HomeBrand Move !!ภารกิจ “ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา” ปรับทัพใหม่ “นารากรุ๊ป” ลุยตลาดแมส-สวมบท Angel Investor ทะยานรายได้ 2.5 พันล้าน

ภารกิจ “ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา” ปรับทัพใหม่ “นารากรุ๊ป” ลุยตลาดแมส-สวมบท Angel Investor ทะยานรายได้ 2.5 พันล้าน

แชร์ :

ท่ามกลางการเติบโตของร้านอาหารไทยที่ดังไกลในระดับโลก ชื่อของ “นารากรุ๊ป”  คืออีกหนึ่งแบรนด์ร้านอาหารไทยที่สร้างการเติบโตในตลาดโลกตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เส้นทางของนารากรุ๊ปเกิดขึ้นหลัง “ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา” ตัดสินใจปั้นแบรนด์อาหารไทยขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 22 ปีที่ผ่านมา นารากรุ๊ป ค่อยๆสร้างการเติบโตต่อเนื่อง จวบจนวันนี้ทะยานไปแล้ว  84 สาขา ครอบคลุม  9 ประเทศ ทำรายได้ไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ตลอดเส้นทางกว่าสองทศวรรษของ “นารากรุ๊ป” (Nara Group)  กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญกับยุทธศาสตร์ใหม่ทลายกรอบภาพจำเดิมๆ จาก “ร้านอาหารไทย” สู่ “Leading International F&B Operator” พร้อมวางโครงสร้าง Holding Company ขับเคลื่อนพอร์ตโฟลิโออาหารและเครื่องดื่มหลากเซกเมนต์ ดันเป้ารายได้ปีนี้ทะยานแตะ 2,500 ล้านบาทในสิ้นปี

 

คุณยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา

คุณยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา

จาก 1 สาขาสู่เชนอาหารไทยระดับโลก ภารกิจขยายทวีปปักธง “โมร็อกโก-สหรัฐฯ”

คุณยูกิ-นราวดี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) นารา กรุ๊ปและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ร้านอาหารไทย Nara Thai Cuisine เริ่มต้นเล่าถึงที่มาของเส้นทางนารากรุ๊ปว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 22 ปีก่อน “นารา ไทย คูซีน” (Nara Thai Cuisine) ถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยรสชาติต้นตำรับในบรรยากาศพรีเมียม แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้แบรนด์ก้าวสู่เวทีระดับโลกเกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เมื่อลูกค้าชาวต่างชาติที่หลงรักในรสชาติอาหารไทยของนารา ได้ชักชวนไปเปิดสาขาแรกในต่างประเทศที่ “ศรีลังกา”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการนำแบรนด์ร้านอาหารไทยไปขยายตลาดในตลาดโลก จนถึงปัจจุบัน นารา กรุ๊ป มีสาขาอาหารรวมกว่า 84 สาขา ครอบคลุม  9 ประเทศ โดยโมเดลในต่างประเทศเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ 100% ซึ่งตลาดที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือ “ไต้หวัน” มีมากถึง 3 แบรนด์ 21 สาขา ตามด้วย อินเดีย และ ฮ่องกง โดยมี 3 เมนูซิกเนเจอร์ครองใจชาวต่างชาติตลอดกาล ได้แก่ ต้มยำกุ้ง, ผัดไทย และมัสมั่น

 

Nara Thai Cuisine

Nara Thai Cuisine สาขาประเทศศรีลังกา

 

หัวใจสำคัญที่ทำให้นาราขยายตัวในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่องคือการรักษา “รสชาติไทยแท้ (Authentic Thai Taste)” โดยมีครัวกลางที่พระราม 4 และโรงงานผลิตซอสสูตรเฉพาะส่งออกไปทั่วโลก เพื่อการันตีว่าลูกค้าทานที่ไหนก็จะได้รสชาติมาตรฐานเดียวกับที่กรุงเทพฯ 

ขณะที่ก้าวสำคัญที่เป็น Game Changer นับจากนี้ คือการปักธงเพิ่มทวีปใหม่ โดยเตรียมเปิดสาขาใน โมร็อกโก และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเป็นไปตามแผน ธุรกิจต่างประเทศมีโอกาสเติบโตเป็น 2–3 เท่าในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า และจะขยายไปสู่แบรนด์อื่นในพอร์ต ไม่ใช่เฉพาะ Nara Thai Cuisine ด้านที่สอง คือการขยายพอร์ตโฟลิโอ ในประเทศผ่านแบรนด์พันธมิตร และแบรนด์ที่พัฒนาเอง เพื่อสร้างเครื่องยนต์การเติบโตที่หลากหลาย

 

 

ปัจจุบัน นารากรุ๊ป มีร้านอาหารในเครือรวม 14 แบรนด์  จำนวน 84 สาขา ใน 9 ประเทศ แบ่งเป็น

  • แบรนด์หลัก 5 แบรนด์ ได้แก่ นาราไทย คูซีน – Nara Thai Cuisine, อภินารา- Apinara, เลดี้ นารา – Lady Nara, บ้านนอกเข้ากรุง-Baannok Bangkok, และเอลเมอคาโด- El Mercado 
  • แบรนด์พันธมิตร 8 แบรนด์ ได้แก่ โค ลิมิเต็ด – Co Limited, แอนคั่วไก่ – Ann Kua Gai ชานอนตอนไหน, SASA ข้าวต้มบาร์, แกงเกินนน , One Star Rating Pasta Bar, Bite Me และ Bad Salad
  • กลุ่มพัฒนาขึ้นใหม่ อย่างแบรนด์  La Kóka Pizza  ครอบคลุมตั้งแต่อาหารไทยพรีเมียม สตรีทฟู้ด อาหารยุโรป แต่ละแบรนด์มีตำแหน่งทางการตลาด และกลุ่มลูกค้าชัดเจน ไม่ทับซ้อนกันเอง
  • ส่วนแบรนด์ Nara Thai Cuisine ปัจจุบันมี 37 สาขาทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง  เมียนมา ฟิลิปินส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์( UAE ) ศรีลังกา อินเดีย มาเลเซีย

 

 

“นารา เรามีความตั้งใจทำให้อาหารไทยเป็นหนึ่งในเหตุผล ที่คนอยากเดินทางมาประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางนอกจากการท่องเที่ยว เพื่อให้ลูกค้าต่างชาติได้รู้จักอาหารไทยมากขึ้น และสัมผัสวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง”  คุณยูกิกล่าว

แผน “Double Size”  แตกพอร์ต Mass & Delivery รับเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ขณะที่จุดเปลี่ยนสำคัญของ นารากรุ๊ป ในการทำธุรกิจคือการเข้ามาของโควิด 19 ที่ Disrupt พฤติกรรมลูกค้าหลายอย่างให้เปลี่ยนแปลงไป ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น โดย “คุณยูกิ” ยอมรับตามตรงว่า “การจะเติบโตด้วยแบรนด์เดิมอย่างเดียว (Current Existing Brand) เป็นเรื่องยากและมีข้อจำกัด” เพราะจุดยืนของนาราคือแบรนด์ระดับพรีเมียม ภาพจำที่แข็งแกร่งนี้ทำให้ผู้บริโภครุ่นใหม่หรือกลุ่มวัยรุ่นไม่กล้าเดินเข้าร้าน 

หากต้องการสเกลธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว (Double Size) จำเป็นต้อง Diversify พอร์ตโฟลิโอลงมาสู่ตลาด Mass และจับกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เกิดเป็นแผนงานใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Multi-Brand, Multi-Cuisine, Multi-Market” ปรับโครงสร้างพอร์ต ขึ้นแท่นผู้นำตลาด International F&B & Lifestyle Restaurant Group ครอบคลุมทุกทวีปทั่วโลก

โดยมีการปรับแผนการดำเนินงานจากเดิมที่มีการโฟกัสแบรนด์เสาหลัก 4 แบรนด์ได้แก่ นาราไทย คูซีน, อภินารา, เลดี้ นารา และบ้านนอกเข้ากรุง  ด้วยการวางยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจใหม่ด้วยการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 

  • แบรนด์ที่สร้างเอง อาทิ Nara Thai Cuisine, Co Limited ฯลฯ
  • การเข้าซื้อกิจการ อาทิ  ดึงแบรนด์สตรีทฟู้ดระดับตำนานมาติดสปีด เช่น “แอนก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่” ซึ่งหลังเข้ามาอยู่ใต้อาณาจักรนารากรุ๊ปเพียง 14 เดือน สามารถปูพรมขยายสาขาได้ถึง 30 สาขา
  • การเป็น Angel Investor เข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และสปินออฟเป็นบริษัทย่อยในชื่อ “แวนการ์ด คูซีน” (Vanguard Cuisine)

นอกจากนี้ ยังปรับทัพรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ทำอาหารเองน้อยลง หันมาพึ่งพาเดลิเวอรีมากขึ้น โดยใช้ Data-Driven Strategy เป็นเข็มทิศนำทาง เช่น เมนูแกงใต้ที่ขายดีมากบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี จนสามารถสปินออกมาเป็นหน้าร้านโมเดลใหม่ในชื่อ “แกงเกิน”

 

 

สำหรับในปีนี้นารากรุ๊ปได้เติมแบรนด์ใหม่เข้ามาถึง 7 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่อาหารไทยพรีเมียม สตรีทฟู้ด อาหารยุโรป อาหารใต้ เครื่องดื่ม แต่ละแบรนด์มี Positioning และกลุ่มลูกค้าชัดเจน  พร้อมมองเห็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ยังขาดอยู่อย่าง “ตลาดเครื่องดื่ม” โดยเตรียมกระโดดเข้าสู่สมรภูมิร้านชาแบรนด์ใหม่ที่อย่างแบรนด์ “ชานอนตอนไหน” ที่วาง Position อยู่ตรงกลางระหว่าง “ชาตรามือ” กับ “ชงดี” ในราคาเริ่มต้น 65 บาท ตั้งเป้าปูพรมขยาย 100 สาขา ภายใน 3 ปี

โดยในประเทศไทย นาราเปรียบเสมือน “ห้องรับรองแขกบ้านแขกเมือง” โดยมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติสูงถึง 80% (จีน, ตะวันออกกลาง, ยุโรป, รัสเซีย) และคนไทยระดับพรีเมียม 20% มียอดการใช้จ่ายเฉลี่ย 1,000 บาทต่อคน สูงสุดแตะ 1,600 บาทต่อคน ขณะที่ยอดบิลสูงสุดต่อโต๊ะพุ่งถึง 18,000 บาท (โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง) กวาดทราฟฟิกลูกค้าเข้าร้านกว่า 1 ล้านคนต่อปี

ขณะที่แบรนด์ โค ลิมิเต็ด จับกลุ่ม Street Food พรีเมียม มีสัดส่วนคนไทย 60% ต่างชาติ 40% และกำลังเป็นที่จับตาอย่างมากในสายตานักลงทุนต่างชาติ ทั้งอังกฤษและฮ่องกง ที่สนใจนำคอนเซปต์สตรีทฟู้ดนี้ไปเปิดในต่างประเทศ

 

ปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ สู่ Global F&B Holding

สำหรับแผนระยะปีนี้ นารากรุ๊ป เตรียมเปิดสาขาใหม่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งสาขา สนามมวยราชดำเนิน (40 ที่นั่ง) วันที่ 15 ธันวาคมนี้ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ภูเก็ต, พัทยา, หัวหิน และสมุย ขณะที่แบรนด์ Co Limited เตรียมเปิดเพิ่มอีก 2 สาขาในวันที่ 15 ธันวาคม ที่ไอคอนสยาม และ เทอร์มินอล 21 (ชั้น 4)

โดยในปี 2569 นี้ นารากรุ๊ป วางเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 2,500 ล้าน แบ่งเป็นรายได้มาจากในประเทศ 1,300 ล้านบาท และต่างประเทศ 1,200 ล้านบาท  ซึ่งเป็นการปรับเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 8.7% จากเดิมตั้งไว้ 2,300 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักยังคงนำโดย นาราไทย คูซีน 65% ,โค ลิมิเต็ด 25% บ้านนอกเข้ากรุง 5% และแอนก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ 5%

ขณะที่ในระยะยาว ภายในปี 2570 นารากรุ๊ปตั้งเป้าการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสาขาต่างประเทศจะเติบโตเฉลี่ยปีละเกือบ 10%, สาขาในประเทศเติบโต 15% และกลุ่มแบรนด์ใหม่ภายใต้กลยุทธ์ Diversification จะต้องเติบโตไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี

แนวคิด “ยูกิ-นราวดี” แบรนด์คือ “ลูกสาว” และ “ศาสตร์แห่งการเลือกพาร์ทเนอร์”

เบื้องหลังความสำเร็จกว่าสองทศวรรษ คุณยูกิเปรียบเทียบแบรนด์นาราว่า “เป็นเสมือนลูกสาว” ที่ต้องคอยฟูมฟัก ทะนุถนอม ใส่ใจในทุกรายละเอียดจนเติบใหญ่และสง่างาม สำหรับการเปิดรับพันธมิตรทั้งในรูปแบบแฟรนไชส์ M&A และ Angel Partner “คุณยูกิ”มีหลักคิดในการคัดเลือกที่ชัดเจนและเข้มงวด 

  • Passion Must Come First: ต้องมีแพชชั่นในเรื่องอาหารอย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อหวังผลกำไรทางการเงินเพียงอย่างเดียว
  • Owner-Driven & Experienced: เจ้าของแบรนด์ต้องลงมือทำเอง มีประสบการณ์ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างลึกซึ้ง
  • Scalable & No Cannibalization: คอนเซปต์ต้องสามารถขยายสเกลได้ และโพสิชันนิงต้องไม่ทับซ้อนกับแบรนด์เดิมที่มีอยู่ในเครือ
  • Strong & Transparent Systems: ระบบหลังบ้านต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก หากมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคตจะยิ่งเป็นแต้มต่อ

จากร้านอาหารไทยที่เติบโตด้วยคุณภาพ สู่การยกเครื่องระบบหลังบ้านและโครงสร้างองค์กร วันนี้ “นารากรุ๊ป” ภายใต้การนำของ “ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา” ได้พิสูจน์แล้วว่าอาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่วัฒนธรรม แต่สามารถนำมาบริหารจัดการด้วยมาตรฐานระดับสากล จนกลายเป็น Global F&B Holding ที่พร้อมปักหมุดพาแบรนด์ไทยไปเติบโตในทุกมุมโลก

Add LINE Official Account
แชร์ :

You may also like