
(จากซ้าย) “คุณไชยยันต์ ชาครกุล” ประธานกรรมการบริหาร และ “คุณชูรัชฏ์ ชาครกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)
ปี 2568 เป็นปีที่ตลาดอสังหาฯ ไทยหดตัวอย่างหนัก กว่า 17% ส่วน “บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)” หรือ “LALIN” มีการเปิดตัวโครงการมูลค่า 3,500-5,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้ารับรู้รายได้เติบโตเล็กน้อย เพียง 3-5% จากปีก่อน แต่ยอดขายคาดว่าจะ “ทรงตัว” เท่ากับปีที่แล้วหรืออยู่ที่ 4,200 ล้านบาท
ทำไมลลิล พร็อพเพอร์ตี้ถึงตั้งเป้าโตแบบ Conservative? ตามไปอ่านวิธีคิดของ “คุณไชยยันต์ ชาครกุล” ประธานกรรมการบริหาร และ “คุณชูรัชฏ์ ชาครกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กันแบบเต็มๆ
ถ้าศก.ไทยโตต่ำ อย่าหวังอสังหาฯ จะโตได้ 3-5%
อุตสาหกรรมอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง แต่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ การลงทุน และกำลังซื้อของผู้บริโภค ดังนั้น หากปีไหนเศรษฐกิจดี อสังหาฯ ก็จะเติบโตดีเช่นกัน ในทางกลับกันถ้าปีไหนเศรษฐกิจชะลอตัว อย่างเช่นปีนี้ จากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมิน GDP ไทยจะขยายตัวเหลือเพียง 1.6% เท่านั้น ขณะที่ธนาคารโลก (World Bank) คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.8% เมื่อเศรษฐกิจโตต่ำ คุณไชยยันต์ มองว่า จะหวังให้ตลาดอสังหาฯ เติบโตได้ 3-5% ก็ “ยาก”
เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “ตกหลุมอากาศ” เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรม “ตกท้องช้าง” นั่นหมายความว่า อุตสาหกรรมหลักส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเก่า ที่พึ่งพาแรงงานและเทคโนโลยีเก่า ทำให้เสื่อมความสามารถในการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ก่อนหน้านี้เคยเป็นดาวเด่น เป็นแหล่งผลิตซัพพลายเชนสำคัญของโลก แต่ตอนนี้อุตสาหกรรมรถยนต์เปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งใช้ชิ้นส่วนเพียง 80 ชิ้น และหลายชิ้นส่วนนำเข้ามา จึงทำให้ซัพพลายเชนหดตัว ขณะที่อุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) แม้จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแชมเปี้ยน แต่ก็ใช้แรงงานท้องถิ่นไม่มาก
รวมทั้งเผชิญกับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ขยายตัวจำกัด และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 89% ซึ่งติด 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้แบงก์พาณิชย์ค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เมื่อเทียบกับปี 2450 ที่เจอกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนนั้นคนไทยกลับมีเงินออมติด 1 ใน 5 ของโลก คุณไชยยันต์ บอกว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้จึงน่าห่วง
“หากเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% จะเกิดปัญหาการจ้างงาน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่จะหางานยาก จริงๆ เศรษฐกิจไทยต้องโตอย่างน้อย 4-5% ถึงจะทำให้เด็กจบมาแล้วมีงานทำ”
ศก.ไทยยังมีหวัง
แม้ปัจจัยเสี่ยงจะเต็มไปหมด แต่คุณไชยยันต์ เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยยังมี “โอกาส” ถ้าสามารถดึงอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเข้ามารับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมาก ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมอาหาร, สุขภาพ, Bio Food, อาหารสัตว์ และดาต้าเซ็นเตอร์
รวมทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ หาจุดขายใหม่ๆ มาดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น สวนสนุกระดับโลกอย่างดิสนีย์แลนด์ ก็จะช่วยสร้าง S-Curve ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวไทยได้ เพราะเจาะได้ทั้งตลาดเด็กและกลุ่มครอบครัว
ต้องแม่นทั้งการเลือกทำเล และการตลาด
เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ การทำธุรกิจของบริษัทในปีนี้ คุณไชยยันต์ ย้ำว่า ต้องระมัดระวัง และแม่นยำ ทั้งการเลือกทำเลที่เหมาะสม และการตลาด โดยจะเน้นกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ ทั้งกรุงเทพฯ และจังหวัดยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว รวมถึงเจาะเซ็กเม้นต์บ้านราคา 2-10 ล้านบาท เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่มีสัดส่วน 70% ของตลาดอสังหาฯ และเป็นเรียลดีมานด์
“ปีนี้เป็นปีที่สู้เพื่อความอยู่รอด ภายใต้ความผันผวนที่รุนแรง จึงต้องยิงให้แม่น เพราะกระสุนมีจำกัด และถ้าบริหารไม่ดี จะถูกภาวะเศรษฐกิจลงโทษ”
สำหรับการทำตลาด คุณชูรัชฏ์ บอกว่า ต้องเข้าถึงกลุ่มลูกค้า โดยใช้กลยุทธ์ Lifestyle & Experience Marketing เพื่อสร้างประสบการณ์อยู่อาศัยใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการนำ Big Data มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ซึ่งทำให้เห็น Customer Journey และนำมาออกแบบบ้าน รวมถึงสร้างแคมเปญการตลาดที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในช่วงนั้นๆ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านการเงินอย่างรัดกุม ทั้งการ Lean ค่าใช้จ่าย และควบคุมระดับหนี้สินต่อทุนให้อยู่ที่ 0.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ 1.4 เท่า
และนี่แหละคือ เหตุผลที่ทำให้ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” วางเป้าหมายปีนี้อย่างระมัดระวัง หรือเติบโต 3-5% จากปีก่อนนั่นเอง แม้จะไม่หวือหวา แต่ก็เติบโตและมั่นคง
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE






