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2568

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญไม่ใช่แค่การก้าวขึ้นสู่เบอร์ 2 ในตลาดหากคือการก้าวสู่จุดที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการปูพรม ไปพร้อมๆแผนงานกรุยทาง “ร้านกาแฟพันธุ์ไทย” เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2568 และขยายไปยังตลาดต่างประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี นั้นทำให้ร้านกาแฟพันธุ์ไทย เดินหน้าวางโรดแมปสำคัญต่างๆ ใน 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อให้ได้ตามแผนงานที่วางไว้

1.การขยายสาขา เน้นรูปแบบแฟรนไชส์  : หากนับจำนวนสาขา “ร้านกาแฟพันธุ์ไทย” ในปัจจุบันที่มีอยู่ 600 สาขา ถือเป็นลำดับที่ 3 ในตลาด คาดการณ์ว่าในสิ้นปีนี้ จะสามารถก้าวสู่ผู้เล่นอันดับ 2 ด้วยจำนวนสาขากว่า 1,500 แห่ง  พร้อมกับยอดขายที่เติบโตแบบเท่าตัว หรือมีอัตราการเติบโต 80% และส่งผลให้กำไรเติบโตขึ้น 2 เท่า ภายในปี 2566 นี้

 

PunThai Coffee store

 

แม้จะบอกว่าเป้าหมายการขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของ “พันธุ์ไทย” จะเป็นการขึ้นนำในเซกเมนต์ร้านกาแฟแบรนด์ไทย แต่เมื่อนับจำนวนสาขาของคู่แข่งที่เป็นผู้เล่นหลัก พบว่า ผู้นำคือ ร้านคาเฟ่อเมซอน ด้วยจำนวนกว่า 4,000 สาขา และ อินทนิล ที่มีอยู่กว่า 1,000 สาขา(ธันวาคม 2565) และทั้งคู่ก็คือแบรนด์ร้านกาแฟที่เกิดจากปั๊มน้ำมัน และมีสาขาอยู่ในปั๊มน้ำมัน ทำให้เป็นคู่แข่งทางตรงในทุกมิติอย่างเลี่ยงไม่ได้

ด้วยจำนวนสาขาที่น้อยกว่า การทำตลาดที่กินเวลาน้อยกว่า “พันธุ์ไทย” เลือกใช้กลยุทธ์การขยายสาขาที่เน้นไปในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยเฟสแรกจะเป็นการขยายไปในเขตเมือง ทำเล CBD ที่มีประชากรหนาแน่น ในกรุงเทพและ ปริมณฑล หัวเมืองท่องเที่ยวเมืองหลัก

ขณะที่สเต็ปถัดไปคือการขยายสาขาออกไปให้ครอบคลุมทั้ง 900 อำเภอทั่วประเทศ (ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนใต้) โดยในช่วง 4 ปีนับจากนี้  (ในปี 2570 ) พันธุ์ไทย จะต้องมีจำนวนสาขา 5,000 แห่ง หรือใน 1 อำเภอจะต้องมีร้านกาแฟพันธุ์ไทย 1 สาขาต่ออำเภอเป็นอย่างน้อย

ปัจจุบันรูปแบบของ “ร้านกาแฟพันธุ์ไทย”  ประกอบไปด้วย 5 โมเดลหลัก ได้แก่ คือ  คีออส  (Kiosk) , ช้อปเฮาท์ (Shop House), ฟู้ดทรัค (Food Truck) ไดร์ฟทรู  (Drive Thru)  และ สแตนด์อะโลน (Stand Alone) มีราคาตั้งแต่ 1.25-2.5 ล้านบาทต่อสาขา สัญญา 2-3 ปี สามารถคืนทุน 2-3 ปีกว่าแล้วแต่โมเดล

 

ต่อยอดกลยุทธ์ “Local Suport” สร้างการเติบโตกลุ่ม Non-Beverage

ต่อมาคือกลยุทธ์ข้อที่ 2.การนำเสนอสินค้าใหม่จากวัตถุดิบท้องถิ่น : ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และหาทานได้ยากของไทย  มาพัฒนาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มเมนูต่าง เพื่อต่อยอดสินค้ามาวางจำหน่ายภายใต้ยอดกลยุทธ์ “Local Support ด้วยการพัฒนาเมนูเครื่องดื่ม 4-5 ชนิดในแต่ละปีวางจำหน่าย 2-3 เดือน หากได้รับการตอบรับที่ดีจะเพิ่มเป็นเมนูประจำของร้าน ซึ่งโมเดลนี้ถูกใช้มาตลอด 3 ปีและได้รับการตอบรับที่ดี

 

corn coffee

 

ล่าสุดได้จับมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) ที่ได้วิจัยคิดค้นพันธุ์ข้าวโพดหวาน ที่มีรสชาติ และคุณลักษณะทางการเกษตรที่ดี จนกระทั่งได้พันธุ์ข้าวโพดหวานอินทรี 2 ที่มีความหวานจากธรรมชาติ มาแปรรูปเป็นน้ำนมข้าวโพด และพัฒนาเป็น 3 เมนูใหม่ ได้แก่  โพดกาแฟ โพดชาไทย และโพดชาเขียว ในราคาแก้วละ 69 บาท ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2566 – 20 กรกฎาคม

หลังที่ผ่านมาได้มีการจับมือกับเกษตรกรในท้องถิ่นเปิดตัวเมนูพิเศษ ทั้ง ชาไทย-กาแฟ จากน้ําตาลโตนด จ.สงขลา และ จี๊ดกาแฟ จี๊ดชาไทย จากส้มมะปี๊ด จ.เพชรบุรี ในช่วงที่ผ่านมา

3.การเพิ่มไลน์สินค้ากลุ่ม Non-Beverage : ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ที่มาจากสินค้า Non-Beverage ของพันธุ์ไทยมีสัดส่วนอยู่ราว  30% นั้นทำให้แบรนด์พยายามปั้นสินค้าในกลุ่มนี้ขึ้นมาวางจำหน่ายในร้าน ไม่ว่าจะเป็น ขนม อาหาร สินค้าที่ระลึก สินค้าจากชุมชน เข้ามาช่วยเพิ่มความหลากหลายของ SKU ด้วยกลุ่ม Non-Beverage  ทั้งขนมและของต่างๆจากชุมชน ของที่ระลึก ของพรีเมี่ยม เมล็ดกาแฟ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะสามารถสร้างการเติบโตได้เป็นอย่างดี  โดยในอนาคตสินค้าในกลุ่มนี้จะเพิ่มสัดส่วนเฉลี่ย 30-35%

4. การขยายและรักษาฐานลูกค้าสมาชิก Max Card : ปัจจุบันบัตร Max Card มีสมาชิกกว่า 19 ล้านราย ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้จะสามารถเพิ่มสมาชิกในระบบได้มากกว่า 21 ล้านรายทั่วประเทศ ขณะที่บัตร Max Card Plus หรือบัตรแดง คาดการณ์ว่าในสิ้นปีนี้จะมีจำนวนสมาชิกที่ 500,000 ราย ให้เพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านคนในปีถัดไป ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าประจำที่มี Brand Royalty และมีกำลังซื้อสูงกว่ากลุ่มทั่วไปมากกว่า 2 เท่า

 

“บัตร Max Plus จะเป็นเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันที่ใช้เก็บข้อมูล รู้จัก รู้ใจ ใกล้ชิดในการทำแบบสอบถาม เพิ่มยอดขายให้แก่แบรนด์” คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ กล่าวทิ้งท้าย

 

อ่านเพิ่มเติม

ส่องกลยุทธ์ “กาแฟพันธุ์ไทย” ทำอย่างไรเพื่อ ไล่บี้ “อินทนิล” เบียดเบอร์ 2 เชนร้านกาแฟ 2.7 หมื่นล้าน

ถอดบทเรียน 34 ปี “PTG” ล้างหนี้ 3,600 ล้าน พลิกเกม จาก Follower สู่ Challenger กล้าท้าชนสังเวียนยักษ์

10 ข้อคิด Underdog Spirit ‘พิทักษ์ รัชกิจประการ’ แห่ง PTG กับความกล้า ความบ้า และลงมือทำจริง

 

 

 

 

 

Add LINE Official Account
แชร์ :

You may also like