HomeBrand Move !!ส่องไฮไลต์ ‘LV The Place Bangkok’ โฉมใหม่ ดึงเสน่ห์ไทยผสานมรดกปารีเซียง เจาะนักเดินทาง-คนรักศิลปะทั่วโลก

ส่องไฮไลต์ ‘LV The Place Bangkok’ โฉมใหม่ ดึงเสน่ห์ไทยผสานมรดกปารีเซียง เจาะนักเดินทาง-คนรักศิลปะทั่วโลก

แชร์ :

หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) พลิกโฉม ‘LV The Place Bangkok’ ณ ศูนย์การค้าเกษรอัมรินทร์ ปรับพื้นที่และแนวคิดการนำเสนอใหม่ทั้งหมด เชื่อมโยงโลกแห่งวัฒนธรรม ศิลปะ การช้อปปิ้ง และสุนทรียศาสตร์แห่งอาหารเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

นับตั้งแต่ LV The Place Bangkok เปิดประตูต้อนรับนักเดินทางทั่วโลกครั้งแรกเมื่อ กุมภาพันธ์ 2567  หมุดหมายแห่งนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการลักชัวรี มีผู้เข้าชมมากกว่า 1,000 คนต่อวัน มีสัดส่วนผู้เข้าชมแบ่งเป็น ชาวไทย 60% และชาวต่างชาติ 40% ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ในบทใหม่นี้ หลุยส์ วิตตอง ได้ยกระดับประสบการณ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยการผนวกพลังความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินไทยและเสน่ห์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น เข้ากับประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ได้อย่างไร้รอยต่อ

 

‘Trunkscape’ โฉมใหม่ เมื่อทรังก์ระดับตำนานผสานจิตวิญญาณศิลปินไทย

การเดินทางครั้งใหม่เริ่มต้นที่นิทรรศการระดับโลก Visionary Journeys ซึ่งได้สถาปนิกชื่อดังระดับโลก “โชเฮ ชิเงมัตสึ” (Shohei Shigematsu) จาก OMA มาร่วมขยายและดีไซน์เส้นทางการเดินชมใหม่ ไฮไลต์สะกดสายตาอยู่ที่ Trunkscape อุโมงค์ที่รังสรรค์จากทรังก์ลายโมโนแกรมอันเป็นเอกลักษณ์จำนวนถึง 96 ใบ

ความพิเศษระดับปรากฏการณ์ครั้งนี้คือ การเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยแถวหน้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงานวิดีทัศน์แบบอิมเมอร์ซิฟ (Immersive) โดยร่วมมือกับ Bangkok Art Biennale (BAB) ภายใต้แนวคิด ‘อนาคตแห่งการเดินทาง — ระหว่างความทรงจำและจินตนาการ’ (The Future of Travel – Between Memory and Imagination)

 

 

ด้วยผลงานของ “นักรบ มูลมานัส” ศิลปินคอลลาจชื่อดังของไทย ผู้หยิบเอาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมภาพแบบไทย และศิลปะคลาสสิกตะวันตกมาร้อยเรียง ถ่ายทอดลงบนจอดิจิทัลที่โอบล้อมโครงสร้างทรังก์ ก่อนจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสู่ผลงานของ ณิชชา โตทอง และ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ ตลอดทั้งปี ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่เมซงระดับโลกให้พื้นที่ศิลปินไทยได้เปล่งประกายในระดับสากล

เจาะลึกประวัติศาสตร์เมซงผ่านมิติใหม่ จากอานีแยร์ สู่รันเวย์ระดับตำนาน

ภายในนิทรรศการ Visionary Journeys ยังเปิดพื้นที่ห้องจัดแสดงใหม่ที่ห้ามพลาด ได้แก่

  • ห้อง Origins: พาย้อนเวลาสำรวจรากเหง้าช่างทำหีบผ่านผลงานระดับไอคอนิก เช่น Canteen Trunk (ปี 1895) ทรังก์ทองแดงสำหรับชุดช้อนส้อมของนักสำรวจยุคแรก, Picnic Trunk (ปี 1909) และ Library Trunk (ปี 1932) สำหรับเก็บหนังสือและเครื่องเขียน
  • ห้อง Asnières (เปิดตัวครั้งแรกในไทย): จำลองบรรยากาศบ้านประจำตระกูลวิตตองและเวิร์กช็อปเก่าแก่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1859 ถ่ายทอดสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวและกระจกสีลายดอกไอริส ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสู่กระเป๋า Maison de Famille
  • ห้อง Workshop & Collaborations: สัมผัสความประณีตของช่างฝีมือแบบสดๆ พร้อมชมผลงานคอลแลบส์ระดับประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ Marc Jacobs x Stephen Sprouse, Takashi Murakami ไปจนถึง Yayoi Kusama และ Virgil Abloh x NIGO®
  • ห้อง Fashion: ตื่นตากับลุครันเวย์ระดับตำนาน อาทิ คอลเลกชันเฉลิมฉลอง 10 ปีของ Nicolas Ghesquière และลาย Damoflage พิกเซลพรางตาฝีมือ Pharrell Williams
  • ห้อง Souvenirs: ปิดท้ายด้วยห้องอินเทอร์แอกทีฟให้ผู้เข้าชมเก็บความทรงจำและของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟกลับบ้าน

 

ขยายอาณาจักร ‘Le Café Louis Vuitton’ ขึ้นสู่ชั้น 2 ชูกิมมิกเมนูตะวันตกทวิสต์ “รสชาติไทย”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สายไลฟ์สไตล์ต้องจับตา คือการขยายพื้นที่ของ Le Café Louis Vuitton จากเดิมที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ขยายเพิ่มเติมขึ้นสู่ชั้น 2 เพื่อรองรับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ครบครันยิ่งขึ้น ตั้งแต่มื้อกลางวัน ชายามบ่าย ไปจนถึงมื้อค่ำสุดหรู

 

 

ภายใต้การดูแลของ เชฟ Christophe Grilo และทีมเชฟไทยแห่ง Louis Vuitton Culinary Community เมซงได้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการนำเมนูซิกเนเจอร์ระดับโลกมารังสรรค์ใหม่ โดยผสานวัตถุดิบและเอกลักษณ์ของอาหารไทยเข้าไปอย่างแยบยล:

  • Monogram Ravioli: ราวิโอลีไส้ล็อบสเตอร์ในซุปบิสก์เข้มข้นที่ทวิสต์รสชาติต้มยำกุ้งได้อย่างจัดจ้านมีระดับ
  • Caesar Salad Eclipse: สลัดซีซาร์ที่เสิร์ฟคู่กับไก่ในสไตล์ “ข้าวมันไก่” เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมของไทย
  • Silk Road Wagyu: สเต๊กเนื้อวากิวที่จับคู่กับแกงมัสมั่นและมันฝรั่งรมควันอย่างลงตัว
  • Siam Louis Hao: เมนูต้นตำรับจากเซี่ยงไฮ้ที่ถูกตีความใหม่ผ่านรสชาติจัดจ้านของ “กุ้งแช่น้ำปลา”

ฝั่งของหวานยังคงความประณีตตามแบบฉบับฝรั่งเศส แต่สอดแทรกรสชาติไทย อาทิ Mango Charlotte (ชีสเค้ก มะพร้าว และมะม่วง), Siam Petula (ขนมที่ผสมผสานข้าว สับปะรด มะพร้าว และใบเตย) รวมถึง Thai Tea Fleur ขนมหวานรูปทรงดอกไม้ไอคอนิกของแบรนด์ ที่ผสานรสชาติชาไทย ส้มเชื่อม และพราลีนเฮเซลนัตเข้าด้วยกัน

 

คอลเลคชั่นพิเศษกระเป๋าเอกสิทธิ์เฉพาะ ‘LV The Place Bangkok’

ในส่วนของโซนรีเทล (The Store) หลุยส์ วิตตอง เอาใจเหล่าคอลเลกเตอร์ด้วยการเปิดตัวกระเป๋ารุ่นลิมิเต็ด Neverfull BB LV&I ที่มีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ Monogram, Monogram Dune และ Monogram Eclipse

ความพิเศษขั้นสุดคือ กระเป๋ารุ่นนี้ มีวางจำหน่ายเฉพาะที่ LV The Place Bangkok แห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียใต้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ถือครองสามารถปรับแต่ง (Personalize) ดีไซน์สายกระเป๋า กระเป๋าซองด้านใน และพวงกุญแจ Keybell ตามสไตล์ของตัวเอง สะท้อนนิยามแห่งความหรูหราที่เป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง

การขยับตัวของ หลุยส์ วิตตอง ในไตรมาสสุดท้ายนี้ ไม่เพียงตอกย้ำให้ LV The Place Bangkok เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่ไม่หยุดนิ่ง แต่ยังสะท้อนถึงการเติบโตของกรุงเทพฯ ในฐานะมหานครศูนย์กลางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และลักชัวรีไลฟ์สไตล์แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเต็มภาคภูมิ

Add LINE Official Account
แชร์ :

You may also like