HomeInsightคนไทย 71% มองเศรษฐกิจเข้าขั้น “แย่” ดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในโลก กังวลปัญหา “คอร์รัปชัน-การเงิน” มากสุด

คนไทย 71% มองเศรษฐกิจเข้าขั้น “แย่” ดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในโลก กังวลปัญหา “คอร์รัปชัน-การเงิน” มากสุด

แชร์ :

ผลสำรวจ What Worries Thailand ของ “อิปซอสส์” (Ipsos) บริษัทด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคระดับโลก ที่จัดทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 ถึงเมษายน 2569  พบการเปลี่ยนแปลงสำคัญ

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

– สรุปครึ่งปีแรก 2569 คนไทยกังวลปัญหา คอร์รัปชัน – การเงิน มาเป็นอันดับหนึ่ง

– ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตดิ่งลงทุกด้าน ต่ำสุดเกือบเท่ายุคโควิด โดย 71% ของคนไทยเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจเข้าขั้น “แย่”

– กว่าครึ่งอยู่ในสภาวะ-เฝ้าระวัง-ชะลอการใช้จ่าย ทั้งสินค้าชิ้นใหญ่และกลุ่มของใช้ในครัวเรือน

– กลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับสูง เป็นกลุ่มที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากสุดและมีอัตราสูงขึ้น นำหน้ากลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับปานกลางและต่ำ สะท้อนว่าแม้มีเงินก็ไม่จับจ่าย เพราะกังวลภาวะเศรษฐกิจ

รายงานผลวิจัย “What Worries Thailand? H1 2026” ที่สะท้อนความกังวล ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้บริโภคไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน พบการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย คุณพิมพ์ทัย สุวรรณศุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท อิปซอสส์ จำกัด สรุปผลวิจัยครึ่งปีแรก 2569 ดังนี้

คนไทยกังวล “คอร์รัปชัน” สูงสุด

ผลสำรวจความกังวลของคนไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

– การทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน 49%

– ปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม 41%

– ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศ 27%

– เงินเฟ้อ 27%

– อาชญากรรมและความรุนแรง 24%

ทั้งนี้ ความกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ” ได้กลับเข้าสู่ 5 อันดับแรกอีกครั้ง แซงหน้าปัญหาอาชญากรรมและการว่างงาน ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ติด 1 ใน 10 ของโลก

โดยภาพรวมนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่คนไทยส่วนใหญ่มองว่า “ประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด” โดยมีสัดส่วนสูงถึง 56% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงอย่างชัดเจน ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วยังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ปกติเมื่อมีรัฐบาลใหม่ คนไทยจะคาดหวังว่าจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้เร็ว แต่หากยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงก็จะเชื่อมั่นลดลง”

 

 

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทยดิ่งสุดในโลก

ด้านสถานะทางการเงินส่วนบุคคล มีเพียง 36% ที่เชื่อว่าสถานะการเงินของตนจะดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (ลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคม 2569) ขณะเดียวกัน 56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อความสามารถในการลงทุนในอนาคต รวมถึงการออมเพื่อวัยเกษียณและการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ระมัดระวัง” ทั้งด้านการใช้จ่ายและอารมณ์ความรู้สึก อันเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่ลดลง

คนไทยถึง 71% ระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน “แย่” ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 17 จุดภายในเดือนเดียว (เดือนมีนาคมเทียบเมษายน 2569 สะท้อนความกังวลที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับผลสำรวจ Ipsos Global Consumer Confidence Index เดือนเมษายน 2569 (เทียบเดือนมีนาคม 2569) พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทย (National Index) ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 หรือลดลง 10.9 จุด ซึ่งถือเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบเดือนที่ผ่านมา

ความน่ากังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านดัชนีที่ปรับตัวลดลง “ติดลบ” (เดือนเมษายน 2569) ในทุกด้านเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2569

– ดัชนีภาพรวม (National Index) 45.5 จุด ลดลง -11.7 จุด

– ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจปัจจุบัน (Current Index) 34.0 จุด ลดลง -12.4 จุด

– ดัชนีความคาดหวังในอนาคต (Expectations Index) 49.7 จุด ลดลงมากที่สุดถึง -14.3 จุด สะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว

– ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุน (Investments Index) 44.8 จุด ลดลง -13.4 จุด บ่งชี้ถึงการชะลอการลงทุนในสินทรัพย์

– ดัชนีความมั่นใจด้านการจ้างงาน (Jobs Index) 48.9 จุด ลดลง -6.8 จุด

ในระดับภูมิภาค ภาวะความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยจากทั้งหมด 31 ประเทศที่ทำการสำรวจ พบว่า 5 ใน 6 ประเทศที่ดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ประเทศไทยมีอัตราการลดลงสูงที่สุดที่ -10.9 จุด ทิ้งห่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย -6.1 เกาหลีใต้ -5.1 ญี่ปุ่น -4.7 และออสเตรเลีย -4.6

การปรับลดลงของความเชื่อมั่นครั้งนี้ ถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มการสำรวจ รองจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 เท่านั้น

กลุ่มรายได้สูงระวังใช้จ่ายมากสุด

ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลง ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการบริโภค

– 62% ของคนไทยระบุว่าไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18 จุดจากเดือนมีนาคม

– 51% รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ภายในครัวเรือน เพิ่มขึ้น 16 จุดจากเดือนมีนาคม

สำรวจกลุ่มรายได้ครัวเรือน 3 ระดับ รายได้ครัวเรือนสูง มากกว่า 180,000 บาทต่อเดือน รายได้ครัวเรือนปานกลาง 120,000 – 180,000 บาทต่อเดือน และ รายได้ครัวเรือนต่ำ ต่ำกว่า 60,000 บาทต่อเดือน

– มุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทย พบว่ากลุ่มรายได้ครัวเรือนสูง มองว่าเศรษฐกิจ “ไม่ดี” 76% (เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน) สูงกว่ากลุ่มรายได้ครัวเรือนปานกลางที่ 65% (เพิ่มขึ้น 13%) และกลุ่มรายได้ครัวเรือนต่ำที่ 67% (เพิ่มขึ้น 10%)

– กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูง กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากสุดในการระมัดระวังการใช้จ่าย โดยระวังเพิ่มขึ้นทั้งการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ และกลุ่มสินค้าในครัวเรือนอื่นๆ มากกว่ากลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับกลางและต่ำ

โดยมีสถิติการเปรียบเทียบ ณ ปัจจุบัน กับ 6 เดือนที่ผ่านมา (เมษายน 2569 เปรียบเทียบกับ พฤศจิกายน 2568)

1. รู้สึกไม่สบายใจที่จะซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์
– กลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับสูง +23%
– ปานกลาง -1%
– ต่ำ -1%

2. รู้สึกไม่สบายใจที่จะซื้อสินค้าในกลุ่มของใช้ในครัวเรือนอื่นๆ
– กลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับสูง +24%
– ปานกลาง +3%
– ต่ำ +2%

นอกจากนี้มีเพียง 36% เท่านั้นที่เชื่อว่าสถานะทางการเงินของตนจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (49%) ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงาน ขณะที่ 56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อการลงทุน การออมเพื่อวัยเกษียณ และการศึกษาของบุตรหลาน

 

คนไทยกังวลสงครามยืดเยื้อ

ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุด โดยอยู่ในอันดับ 3 ของประเทศ ผลสำรวจพบว่า 33% ของคนไทยคาดการณ์ว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี และอีก 25% เชื่อว่าสถานการณ์จะยาวนานกว่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกันรายงาน Ipsos Mobility Report พบว่า “รถยนต์” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคนไทย โดย 49% มองว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีรถยนต์นั้น “เป็นไปไม่ได้” ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43%

อย่างไรก็ตามภายใต้วิกฤตราคาพลังงาน ผู้บริโภคไทยเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดย 60% ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าตลาดใหญ่อย่างอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างชัดเจน

คุณพิมพ์ทัย สุวรรณศุข

 

3 แนวทางธุรกิจและแบรนด์มือวิกฤตความเชื่อมั่นผู้บริโภค

เมื่อความกังวลของผู้บริโภคเปลี่ยนไป พฤติกรรมการใช้จ่าย การออม และการตัดสินใจในการเลือกแบรนด์ก็เปลี่ยนตาม ธุรกิจและแบรนด์จึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยมี 3 แนวทางสำคัญเพื่อตอบสนองผู้บริโภคและตลาดได้ตรงจุด ดังนี้

1. “คุณค่า” และ “ความเชื่อมั่น” คือหัวใจสำคัญของแบรนด์

ผู้บริโภคทั่วเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้คนให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็น ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และมองหาความคุ้มค่ามากขึ้น

แบรนด์จึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาพลักษณ์พรีเมียมหรือราคาสูงได้อีกต่อไป แต่ต้องพิสูจน์ “คุณค่าที่จับต้องได้” ทั้งด้านความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และความอุ่นใจให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจน การสื่อสารที่เน้นความมั่นคง ความโปร่งใส และการช่วยผู้บริโภครับมือกับความไม่แน่นอน จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการสื่อสารเชิงภาพลักษณ์หรือไลฟ์สไตล์เพียงอย่างเดียว

2. วิกฤตราคาพลังงานกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนและประหยัดมากขึ้น

ความผันผวนด้านพลังงานกำลังผลักดันการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถไฮบริด พลังงานหมุนเวียน และพฤติกรรมประหยัดพลังงานในหลายประเทศ

สำหรับธุรกิจ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงวาระ ESG ระยะยาวอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ความต้องการเร่งด่วน” ของผู้บริโภคที่ต้องการทั้งความประหยัดและความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต แบรนด์ที่สามารถทำให้ทางเลือกที่ยั่งยืน “เข้าถึงง่าย คุ้มค่า และใช้งานได้จริง” จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้มากขึ้นในอนาคต

3. ความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น คือความได้เปรียบสำคัญของธุรกิจ

แต่ละประเทศกำลังตอบสนองต่อวิกฤตแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพาพลังงาน นโยบายภาครัฐ เสถียรภาพทางการเมือง และระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ดังนั้น ธุรกิจและแบรนด์จำเป็นต้องเข้าใจบริบทผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ มีความยืดหยุ่นด้านราคาและการจัดหา พร้อมสร้างซัพพลายเชนที่แข็งแรง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้รวดเร็วต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว

ข้อมูลผลสำรวจ

รายงาน “What Worries Thailand? H1 2026” เป็นการรวบรวมข้อมูลจากผลสำรวจออนไลน์โดย Ipsos Global Advisor ที่ครอบคลุมในหลายประเทศทั่วโลก จำนวน 4 ชุด ซึ่งทำการศึกษาระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ถึง 3 เมษายน 2569: Ipsos Mobility Survey, What Worries the World (เมษายน 2569), Ipsos Consumer Confidence Index (เมษายน 2569) และ Attitudes to the Iran Conflict

ข้อมูลสำหรับประเทศไทย อ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 500 คนต่อการสำรวจ มีอายุระหว่าง 20-74 ปี ซึ่งทำการสำรวจผ่านระบบ Ipsos Online Panel โดยการสำรวจในแต่ละชุดเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขนาดใหญ่ที่ครอบคลุม 29-31 ประเทศทั่วโลก


แชร์ :

You may also like