HomeDigitalจากเดิมพันใหญ่ Meta สั่งถอย “Metaverse” ปรับแผนลดคน-หันสู่ AI

จากเดิมพันใหญ่ Meta สั่งถอย “Metaverse” ปรับแผนลดคน-หันสู่ AI

แชร์ :

Virtual Reality หรือสิ่งที่ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ตั้งชื่อให้อย่างสวยหรูว่า Metaverse (ชื่อไทยคือจักรวาลนฤมิต) และฝากความหวังเอาไว้มากมายว่าจะเป็นเครื่องจักรทำรายได้ตัวใหม่ให้กับบริษัท ความหวังนี้ชัดเจนกระทั่งบริษัทยอมเปลี่ยนชื่อจาก Facebook เป็น Meta เมื่อปี 2021 แต่มาในปี 2026 ดูเหมือนว่า Meta จะเดินมาถึงจุดที่ยอมรับความจริงแล้วว่า จักรวาลดังกล่าวอาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

จุดเริ่มต้นของการถอย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Meta คือการรับรู้ผลประกอบการขาดทุนของ Reality Lab หน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว โดย Reality Lab ขาดทุนสะสมมากกว่า 83,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.72 ล้านล้านบาท) และในการประกาศผลประกอบการปี 2024 ก็พบว่า บริษัทเลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลในส่วน Metaverse อีกต่อไป

นอกจากนี้ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทยังได้ลดพนักงานของ Reality Lab ลงประมาณ 10% หรือคิดเป็นตัวเลขที่ 1,500 คน โดยเป็นกลุ่มพนักงานที่ดูแล Horizon Worlds โดยตรง นอกจากนั้น ยังมีการยุติการพัฒนา Ouro Interactive แพลตฟอร์มสำหรับการประชุม VR ของ Meta ที่เน้นเจาะกลุ่มผู้ใช้ระดับองค์กร รวมถึงการเปิดให้บริษัทภายนอกร่วมพัฒนาชุดหูฟัง Horizon OS ก็ถูกระงับชั่วคราวด้วย

การประกาศปิดตัว Horizon Worlds เมื่อวันที่ 18 มีนาคมอาจเป็นจุดที่บอกว่า แผลดังกล่าวสาหัสเกินจะเยียวยา แม้ว่าหลังจากนั้นเพียง 1 วัน Meta จะออกมาเปลี่ยนแผน โดยส่ง แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ CTO ของ Meta เป็นตัวแทนมาบอกว่า แพลตฟอร์ม VR นี้จะยังคงใช้งานได้ต่อไป แต่จะรองรับเฉพาะเกมที่มีอยู่แล้วเท่านั้น และการพัฒนาด้วยเอนจิ้นเกม Horizon Unity จะยังคงใช้งานได้เฉพาะใน VR จะไม่มีการเพิ่มเกมใหม่ลงในแพลตฟอร์ม VR นี้อีกต่อไป

ฤดูหนาวของวงการ VR มาถึงแล้ว

ผลกระทบที่เกิดกับ Horizon Worlds ส่วนหนึ่งมาจากตัวแพลตฟอร์มไม่สามารถดึงดูดผู้ใช้ได้ อีกทั้งยังมีปัญหาด้านฮาร์ดแวร์ร่วมด้วย เนื่องจากระบบจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ VR ในการทำงาน ซึ่งในมุมของผู้ใช้ส่วนใหญ่พบว่า มันไม่สะดวกนักในการสวมใส่ แถมยังมีราคาค่อนข้างแพง เช่น อุปกรณ์ Meta Quest 3 ที่เปิดตัวในราคา 499 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16,227 บาท) หรือ Apple Vision Pro ที่เปิดตัวด้วยราคา 3,499 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 113,000 บาท) ซึ่งไม่มีทางที่จะเข้าถึงผู้ใช้งานในระดับแมสได้เลย

นอกจากนั้น รายงานจาก IDC ยังพบว่า ยอดขายอุปกรณ์ VR ทั่วโลกลดลง 12% ในปี 2024 ส่วนในช่วงหกเดือนแรกของปี 2025 พบว่ายอดขายลดลงอีก 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้านยอดขาย Meta Quest ลดลง 16% ในช่วงปี 2024 – 2025 เช่นกัน ซึ่ง IDC คาดการณ์ว่า ยอดขายอุปกรณ์ VR ในปี 2025 จะลดลง 42.8%

เมื่อยอดขายอุปกรณ์ VR ไม่เติบโต สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือฝันร้ายของ Meta เพราะต่อให้พวกเขามีแพลตฟอร์มที่ดี และอาจจะปลอดภัย แต่ถ้าไม่มีผู้ใช้งานที่มากพอ การเติบโตก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ (ข้อมูลจาก CNBC ระบุว่า Horizon Worlds มีผู้ใช้งานประมาณ 200 – 300 ล้านแอคเคาน์ต่อเดือน ขณะที่ Roblox มีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านแอคเคาน์ต่อวัน) และสิ่งนี้แตกต่างจากความคุ้นเคยเดิมของ Mark Zuckerberg ที่เคยอาศัยการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนจน Facebook และ Instagram มีผู้ใช้งานหลักพันล้านคนมากพอดู

meta facebook

สื่อตะวันตกหลายสำนักมองปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แพลตฟอร์มต้องพึ่งพาอุปกรณ์ VR ทำให้แพลตฟอร์มต้องพึ่งพาการเติบโตของตลาดอุปกรณ์ดังกล่าว รวมถึงชี้ว่า ฤดูหนาวของวงการ VR ได้มาถึงแล้ว เพราะสิ่งที่จะเกิดต่อไปคือ การลดการลงทุนของ Meta จะกระทบอุตสาหกรรมโดยรวม และเมื่อมีเม็ดเงินน้อยลง มีกิจกรรมน้อยลง ก็อาจเกิดการเลย์ออฟครั้งใหญ่ตามมาได้

นาทีนี้ สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปก็คือ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายอื่น ๆ อย่าง Samsung, Apple, Pico จะออกมาดำเนินการอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

Source

Source

 


แชร์ :

You may also like