เปิดภาพธุรกิจ “หาดใหญ่” หลังวิกฤติน้ำท่วม พบผู้ประกอบการร้านอาหารเผชิญโจทย์หนัก 2 ด้าน ทั้ง “ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง” (แตงกวาจากถุงละ 100 บาท ขยับเป็น 300 บาท) และ “กำลังซื้อ” ที่ยังไม่กลับมา ด้านตัวแทนภาคเอกชนหาดใหญ่คาดการณ์ “ตรุษจีน” คือช่วงเวลาชี้ชะตา หากเม็ดเงินและมาตรการช่วยเหลือมาไม่ทัน การฟื้นตัวของหาดใหญ่แบบ V-Shape อาจเลือนลาง
ภาพรวมของหาดใหญ่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมยังคงมีวิกฤติซ้อนอยู่ในหลายด้าน เห็นได้จากคำบอกเล่าของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่พบว่ายังต้องการความช่วยเหลือจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งหากอ้างอิงจากตัวเลขของ LINE MAN Wongnai พบว่า ช่วงปกติก่อนน้ำท่วม (21 ต.ค. – 20 พ.ย. 2568) หาดใหญ่มีร้านอาหารในระบบอยู่ราว 2,800 ร้าน
ขณะที่หลังน้ำท่วม (27 พ.ย. 2568 – 6 ม.ค. 2569) พบว่ามีร้านประมาณ 75% ที่ฟื้นกลับมาขายได้อีกครั้ง และมีร้านอาหารขนาดเล็กที่ยังไม่สามารถกลับมาขายได้อีกเกือบ 1,000 ร้าน ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ต้องได้รับการฟื้นฟูโดยเร็ว
แตงกวาราคาพุ่ง 200%
หนึ่งในร้านที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้คือร้านโอเล่ ข้าวมันไก่ทอดขมิ้น โดยคุณโอเล่ – สกลเดช โชติช่วงเมธา เจ้าของร้าน เผยว่า ได้พยายามรีบกลับมาเปิดร้านให้เร็วที่สุด เนื่องจากพนักงานไม่มีรายได้ แต่สิ่งที่พบคือราคาวัตถุดิบได้พุ่งขึ้นไปหลายเท่า พร้อมยกตัวอย่างแตงกวา ซึ่งเป็นผักเคียงจาน จากเดิมราคาประมาณถุงละ 100 บาท ปัจจุบันได้ปรับราคาไปเป็น 300 บาทแล้ว
นอกจากนั้นในส่วนของวัตถุดิบอื่น ๆ รวมถึงแก๊ส ก็มีการปรับเพิ่มด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณโอเล่ เผยด้วยว่า แม้ราคาวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้นสูงมาก แต่ไม่สามารถเพิ่มราคาขายได้ เนื่องจากพบว่าคนในพื้นที่ไม่มีกำลังซื้อมากพอ และปัจจุบันสามารถขายได้วันละประมาณ 100 – 120 จานเท่านั้น
อีกหนึ่งร้านที่ได้รับความเสียหายหนักคือคือร้านตะแคงชาม เตี๋ยวต้มยำโบราณ โดยคุณจูน – อารยา วัฒนประดิษฐ เจ้าของร้านเผยว่า ที่ผ่านมาเปิดร้านมาได้ประมาณสองปี และสะสมฐานลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง (มีทั้งคนไทยและต่างชาติ) จนเคยมีกำไรจากการขายถึงวันละ 6,000 – 8,000 บาท แต่หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านไปพบว่า ตัวร้านเสียหายทั้งหมด และไม่สามารถกลับมาเปิดให้บริการที่เดิมได้อีก

ร้านตะแคงชาม หลังน้ำท่วม
นอกจากนั้น สิ่งที่ร้านตะแคงชามพบไม่ต่างกันก็คือ ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และวัตถุดิบบางอย่างมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบัน ทางร้านต้องปรับสเกลให้เล็กลง และผันตัวเองไปอยู่บนแพลตฟอร์มใหม่อย่าง ครัว LINE MAN สัญจร (Cloud Kitchen) ของทางแพลตฟอร์ม LINE MAN Wongnai ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงแรมบุรีศรีภู
สำหรับโมเดลครัว LINE MAN สัญจร เป็นพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบพิเศษที่พร้อมให้ร้านค้าที่เสียหายเข้าใช้งานได้ทันที ภายในประกอบด้วยพื้นที่เตรียมและปรุงอาหารขนาด 3 x 3 เมตร และมีการสนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็น อ่างล้างจาน น้ำประปา ถังขยะ ไฟฟ้า ให้อย่างเป็นรูปธรรม

ร้านตะแคงชาม ภายในครัว LINE MAN สัญจร ที่เปิดให้ร้านอาหารได้เข้าใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “เราตระหนักว่าที่ทำกิน คือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงเปิดครัว LINE MAN สัญจร ซึ่งเป็นโมเดล Cloud Kitchen เพื่อให้ร้านที่ได้รับความเสียหายสามารถกลับมาปรุงอาหารและสร้างรายได้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอซ่อมแซมร้านเสร็จ โดยเราวางแผนเปิดให้บริการเบื้องต้น 3 เดือน และพร้อมขยายเวลาต่อหากช่วยให้ผู้ประกอบการตั้งตัวได้แข็งแกร่งขึ้น เป้าหมายของเราคือการทำให้ระบบนิเวศการทำกินของหาดใหญ่ยังคงเปิดอยู่ แม้ในพื้นที่ที่ยังฟื้นฟูไม่เสร็จสิ้น”
ปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวพบว่ามีร้านอาหารเข้ามาใช้บริการแล้วทั้งสิ้น 15 ร้าน โดยมีทั้งอาหารคาวหวาน และเครื่องดื่ม และสามารถสั่งแบบ Delivery หรือจะมารับเองที่ Cloud Kitchen ก็ได้เช่นกัน ซึ่งทางแพลตฟอร์มไม่มีการเก็บค่าใช้บริการพื้นที่แต่อย่างใด
”ในฐานะโลคอลเพลเยอร์ LINE MAN Wongnai อยากร่วมฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากเห็นร้านปิดตัวไปเยอะมาก นอกจากนี้เรายังพบว่า พอน้ำท่วมคนออกไปหาซื้ออาหารไม่ได้ ไรเดอร์ก็รถเสียต้องซ่อม ช่วงแรกเราจึงส่งช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์มาก่อน จากนั้นก็มีการคุยกับทางจังหวัด หลายฝ่ายกังวลว่า Ecosystem ยังไม่กลับมา จึงเกิดเป็น Cloud Kitchen ขึ้นมาในที่สุด“
“เป้าหมายคือเราจะไม่ทำกำไรในหาดใหญ่ เพื่อให้เงินกระจายไปยังร้านอาหาร ไรเดอร์ เช่น มีค่ารอบพิเศษให้ไรเดอร์ ให้คูปองกับลูกค้า ให้คลาวด์คิทเช่นกับร้านค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แพลตฟอร์มจะไม่เอากำไรสักบาทเดียว”
กางแผนช่วยผู้ประกอบการ ตั้งเป้า 300 ราย
นอกจากโมเดลครัว LINE MAN สัญจร แล้ว ทางแพลตฟอร์มยังมีการมอบส่วนลดค่า GP พิเศษสำหรับร้านค้ากลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ และเตรียมเปิดตัวโครงการสนับสนุนแหล่งเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเร็ว ๆ นี้ด้วย โดยคาดว่าจะมีร้านค้าที่เข้าร่วมราว 300 ราย (แหล่งเงินกู้มาจาก LineBK)
ในส่วนของผู้บริโภค จะมีการมอบคูปองส่วนลดพิเศษให้กับออเดอร์ในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อดึงยอดขายกลับเข้าสู่ร้านค้าและเพิ่มงานให้กับไรเดอร์ และเตรียมเปิดตัวเมนูอิ่มคุ้ม สั่งได้ผ่านครัว LINE MAN สัญจร เพื่อเป็นทางเลือกในการลดค่าครองชีพให้แก่ชาวหาดใหญ่ในช่วงที่กำลังฟื้นฟูเมืองต่อไป

(ซ้ายไปขวา) คุณศิวัตน์ สุวรรณวงศ์, คุณยอด ชินสุภัคกุล และคุณทรงพล จังศิริวัฒนธำรง
คุณทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า “การฟื้นฟูหาดใหญ่ต้องทำควบคู่ไปทั้งการซ่อมแซมเมืองและการกู้เศรษฐกิจและการทำมาหากินให้กลับมาเร็วที่สุด ความร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai ในครั้งนี้จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคเรื่องสถานที่ประกอบการ และยังต่อยอดวางแผนไปถึงโครงการ Shark Tank ที่เราจะช่วยสนับสนุนข้อมูลและหาแหล่งทุนใหม่ให้กับร้านค้าที่ต้องการปรับโมเดลธุรกิจให้แข็งแรงกว่าเดิมหลังวิกฤต เพื่อให้หาดใหญ่กลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ได้อีกครั้ง”
ด้านคุณศิวัตน์ สุวรรณวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา รองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา และเจ้าของโรงแรมบุรีศรีภู ผู้สนับสนุนพื้นที่ในการสร้างครัว LINE MAN สัญจร เสริมว่า “ในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการ เราเห็นความลำบากของร้านค้าที่อยากขายแต่เปิดร้านไม่ได้เพราะหน้าร้านพังเสียหาย เมื่อได้เจอกับคุณยอด LINE MAN Wongnai ผมจึงยินดีสนับสนุนพื้นที่หน้าโรงแรมบุรีศรีภูให้เป็นครัวสัญจรทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นพื้นที่ทำกินสำเร็จรูป”
“จาก 2 สัปดาห์ก่อนที่เป็นพื้นที่ว่าง วันนี้ได้เห็นเจ้าของร้านและลูกจ้างกลับมามีงานทำและมีรายได้อีกครั้ง จากการขายอาหารบนแอป 100% นี่คือตัวอย่างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ช่วยรักษาและพยุงไม่ให้เศรษฐกิจรายย่อยล้ม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้หาดใหญ่กลับมาเป็นเมืองเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอีกครั้ง”
ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนของหาดใหญ่ฝากความหวังถึงหน่วยงานภาครัฐคือประเด็นเรื่องสินเชื่อ ซึ่งพบว่าความต้องการของภาคธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้นมีหลากหลาย เช่น ธุรกิจโชว์รูมรถยนต์ ที่รถยนต์หลายสิบคันจมน้ำทั้งหมด หรือธุรกิจที่มีหลายสาขา และทุกสาขาถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด การจำกัดวงเงินกู้เอาไว้ที่ 1 – 3 ล้านบาทจึงอาจไม่เพียงพอสำหรับฟื้นกิจการให้ดีดังเดิม และอยากให้ภาครัฐมองเห็นถึงความจำเป็นในจุดนี้ ด้วยการขยายวงเงินให้มากพอ
“ตรุษจีน” โอกาสฟื้นหาดใหญ่แบบ “V-Shape”
นอกจากนี้ ในมุมของภาคเอกชน หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า เทศกาลตรุษจีนจะเป็นจุดวัดใจในการฟื้นเมือง เนื่องจากเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมาก หากสามารถสร้างบรรยากาศและความคึกคักให้กลับมาได้ โอกาสที่หาดใหญ่จะฟื้นตัวแบบ V-Shape ก็มีสูง
แต่หากทำไม่ได้ สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลก็คือ การฟื้นตัวของหาดใหญ่อาจกลายเป็น K-Shape (บางธุรกิจที่สายป่านยาวพอเท่านั้นจึงจะได้ไปต่อ และบางธุรกิจที่เข้าไม่ถึงโอกาสก็จะล้มหายตายจากไป และเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นภายในเมือง)
หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็อาจเป็น L-Shape นั่นคือเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่จะค่อย ๆ ซึมยาว และไม่สามารถกลับมาได้อีกเลยนั่นเอง
จากภาพรวมที่ปรากฏ อาจกล่าวได้ว่า ภารกิจฟื้นเมืองหาดใหญ่ในวันนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยคนหาดใหญ่เพียงลำพัง เพราะในมุมของภาคเอกชน หลายฝ่ายยอมรับตรงกันว่า หาดใหญ่เหมือนคนไข้ที่เพิ่งออกจากไอซียู และยังวิ่งเองไม่ได้ เสียงจากพื้นที่แห่งนี้จึงต้องดังขึ้นอีกครั้งเพื่อจะชี้ว่า ปัญหานั้นอยู่ที่ใด และจะต้องแก้อย่างไรให้ถูกจุด







