HomeBrand Move !!จากชาไทยสู่มัทฉะ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดเกมใหม่ ส่ง ‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ ชิงฐานคนรักชาเขียว ปักธงสาขาแรกสยามพารากอน 1 ก.ค.นี้

จากชาไทยสู่มัทฉะ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดเกมใหม่ ส่ง ‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ ชิงฐานคนรักชาเขียว ปักธงสาขาแรกสยามพารากอน 1 ก.ค.นี้

แชร์ :

กำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว สำหรับ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ (everyday.thai.tea) แบรนด์ชาเย็นที่เคยสร้างปรากฏการณ์คิวยาวเหยียดจากเมนู ‘สลัชชี่ชาไทย’ โดยปีที่ผ่านมาทำรายได้ไป 140 ล้านบาท ซึ่งนอกจาก ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ (everyday.thai.tea) ปีที่ผ่านมายังแตกแบรนด์โกโก้-กาแฟ ชื่อ ‘เข้ม’ เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอในฐานะเครื่องดื่มที่อยากให้ผู้บริโภคกินได้ทุกวันด้วย

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

มาปีนี้นอกจากแผนการขยายสาขาฉันจะกินชาเย็นทุกวันไปต่างจังหวัด ‘วิว-พันธ์ทิพย์ดีเจริญ’ และ ‘แวน-พรทิพย์ดีเจริญ’ สองพี่น้องผู้ก่อตั้งยังตัดสินใจเปิดแบรนด์ใหม่ในชื่อ ‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ (everyday.green.tea) โดยจะเริ่มเปิดสาขาแรกในรูปแบบ Pop-up Store วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นวันแรกพร้อมกับเป้าใหญ่ที่อยากดันแบรนด์ใหม่ทำเงินด้วยสัดส่วนสูงสุด 20% เมื่อเทียบกับพอร์ตโฟลิโอทั้งเครือ

คุณพันธ์ทิพย์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการทำปั้นแบรนด์ฉันจะกินชาเขียวทุกวันเป็นการต่อยอดมาจากไอเดียที่เคยทำคอนเทนต์ April’s Fool Day ออกไปหลังจากนั้นพบว่ามีลูกค้าทักเข้ามาสอบถามถึงความคืบหน้าบางคนเสนอให้แบรนด์ลองชาเขียวหรือมัทฉะขึ้นมาจริงๆยอดแชร์กับจำนวนคอมเมนต์ก็เป็นไปในทิศทางบวกเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มากประกอบกับเริ่มเห็นคนทำงานออฟฟิศดื่มชาเขียวหรือมัทฉะเป็นแก้วแรกของวันจากเดิมที่เครื่องดื่มประเภทอื่นๆอยู่ในสถานะแก้วที่สองกลายเป็นว่าทุกวันนี้ ‘มัทฉะ’ ขึ้นมาสูสีเบียด ‘กาแฟ’ เรียบร้อยแล้วเมื่อมองเห็นโอกาสจึงไม่รอช้าตัดสินใจพัฒนาแบรนด์โดยวางกรอบเวลาไว้ภายใน 2 เดือนต้องเสร็จเรียบร้อยทั้งหมด

 

 

นอกจากโอกาสทั้งสองส่วนพรทิพย์เสริมต่อว่าปัจจุบันแบรนด์ชาเขียวหรือมัทฉะในตลาดราคาไปไกลมากด้วยคอนเซปต์ของแบรนด์ที่ต้องการทำเครื่องดื่มให้ผู้บริโภคกินได้ทุกวันจึงอยากทำชาเขียวหรือมัทฉะในราคาที่ซื้อได้ทุกวันจริงๆทั้งสองคนเริ่มจากการไปคุยกับซัพพลายเออร์เพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีในราคาที่ใช่โดยเลือก ‘มัทฉะยาเมะ’ (Yame Matcha) เพราะมองว่าเป็นมัทฉะที่มีกลิ่นและโทนที่คนไทยคุ้นเคยนำมาพัฒนาเป็นลาเต้หรือแบบใสก็ทำได้ทั้งหมดส่วนเบลนด์ที่เลือกมาระบุว่าอยู่ในเกรด ‘Ceremonial A5’ 

“ด้วยคอนเซปต์ของเราคือ Everyday Beverage อยากทำเครื่องดื่มที่เข้าถึงง่ายทานได้ทุกวันดีกว่าทำแบบที่ลูกค้ากินได้ 1-2 แก้วต่อเดือนตอนที่พัฒนาแบรนด์เราชิมมัทฉะกันไป 40-50 ตัวพยายามหลีกเลี่ยงมัทฉะจีนหรือไทยต้องเป็นมัทฉะญี่ปุ่นเท่านั้นซึ่งมีหลายเกรดรวมถึงเกรดสำหรับทำขนมที่มีความฝาดขมมากกว่าตัวที่เราเลือกมาจริงๆราคาค่อนข้างสูงเพราะไปถึง A5 จะรู้สึกว่าเป็นโน้ตถั่วฝาดน้อยแต่ยังกลมกล่อมรสมัทฉะชัดแม้จะนำไปชงลาเต้เราโชคดีที่ได้พาร์ทเนอร์ที่ไป Sourcing ถึงไร่ที่ญี่ปุ่นด้วยราคาและคุณภาพมันไปได้เลยเลือกเป็นตัวนี้”

 

 

สำหรับรายละเอียดของเมนูในร้านแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆคือกลุ่มเมนูชาเขียว เริ่มต้นที่ 65 บาท ส่วนนี้จะนำชาเชียวมาเบลนด์กับชาอัสสัมที่อบด้วยดอกมะลิ ส่วนใหญ่ในตลาดจะใช้วิธีแต่งกลิ่นมะลิเข้าไป แต่ทางร้านเลือกแบบอบดอกมะลิมาแท้ๆ เมื่อนำไปเบลนด์กับชาเขียวจะได้ความหอมละมุนกลิ่นฟลอรัลเข้าไปด้วย กลุ่มเมนูชาเขียวมีให้เลือกทั้งแบบเคลียร์ราคา 65 บาท ลาเต้ (เมนูนม) ราคา 75 บาท และยังมีเมนูอื่นๆ อาทิ Yuzu Green Tea และ Redbean Green Tea ที่มีราคาไล่ไปจนถึง 85-95 บาท

ส่วนต่อมาคือ กลุ่มเมนูมัทฉะ ราคาเริ่มต้น 75 บาท (สำหรับเมนูแบบเคลียร์) ไล่ไปจนถึงราคา 85 บาทซึ่งเป็นเมนูลาเต้ โดยกลุ่มมัทฉะทางร้านชูเป็นซิกเนเจอร์ทั้งหมด 3 เมนู ได้แก่

  1. Clear Matcha Coconut Butterfly Pea ราคา 95 บาท
  2. Butterfly Pea Latte Matcha Foam ราคา 95 บาท
  3. Matcha Slushy Butterfly Pea Foam ราคา 145 บาท ซึ่งเมนูนี้ยังจัดเป็นเมนูแนะนำที่ดึงจุดแข็งเรื่องสลัชชี่ตั้งแต่เมื่อครั้งทำร้านชาเย็นมาพลิกแพลงให้เข้ากับมัทฉะ ราดด้วยโฟมอัญชัญสีฟ้ากลิ่นมะพร้าว

‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ เริ่มจุดพลุเปิดขายอย่างเป็นทางการใน วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ Pop-up Store ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยจะปักหมุดที่นี่ก่อน 1 เดือน หลังจากนั้นค่อยดูฟีดแบ็กเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจไปเปิดในรูปแบบเดียวกันที่ห้างอื่นๆ เพิ่ม ส่วนหน้าร้านแบบ Permanent Store มีอย่างแน่นอน ภายในปีนี้จะมี 1-2 สาขา เป็นที่ไหน โลเคชันอะไร คงตัดสินใจจากการตอบรับของลูกค้าอีกที 

 

 

“แบรนด์เรามีคำว่า ‘ทุกวัน’ พอเป็นคำว่า ทุกวัน มันไม่สามารถทำราคาแพงกว่านี้ไปได้ โดยเฉพาะราคายิ่งต้องขีดเส้นใต้ อาจจะมีความหลากหลายอย่างเมนูสลัชชี่ แต่อย่างไรต้องมีเมนูราคาเข้าถึงง่ายยืนพื้นให้ลูกค้า แม้ราคาจะขยับจากชาเย็นแต่ไม่ได้แตกต่างกันมาก ด้วยวัตถุดิบมัทฉะมีราคาสูงกว่า จะทำอย่างไรให้ลูกค้าที่จ่ายแล้วยังรู้สึกคุ้มค่า ไม่อยากให้เป็นน้ำที่กินแล้วลูกค้ารู้สึก เสียดายหรือแพงเกินไป เราไม่ได้มองฉาบฉวย อยากเป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาแล้วอยู่ไปได้นานๆ”

แผนธุรกิจของ ‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ คล้ายกับการเดินเกมของ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เตรียมทำผงมัทฉะวางขายพร้อมกับสินค้าอื่นๆ พวกกลุ่มเบเกอรี่เข้ามาเสริมทัพ ทั้งนี้ ‘พันธ์ทิพย์’ บอกว่า ไม่ได้มองจำกัดแค่ ‘มัทฉะ’ หรือ ‘ชาเขียว’ แต่ในอนาคตยังอยากขยายสินค้า SKU ใหม่ๆ ที่อยู่ภายใต้เครื่องดื่มสีเขียวเข้ามาด้วย

 

 

ด้านเป้าหมายและการเติบโต ทั้ง ‘พันธ์ทิพย์’ และ ‘พรทิพย์’ อยากให้ ‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ ทำเงินให้กับพอร์ตโฟลิโอด้วยสัดส่วน 10-20% ประเมินยอดขายช่วงเปิด Pop-up Store ไว้ราวๆ 10,000 แก้วต่อเดือน (สำหรับ 1 สาขา) รวมถึงช่องทางเดลิเวอรี่ก็ด้วย ในอนาคตหากมีสาขา Permanent Store ไม่ได้จำกัดเพียงการเข้าไปอยู่ในห้างสรรพสินค้า ตั้งใจเปิดฮับเดลิเวอรี่เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นคนทำงาน

“เป้ายอดขายสำหรับ 1 สาขาที่เราประเมินไว้น่าจะอยู่ประมาณ 20 ล้านบาท ขั้นต่ำที่มองไว้คือ 10 ล้านบาท อยากให้ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป และเรามีแผนจะเปิดฮับเดลิเวอรี่เพิ่มด้วย” 


แชร์ :

You may also like