
(ซ้ายไปขวา) คุณสุทธิรักษ์ นาคพันธ์ Head of Customer Engineering ประจำ Google Cloud ประเทศไทย, คุณสรุจ ทิพเสนา Country Manager, Google Cloud ประเทศไทย และสตีฟ เลดเซียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Google Cloud Security และ Mandiant ประจำประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
Google Cloud ประเทศไทย เปิดความสำเร็จแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise สู่การเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยจาก “Cloud First” สู่ “AI Ready” พร้อมโชว์ 3 บริษัทต้นแบบ “Minor Hotels-Wisesight-Bitazza” ใช้ AI สำเร็จ ส่วนกรณีที่ กพช. มีมาตรการค่าไฟใหม่สำหรับ Data Center นั้น ทางผู้บริหาร Google Cloud ได้ปฏิเสธในการให้ความเห็นใด ๆ เพิ่มเติม
คุณสรุจ ทิพเสนา Country Manager ของ Google Cloud ประเทศไทย กล่าวว่า “โอกาสขององค์กรในวันนี้ไม่ใช่แค่การทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำ AI มาใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานระดับโครงสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรม” โดยผู้บริหาร Google Cloud ได้ยกตัวอย่าง 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง Minor Hotels, Wisesight และ Bitazza เป็นกรณีศึกษา ดังนี้
Minor Hotels: อยู่ในช่วงพัฒนาแพลตฟอร์มยุคใหม่ที่ออกแบบขึ้นเพื่อรองรับธุรกิจโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยวางรากฐานสำหรับการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถคาดการณ์ความต้องการของผู้เข้าพักล่วงหน้า และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น (แพลตฟอร์มดังกล่าวพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรมแบบ Full-stack ของ Google Cloud โดยมีการรวบรวมข้อมูลผู้เข้าพักจากทุกแบรนด์ ทุกภูมิภาค และทุกช่องทางดิจิทัลไว้บนแพลตฟอร์มเดียว และมีการทำงานประสานกันของ AI Agent ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย AI Agent จะสามารถบริหารจัดการการจอง วางแผนโปรแกรมการเดินทาง และตอบสนองต่อคำขอของผู้เข้าพักได้อย่างแม่นยำและแบบเรียลไทม์)
Bitazza : มีการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized Data Platform) บน BigQuery ซึ่งช่วยบริษัทลดระยะเวลาในการจัดทำงบการเงินลงได้ถึง 75% จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 1 ปี เหลือเพียง 3 เดือน นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังรองรับการจัดทำรายงานเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลได้แบบเกือบเรียลไทม์ (Near Real-time) และช่วยให้ทีมข้อมูลสามารถพัฒนาและบริหารจัดการ CI/CD Pipeline ได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีวิศวกร DevOps ประจำทีม
Wisesight: บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียของประเทศไทย ได้นำ Gemini บน Google Cloud มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเสียงสะท้อนบนสื่อสังคมออนไลน์ ในปริมาณมหาศาล เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเดิม ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 2 วัน แต่เมื่อใช้ Gemini Enterprise สามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายในเวลาราว 30 นาที ช่วยให้องค์กรได้รับข้อมูลเชิงลึกไปใช้ประกอบการตัดสินใจและขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
“ความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้วัดจากการมี AI อยู่ในบางส่วนขององค์กร แต่ต้องสามารถเชื่อมโยง AI เข้ากับกระบวนการทำงานหลัก เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้อย่างชัดเจน”

คุณสรุจ ทิพเสนา Country Manager ของ Google Cloud ประเทศไทย
นอกจากนี้ คุณสรุจยังได้กล่าวถึงปัญหา Bill Shock ที่มักพบจากการใช้งาน AI ของหลายบริษัทด้วยว่า แพลตฟอร์ม Gemini Enterprise สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ เนื่องจากในการสร้าง AI Agent บน Gemini Enterprise ภาคธุรกิจสามารถเลือกใช้โมเดล AI ที่เหมาะสมกับแต่ละภารกิจได้ (เช่น งานง่าย ๆ การใช้ Gemini Flash ก็อาจเพียงพอ ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แต่ถ้าเป็นงานยากค่อยเปลี่ยนมาใช้ Gemini Pro แทน เป็นต้น)
นอกจากนี้ ทางผู้บริหาร Google Cloud ยังระบุว่า Gemini Enterprise มีระบบช่วยประเมินต้นทุนของ Workflow และผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)ให้ด้วย ทำให้องค์กรสามารถบริหารค่าใช้จ่ายจากการใช้งานโทเคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงต้นทุนที่ไม่คาดคิดได้นั่นเอง
เปิดตัว Google AI Threat Defense รับมือภัยคุกคาม

คุณสตีฟ เลดเซียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Google Cloud Security และ Mandiant ประจำประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ในงานนี้ Google Cloud ยังได้ประกาศเปิดตัว Google AI Threat Defense ระบบรักษาความปลอดภัยแบบอัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบ เฝ้าระวัง และหยุดยั้งภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ โดยระบบดังกล่าวสามารถจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงตามบริบท (Contextual Risk Prioritization), สามารถแก้ไขโค้ดได้ ตลอดจนช่วยองค์กรค้นหาช่องโหว่ในระบบ และทำการแก้ไข – บำรุงรักษาระบบได้อย่างต่อเนื่อง
คุณสตีฟ เลดเซียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Google Cloud Security และ Mandiant ประจำประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมี Google AI Threat Defense ว่า “AI ได้ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของภัยคุกคาม (Threat Landscape) ไปอย่างสิ้นเชิง การโจมตีที่เคยใช้เวลาหลายสัปดาห์ในอดีต ตอนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่หลากหลายนี้ องค์กรต้องการมากกว่าแค่โมเดลหรือ Agent ตัวเดียว แต่จำเป็นต้องใช้กลุ่มโมเดลเพื่อตรวจสอบหลายรอบ (Multiple Passes) และโซลูชันที่สามารถวิเคราะห์ระบบ จัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด อุดช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว และเฝ้าระวังการโจมตีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง”
ไม่ออกความเห็น มาตรการค่าไฟ Data Center
ส่วนในกรณีที่ กพช. มีการประกาศมาตรการด้านไฟฟ้าเกี่ยวกับ Data Center เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ว่าเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้า และการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
รวมถึงให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้าเพื่อยืนยันความพร้อม และความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตรนั้น ทางผู้บริหารของ Google Cloud ได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว



