Content Shifu เปิดตัวรายงาน Digital Marketing Trends 2026 พบเป้าหมายของนักการตลาดดิจิทัลเปลี่ยน “เน้นหาลูกค้าใหม่-สร้างยอดขายจริง” พร้อมยก AI Specialist อาชีพมาแรงแห่งปี ในส่วนของแพลตฟอร์ม พบ TikTok Shop ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งของ e-Marketplace ที่นักการตลาดวางแผนจะใช้งานมากที่สุด ดันสมรภูมิการแข่งขันเปลี่ยนโฉม แพลตฟอร์มจะหาจุดเด่นของตัวเองแทนการชนกันตรง ๆ แบบในอดีต ซึ่งความท้าทายของนักการตลาดในยุคนี้คือต้องสามารถเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับแบรนด์หรือลูกค้าของตนเองให้ได้นั่นเอง
สำหรับจุดที่น่าสนใจประการแรก หรือก็คือเป้าหมายหลักในการทำ Digital Marketing ในปี 2026 ที่พบว่า “การหาลูกค้าใหม่” คือเป้าหมายหลักของนักการตลาด (79.1%) รองลงมาคือการสร้างยอดขาย (75.8%) ส่วนการสร้าง Brand Awareness ตามมาในอันดับสามที่ 70.6% โดยคุณสิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ CEO of Content Shifu ให้ความเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า
“ในปี 2026 ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรับตัวของ ‘คน’ และ ‘กลยุทธ์’ รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เป้าหมายของนักการตลาดเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ได้ต้องการแค่ Brand Awareness แต่เราต้องการลูกค้าใหม่และยอดขาย นี่คือปีแห่งการวัดผลจริง ไม่ใช่แค่สร้างกระแส”
นอกจากนี้ ทาง Content Shifu ยังได้รวบรวม 7 Key Insights ที่น่าจับตามองจาก Digital Marketing Trends Report 2026 ประกอบด้วย
- เป้าหมายเปลี่ยนทิศสู่ “ยอดขาย”: ในปี 2026 เป้าหมายหลักของนักการตลาดจะไม่ใช่แค่การสร้าง Brand Awareness (70.6%) อีกต่อไป แต่เน้นหนักไปที่ “การหาลูกค้าใหม่” (79.1%) และ “การสร้างยอดขาย” (75.8%) เป็นอันดับต้นๆ
- เทคนิคการตลาดม้ามืด GEO & Referral: วิธีการที่นักการตลาดวางแผนใช้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในปีนี้คือ GEO (Generative Engine Optimization) เพื่อให้ติดผลการค้นหาบน AI Search และ Referral Marketing (การตลาดแบบบอกต่อ) ซึ่งมีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นมากกว่า 100%
- วิดีโอยังครองเมือง: รูปแบบคอนเทนต์ที่นักการตลาดวางแผนจะทำมากที่สุดยังคงเป็น Video (80.0%) และ Short Video (63.5%) โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำผลลัพธ์ได้ดีจะให้ความสำคัญกับวิดีโอเป็นพิเศษ ในขณะที่บทความขนาดยาว (Long-form) มีแนวโน้มลดลง
- TikTok Shop ขึ้นแท่นเบอร์ 1: แพลตฟอร์ม E-Marketplace ที่นักการตลาดวางแผนจะใช้งานมากที่สุดในปี 2026 คือ TikTok Shop (47.9%) แซงหน้าเจ้าตลาดเดิมอย่าง Shopee (44.2%) และ Lazada (34.5%) ไปเป็นที่เรียบร้อย
- กระจายความเสี่ยงสู่ Social Media ทางเลือก: นักการตลาดเริ่มมองหาบ้านหลังใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและเจาะกลุ่มเฉพาะเจาะจง โดย Lemon8 มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด (โตกว่า 400% ในกลุ่มที่ทำผลลัพธ์ได้ดี) รวมถึง LinkedIn และ X (Twitter) ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น
- AI คือ “คู่คิด” ไม่ใช่แค่ “คนรับจ้างทำรูป”: นักการตลาดกว่า 98.7% มีแผนใช้ AI ในปีหน้า โดยเปลี่ยนจากการใช้เพื่อสร้างชิ้นงาน (Generate) มาเป็นการใช้เพื่อ “ขยายและระดมไอเดีย” (Expand/Brainstorm Ideas) สูงถึง 80.9%
- AI Specialist อาชีพมาแรงแห่งปี: ตำแหน่งงานที่คาดว่าจะมีความสำคัญมากขึ้นที่สุดในปี 2026 คือ AI Specialist (62.7%) ตามมาด้วย Content Creator (46.6%) สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะทางมากขึ้น
ไม่ชนกันตรง ๆ อีกแล้ว แต่ e-Marketplace จะหาจุดเด่นของตัวเอง

คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Priceza กล่าวถึงการปรับตัวของ e-Marketplace
สำหรับเครื่องมือที่นักการตลาดเลือกใช้อย่างแพลตฟอร์ม e-Marketplace ก็พบว่ามีการปรับตัวเช่นกัน โดยคุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Priceza เผยว่า สิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2026 คือ 5 ดี ที่ประกอบด้วย ราคาดี, ครบดี, คุณภาพดี, ส่งเร็วดี และสนุกดี และเพื่อให้แพลตฟอร์มมีเวลาหายใจหายคอมากขึ้น ในปี 2026 นี้ พวกเขาจะไม่ลงมาชนกันตรง ๆ อีกต่อไป แต่จะสร้างความแตกต่างของตนเองขึ้นมาแทน และเป็นหน้าที่ของแบรนด์ที่จะเลือกใช้ให้เหมาะกับลูกค้า
“อีคอมเมิร์ซทุกวันนี้ จะเห็นได้ว่า แต่ละแพลตฟอร์มเริ่มหาจุดเด่นของตัวเอง ลาซาด้าเริ่มไม่มาชนกับช้อปปี้แบบตรง ๆ อีกแล้ว แต่ละแพลตฟอร์มมีการออกแบบ ปรับเปลี่ยนตัวเอง พยายามหาจุดดีงามของตนเอง ทำให้แต่ละแพลตฟอร์มจะมีคาแรคเตอร์ต่างกัน ปี 2026 จึงเป็นปีที่เราต้องพิจารณาว่า เคสของลูกค้าเราเป็นแบบไหน ถ้าเขาชอบความสนุกก็ต้องไปแพลตฟอร์มที่เน้นความสนุก”
ด้านคุณจิโรจ โหราไทย Head of Marketing Solutions, LINE MAN Wongnai เสริมในอีกด้านด้วยว่า สิ่งที่พบคือการเติบโตของ Instance Commerce โดยมีการยกตัวอย่างการเติบโตของ LINE MAN MART ที่ยอดออเดอร์เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า (ปี 2022 เทียบกับปี 2025) อีกทั้งยังมี Basket Size เติบโตขึ้นถึง 33% อีกด้วย
“ปัจจุบัน เราพบว่า Instance Commerce โตเร็วกว่า Traditional e-commerce 10 เท่า และคิดว่าภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เทรนด์นี้ก็จะมาไทยเช่นกัน (ตอนนี้เริ่มในจีน) เหตุผลคือยูสเซอร์พึ่งแพลตฟอร์มมากขึ้น และยุคนี้ ใครที่ไม่เซอร์วิส หรือไม่ใหญ่พอที่จะเซอร์วิสลูกค้าให้สะดวกสบายได้ ก็จะหายไปจากตลาด”

คุณจิโรจ โหราไทย Head of Marketing Solutions, LINE MAN Wongnai ยกตัวอย่างการเติบโตของ Instance Commerce
บริษัทยอมรับ AI ในการผลิตงานมากขึ้น
สำหรับเทรนด์ด้านการงานในสาย Digital Marketing ปี 2025 ได้มีการเปิดเผยจากคุณกิตติศักดิ์ เกษบุรี Director of Corporate Strategy and Communications จาก JOBBKK ว่า บริษัทต่าง ๆ ให้การยอมรับเทคโนโลยี AI มากขึ้น และผลักดันให้พนักงานใช้ด้วย โดยบริษัทต่าง ๆ มองว่า AI ช่วยลดเวลาการทำงานลงได้ (ลด Time to Market ลงได้ 70%) และสามารถทำชิ้นงานแบบ Hyper-Personalization ที่มีคุณภาพได้ ซึ่งในจุดนี้ การมี AI จึงสามารถผลักดันให้รายได้ขององค์กรที่ใช้งานนั้น เติบโตขึ้น 40% (อ้างอิงจากผลสำรวจของ McKinsey หัวข้อ Growth and Marketing Report)
นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า แม้จะมี AI เข้ามา แต่ตลาดงานสายการตลาดกลับยังเติบโต โดยในปี 2025 มีจำนวนประกาศงานเพิ่มขึ้นถึง 18.98% (แตะ 26,772 ตำแหน่ง) เลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่คุณกิตติศักดิ์มองเห็นเพิ่มสำหรับการจ้างงานในปี 2026 ก็คือ บริษัทจะเริ่มจ้างงานสายมาร์เก็ตติ้งแบบฟรีแลนส์มากขึ้น เนื่องจากผลกระทบด้านต้นทุนที่บริษัทต้องแบกรับ
ขณะที่ตลาด Influencer ซึ่งมาแรงอย่างมากในปี 2025 นั้น เป็นไปได้ว่า “ยุคแห่งการจ้างโพสต์แล้วจบไป” จะมาถึงฉากสุดท้ายแล้ว เพราะในปี 2026 คือยุคของ Long-term Partner และ Performance-based แทน โดยอินฟลูเอนเซอร์ ถือเป็น Media และ Sales Channel ที่ทรงพลังสำหรับแบรนด์นั่นเอง
คุณขจร เจียรนัยพานิชย์ Editor-in-chief RAiNMaker กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในฝั่ง Content Creator ในปี 2025 ว่า “คลิปสั้นตอนนี้การแข่งขันสูงมาก ขณะที่ปี 2026 เป็นปีที่จะได้เห็นแบรนด์ผูกมิตรกับอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น ไม่ใช่แค่จ้างงานครั้งหนึ่งแล้วจบไป”
โดยคุณขจรได้ยกตัวอย่างด้านการบรีฟงานด้วยว่า พบหลายแบรนด์เริ่มให้ความสำคัญการบรีฟอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น เช่น GQ ที่มีการเชิญครีเอเตอร์ไปที่ออฟฟิศตอนที่จะเปิดตัวกางเกงด้วยผ้าแบบใหม่ ที่มีความเย็นสบาย โดยในครั้งนั้นมีการให้ทดลองสัมผัสเนื้อผ้า ลองให้นำกระดาษทรายมาขัด รวมถึงให้ KOL ไปเปลี่ยนกางเกง มีซุ้มถ่ายภาพ จ้างตากล้องมืออาชีพมาถ่ายภาพ ฯลฯ
“จากจุดนี้ เราสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการบรีฟ และพบว่า ตอนที่อินฟลูเอนเซอร์ทำคอนเทนต์ออกมา ส่วนใหญ่ทำดีกว่ามาตรฐานทั่วไปมาก ๆ”
ขณะที่ คุณสิตานัน ชัยกิตติกรณ์ Co-Managing Director & Partnerships Manager จาก Tellscore กล่าวทิ้งท้ายถึง 5 แนวทางที่จะประสบความสำเร็จในสมรภูมิการแข่งขันนี้ว่า ประกอบด้วย 5P ได้แก่
- Purpose คิดให้ถูก
- Priority KPI วัดให้ชัด
- Persona Fit เลือกคนที่ใช่
- Playground เปิดพื้นที่ให้เล่น
- Partnership ทำให้ยาว

คุณสิตานัน ชัยกิตติกรณ์ Co-Managing Director & Partnerships Manager จาก Tellscore กับกลยุทธ์ 5P
“เราควรมีพื้นที่ให้อินฟลูเอนเซอร์ได้เล่นด้วย ไม่ใช่มี 20 Key Messages ก็ให้เขาพูดทั้งหมด การทำแบบนี้จะทำให้คอนเทนต์ขาดเอกลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ไป ไม่เหลือพื้นที่ให้เขาเลย และที่สำคัญคือการมองระยะยาว เราจะคุยกับอินฟลูเอนเซอร์ว่า งบต่อเดือนเท่าไร และเขาอยากให้ภาพจำของแคมเปญเป็นอย่างไร ไม่ใช่จ้างงานครั้งหนึ่งแล้วหายไปอีกหกเดือนมาคุยกันใหม่ ถ้าทำแบบนี้ก็ต้องมา Build กันใหม่น่ะค่ะ”
นอกจากภาพของ Digital Marketing Trends ที่มีการนำเสนอภายในงานแล้ว สิ่งที่ชัดเจนมากกว่าก็คือ 2026 อาจไม่ใช่ปีของการทำคอนเทนต์ให้ไวหรือตามเทรนด์ให้ทันแบบในอดีตอีกต่อไป แต่คือปีของการเลือกรูปแบบให้เหมาะสม ทั้งในด้านแพลตฟอร์ม คน ทักษะที่ต้องใช้ และกลยุทธ์ เนื่องจากแต่ละช่องทางจะเริ่มกำหนดคาแรคเตอร์ของตนเอง หรือแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์ก็จะไม่ใช่แค่สื่ออีกต่อไป แต่คือพาร์ทเนอร์ของแบรนด์ในการสร้างยอดขายระยะยาวนั่นเอง






