HomeInsightวิจัยกรุงศรี เผย Gen Z Finance Survey: เจาะพฤติกรรมการเงินคนรุ่นใหม่ เกือบครึ่งหนึ่งมีแนวคิด “ใช้จ่ายตอนนี้แฮปปี้กว่าออม”

วิจัยกรุงศรี เผย Gen Z Finance Survey: เจาะพฤติกรรมการเงินคนรุ่นใหม่ เกือบครึ่งหนึ่งมีแนวคิด “ใช้จ่ายตอนนี้แฮปปี้กว่าออม”

แชร์ :


ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2568 วิจัยกรุงศรี ได้จัดทำการสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยที่มีอายุระหว่าง 18–30 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “Gen Z” ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 426 คน ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างประชากรของ Gen Z ที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยยี่สิบตอนปลาย (27–30 ปี) คิดเป็นร้อยละ 43 ขณะที่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา (18–22 ปี) และกลุ่มวัยเริ่มทำงาน (23–26 ปี) มีสัดส่วนร้อยละ 31 และ 26 ตามลำดับ

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

เมื่อพิจารณาถึงคุณลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ร้อยละ 63 ทำงานประจำ และร้อยละ 61 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยเกือบสองในสามเป็นเพศหญิง และมากกว่าร้อยละ 90 มีรายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุด (ร้อยละ 41) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 15,000–30,000 บาท ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นภาพรวมของวิถีชีวิต สถานะทางเศรษฐกิจ และพื้นฐานทางสังคมของคนรุ่น Gen Z ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคต

การจัดการเงินและหนี้สิน – จ่ายบิลก่อน ลงทุนคือเรื่องสุดท้าย

เมื่อมีรายได้เข้ามาในแต่ละเดือน ผู้ตอบฯ Gen Z ส่วนใหญ่จะเลือกจ่ายบิลเป็นอันดับแรก และจัดสรรเงินไปลงทุนเป็นอันดับสุดท้าย โดยหลังจากที่จ่ายบิลแล้ว ผู้หญิงจะเลือก “เก็บออมก่อนจ่าย” ในขณะที่ผู้ชายและ LGBTQ+ จะนำเงินไปใช้จ่ายทั่วไปก่อนแล้วจึงค่อยแบ่งเก็บออม ก่อนนำไปลงทุน ซึ่ง Gen Z ทุกเพศและทุกช่วงวัยจะให้ความสำคัญกับการลงทุนเป็นอันดับสุดท้ายเสมอ

ทั้งนี้ ราว 6 ใน 10 ของผู้ตอบฯ ทั้งหมดมีหนี้สินประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้เป็น “หนี้บัตรเครดิต/ผ่อนสินค้า” โดยผู้มีรายได้ 15,000-70,000 บาทต่อเดือนเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนผู้เป็นหนี้บัตรฯ/ผ่อนสินค้า สูงที่สุดที่ราวร้อยละ 44  สำหรับหนี้ประเภท “การยืมเงิน/กู้สินเชื่อส่วนบุคคล” และ “BNPL ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” จะพบได้เฉพาะในกลุ่มผู้ตอบฯ ที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท และสัดส่วนอยู่ที่ราว 1 ใน 10 ของผู้ตอบฯ ในขณะที่กลุ่มที่มีหนี้ประเภท “บ้าน” หรือ “รถยนต์” อาจเป็นไปได้ทั้งที่เป็นหนี้ของตนเองหรืออาจเป็นหนี้ของครอบครัวที่ผู้ตอบฯ ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ตอบฯ Gen Z ราว 1 ใน 4 เป็นหนี้การศึกษาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 64 ของ Gen Z ที่มีหนี้กลับไม่รู้สึกกังวลเรื่องหนี้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากภาระหนี้สินที่มียังอยู่ในระดับต่ำ หรืออาจเป็นหนี้สินที่มีการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง (Rolling debt) กล่าวคือ มีการชำระคืนบ้างและมีการกู้ยืมเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อวิเคราะห์เชิงลึกจะพบว่า ผู้ตอบฯ ที่มีความสุขกับการใช้จ่ายเงินในปัจจุบัน จะมีโอกาสมีหนี้สินตั้งแต่ 2 ประเภทขึ้นไปสูงกว่าผู้ที่ใช้จ่ายโดยคำนึงถึงอนาคต 1.7 เท่า นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบ่งชี้ว่าร้อยละ 47 เห็นด้วยกับแนวคิด “ใช้จ่ายตอนนี้แฮปปี้กว่าออม” ขณะที่ร้อยละ 27 มองว่า “ออมไว้ก่อนสุขใจกว่า” และร้อยละ 26 รู้สึกเฉยๆ กับเรื่องจ่าย-ออม

69% กังวลเรื่องค่าครองชีพ

ผู้ตอบแบบสำรวจ Gen Z มีความกังวลด้านการเงินอยู่ไม่น้อย โดย ค่าครองชีพ” เป็นสิ่งที่ Gen Z กังวลมากที่สุด (ร้อยละ 69) ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนว่ายิ่งมีรายได้น้อย ยิ่งกังวลเรื่องค่าครองชีพ โดยร้อยละ 70 ของผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 50,000 บาท กังวลเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่เพียงร้อยละ 45 ของผู้มีรายได้ต่อเดือนสูงกว่า 50,000 บาทกังวลในเรื่องเดียวกัน นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบฯ ยังกังวลเรื่อง “เงินเก็บไม่พอยามฉุกเฉิน” และ “รายได้ไม่พอใช้จ่าย” โดยราวร้อยละ 23 ของผู้ตอบฯ มีความกังวลทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวพร้อมกัน

นอกจากนี้ประเด็น “ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ/การรักษาพยาบาล” และ “การมีเงินเก็บไม่พอหลังเกษียณ” ยังอยู่ใน 5 อันดับแรกของความกังวลด้านการเงิน โดยพบว่าวัยยี่สิบตอนปลาย (27-30 ปี) ราวครึ่งหนึ่ง กังวลเรื่องเงินเก็บไม่พอหลังเกษียณ ส่วนผู้ตอบฯ ที่ระบุว่า “ไม่มีความกังวล” ต่อประเด็นด้านการเงินใดๆ เลย มีอยู่เพียงร้อยละ 6 เท่านั้น

พฤติกรรมการออม และการลงทุน

Gen Z ขยันเก็บออมและ/หรือลงทุน

ราว 7 ใน 10 ของ Gen Z ที่ร่วมตอบแบบสำรวจเก็บเงินหรือลงทุนทุกเดือน โดยจำนวนเงินออมและเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ระดับรายได้ และระดับการศึกษา ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วผู้ตอบฯ ออมเงินเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของรายได้ต่อเดือน และลงทุนร้อยละ 8 ของรายได้2/ โดยพบว่ากลุ่มที่เก็บเงินหรือลงทุนบ่อยกว่าจะมีสัดส่วนการออมที่สูงกว่า กล่าวคือ กลุ่มที่เก็บเงินหรือลงทุนเพียงเดือนละ 1 ครั้ง มีสัดส่วนการออมที่ร้อยละ 20 ของรายได้ต่อเดือน เทียบกับกลุ่มที่เก็บเงินหรือลงทุนมากกว่าเดือนละ 1 ครั้ง ที่มีสัดส่วนการออมสูงกว่าถึงร้อยละ 23  ทั้งนี้  ผู้ตอบฯ ที่เก็บเงินหรือลงทุนอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งยังคงมีสัดส่วนการลงทุนต่อรายได้ที่เท่ากัน คือราวร้อยละ 9 ไม่ว่าจะออมเงินเป็นสัดส่วนเท่าใดก็ตาม

Gen Z ที่รักการลงทุน นิยมลงทุนในพันธบัตร หุ้น กองทุนรวม

กว่า 6 ใน 10 ของผู้ตอบฯ นำรายได้บางส่วนไปลงทุน โดยการลงทุนเพิ่มขึ้นตามอายุ รายได้ และระดับการศึกษา ทั้งนี้ เพศชายจะลงทุนเป็นจำนวนเงินมากกว่าเพศอื่นๆ อย่างชัดเจน กล่าวคือ เพศชายลงทุนเฉลี่ย 3,115 บาทต่อเดือน ในขณะที่ LGBTQ+ และเพศหญิงจะลงทุนเฉลี่ยราว 2,000-2,200 บาทต่อเดือน

หากเราเจาะที่ Gen Z กลุ่มที่ “ลงทุนเยอะ” กล่าวคือ ลงทุนมากกว่าเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 13 ของผู้ตอบฯ ทั้งหมด พบว่าส่วนใหญ่ (ราว 2 ใน 3) นิยมลงทุนในพันธบัตร หุ้น และกองทุนรวม นอกจากนี้ ร้อยละ 26 ของคนกลุ่มนี้ยังนิยมซื้อประกันสะสมทรัพย์ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มที่ลงทุนไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท ที่สนใจซื้อสลากออมสินหรือสลาก ธกส. มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ทัศนคติด้านการเงิน

 

ใช้จ่ายตอนนี้ vs ออมและลงทุนเพื่ออนาคต

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ผู้ตอบฯ Gen Z เกือบครึ่งหนึ่งมีแนวคิด “ใช้จ่ายตอนนี้แฮปปี้กว่าออม” ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธีทางเศรษฐมิติจะพบว่า Gen Z กลุ่มนี้มีโอกาสต้องใช้จ่ายแบบ “เดือนชนเดือน” หรือมีไม่พอจ่ายมากกว่ากลุ่ม “ออมไว้ก่อนสุขใจกว่า” ถึงราว 1.7 เท่า ซึ่งกลุ่มนี้โดยเฉลี่ยแล้วจะเก็บออมร้อยละ 18 และลงทุนร้อยละ 8 ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มที่สนับสนุนการออมเพื่ออนาคตที่จะเก็บออมในสัดส่วนร้อยละ 21 และลงทุนร้อยละ 10 ของรายได้ต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่า แม้ผู้ตอบฯ จะยังอยู่ในวัย Gen Z แต่เมื่ออายุมากขึ้นและการศึกษาสูงขึ้น ก็จะระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้นไปด้วย โดยผู้ตอบฯ ที่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานมีโอกาสมองว่าการเกษียณเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าวัยเรียนถึง 2.2 เท่า และมีเพียงร้อยละ 25 ของผู้จบปริญญาโทขึ้นไปที่มองว่า “ใช้จ่ายตอนนี้แฮปปี้กว่าออม” เทียบผู้ที่จบไม่เกิน ป.ตรี ที่มีสัดส่วนเดียวกันนี้สูงกว่าถึงเกือบสองเท่า (ร้อยละ 48)

นอกจากนี้ยังพบว่า LGBTQ+ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60) เห็นด้วยว่า “ใช้จ่ายตอนนี้แฮปปี้กว่าออม” ขณะที่เพศชายและเพศหญิงมีผู้เห็นด้วยไม่ถึงครึ่ง (ร้อยละ 48 และร้อยละ 45 ตามลำดับ)3/ โดยกลุ่ม LGBTQ+ ตั้งเป้าหมายการออมน้อยกว่าเพศอื่นในเกือบทุกด้าน ยกเว้นเรื่องการซื้อของขวัญให้แก่ตนเอง ทั้งนี้ ผู้ตอบฯ กลุ่มที่ไม่ชอบใช้จ่ายแต่สนับสนุนแนวคิด “ออมไว้ก่อนสุขใจกว่า” จะเก็บเงินเพื่อซื้อของขวัญและท่องเที่ยวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และมีโอกาสมองว่าการเกษียณเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าผู้ตอบฯ ที่รู้สึกมีความสุขกับการใช้เงินมากกว่าเก็บออมถึง 4 เท่า

ทั้งนี้ เกือบ 7 ใน 10 ของผู้ตอบฯ ทั้งหมดมองว่าการเกษียณเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยยิ่งมีอายุและรายได้มากขึ้นจะยิ่งมีมุมมองเช่นนี้ อีกทั้งยังพบว่าร้อยละ 33 ของ Gen Z กลุ่มนี้ได้เริ่มลงทุนในพันธบัตร หุ้น และกองทุนรวมแล้ว (เทียบกับร้อยละ 9 ของกลุ่มที่มองว่าเกษียณยังเป็นเรื่องไกลตัว) และร้อยละ 14 เริ่มซื้อประกันสะสมทรัพย์แล้ว (เทียบกับร้อยละ 4 ของกลุ่มเกษียณยังไกลตัว) โดยผู้ที่ทำงานประจำ (ร้อยละ 75) และเจ้าของธุรกิจรวมถึงฟรีแลนซ์ (ร้อยละ 63) ส่วนใหญ่มักมองว่าการเกษียณเป็นเรื่องใกล้ตัว

ในเรื่องการออม แม้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา หรือเกือบตลอดช่วงชีวิตของกลุ่ม Gen Z จะอยู่ในระดับเฉลี่ยที่ต่ำกว่าร้อยละ 0.5 ต่อปี แต่ผู้ตอบฯ ถึงร้อยละ 88 ยังเห็นความสำคัญของการเริ่มออมเงินตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสะสมเงินออมได้เร็วขึ้น4/ โดยผู้ที่คิดเช่นนี้มีโอกาสเก็บออมเกินกว่าร้อยละ 20 ของรายได้มากกว่าผู้ที่ไม่เห็นความสำคัญของการเก็มออมแต่เนิ่นๆ ราว 2.2 เท่า

สำหรับด้านการลงทุน ผู้ตอบฯ เพศชายส่วนใหญ่ (ราว 8 ใน 10) มีมุมมองว่า “ลงทุนทั้งที ต้องกล้ารับความเสี่ยง” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าเพศหญิงและ LGBTQ+ เล็กน้อย (ราว 7 ใน 10) อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มที่รับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากกว่าจะลงทุนเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า โดยกลุ่มกล้าเสี่ยงมาก จะลงทุนราวร้อยละ 13 ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการลงทุนของผู้ตอบฯ ทั้งหมด (ร้อยละ 8 ของรายได้ต่อเดือน)

ซื้อรถ ซื้อบ้าน = ภาระหนี้

แม้ว่า Gen Z จะถึงวัยที่สามารถมีใบขับขี่รถยนต์ได้แล้ว แต่ร้อยละ 45 ของผู้ตอบฯ มองว่าการซื้อรถยนต์เป็นภาระ ซึ่งร้อยละ 29 ของผู้ตอบฯ กลุ่มนี้กำลังผ่อนรถยนต์อยู่ ในทางกลับกัน ร้อยละ 20 ของผู้ตอบฯ แสดงความเห็นต่างว่าการซื้อรถยนต์ไม่ได้เป็นภาระ และร้อยละ 35 รู้สึกเฉยๆ ในเรื่องซื้อรถยนต์ ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า เพศไม่มีผลต่อความเห็นในประเด็นนี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนี้ ผลสำรวจนี้ยังพบว่า ยิ่ง Gen Z มีอายุและรายได้เพิ่มขึ้น จะยิ่งมองว่าการซื้อรถยนต์เป็นภาระมากขึ้น ซึ่งสำหรับผู้ที่มีอายุน้อยและรายได้ไม่สูงแต่กลับมองว่าการซื้อรถยนต์ไม่ใช่ภาระ เป็นกลุ่มที่ยังคงได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นค่าดาวน์ ค่าผ่อน และ/หรือค่าบำรุงรักษา โดยที่ไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วยตนเองทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษา และผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน

สำหรับเรื่องการซื้อบ้าน ผู้ตอบฯ กลุ่ม Gen Z มีมุมมองที่หลากหลายต่อแนวคิดที่ว่า “เช่าบ้านดีกว่าซื้อ อนาคตไม่แน่นอน อาจต้องย้ายที่อยู่อาศัย” โดยมีความเห็นแตกออกเป็น 3 กลุ่มในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 34 มองว่าเช่าบ้านดีกว่าซื้อ ขณะที่ร้อยละ 30 คิดว่าซื้อบ้านดีกว่าเช่า และอีกร้อยละ 36 รู้สึกเฉยๆ  ซึ่งเพศหญิงมีโอกาสมองว่า “ซื้อบ้านดีกว่าเช่า” มากกว่าเพศชายถึง 2.6 เท่า

อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 86 ของผู้ตอบฯ ไม่ต้องการเป็นหนี้ก้อนใหญ่หรือต้องใช้หนี้จนเกษียณ ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้บ้าน จะมีถึง 2 ใน 3 ที่รู้สึกไม่ต้องการเป็นหนี้ก้อนใหญ่จนเกษียณ นอกจากนี้ Gen Z เพศหญิงร้อยละ 88 ไม่ต้องการเป็นหนี้ก้อนใหญ่หรือต้องใช้หนี้ยาวจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งมากกว่าเพศชาย (ร้อยละ 76) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ สัดส่วนนี้อยู่ที่ร้อยละ 80) ทั้งนี้ แม้ผลการสำรวจจะแสดงว่าสัดส่วนผู้ยอมรับการเป็นหนี้ก้อนใหญ่จะเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ แต่ผลการทดสอบทางสถิติยังไม่อาจสรุปได้ว่าเมื่อมีรายได้สูงขึ้น Gen Z จะยิ่งยอมรับการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้มากขึ้น

“รวย” แปลว่าประสบความสำเร็จ

แม้ความร่ำรวยเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่ Gen Z ที่ตอบแบบสำรวจเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 45) เห็นด้วยกับแนวคิดว่า “รวยแปลว่าประสบความสำเร็จ จึงอยากรวยไวๆ” ขณะที่ร้อยละ 34 รู้สึกเฉยๆ กับแนวคิดดังกล่าว และร้อยละ 21 ไม่เห็นด้วย โดยเมื่ออายุมากขึ้น สัดส่วนของผู้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่ากลุ่ม Gen Z วัยเรียนมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่กลุ่มวัยยี่สิบตอนปลายมีสัดส่วนลดลงเหลือร้อยละ 40 ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้นที่ส่งผลให้นิยามของการ “ประสบความสำเร็จ” เปลี่ยนไป นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแต่ละกลุ่มเพศจะพบว่า LGBTQ+ อาจให้น้ำหนักกับความสำเร็จในด้านอื่นๆ มากกว่า เช่น หน้าที่การงานหรือความสัมพันธ์ เนื่องจากเพียงร้อยละ 33 ของ LGBTQ+ เท่านั้นที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าเพศอื่นๆ (เพศชาย ร้อยละ 46 และเพศหญิง ร้อยละ 45)3/

เมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนช่วง 30,001-50,000 บาท มีผู้ตอบฯ ที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เป็นสัดส่วนสูงที่สุด (ร้อยละ 44) เมื่อเทียบกับช่วงรายได้อื่นๆ โดยหากเจาะลึกผู้ตอบฯ กลุ่มนี้ พบว่า ความกังวลอันดับแรกของ Gen Z กลุ่มนี้คือประเด็นค่าครองชีพสูง ซึ่งสะท้อนความต้องการมีเงินมาก (หรือ “ร่ำรวย”) เพื่อให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนเกินกว่า 50,000 บาท มีผู้ตอบฯ เพียงร้อยละ 24 ที่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ซึ่งผู้ตอบกลุ่มนี้กังวลเรื่องมีเงินเก็บไม่พอใช้หลังเกษียณเป็นความกังวลอันดับแรก

โดยสรุปแล้ว ทัศนคติทางการเงินที่สำคัญของผู้ตอบแบบสำรวจ Gen Z ส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักในการวางแผนทางการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย โดยต้องการเริ่มออมเงินตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้มีเงินก้อนใหญ่อย่างรวดเร็ว (ร้อยละ 88) ไม่ต้องการเป็นหนี้ก้อนใหญ่หรือต้องใช้หนี้จนเกษียณ (ร้อยละ 86) แต่ก็กล้ารับความเสี่ยงในการลงทุน (ร้อยละ 71) และมองว่าการเกษียณเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรวางแผนแต่เนิ่นๆ (ร้อยละ 69) โดยผู้ตอบฯ Gen Zเก็บออมหรือลงทุนคละกันไปทั้งในสินทรัพย์แบบดั้งเดิม (Traditional asset) อาทิ บัญชีเงินฝาก สลากออมสิน บัญชีสหกรณ์หรือกลุ่มออมทรัพย์ ทองคำ พันธบัตร หุ้น กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ และในสินทรัพย์รูปแบบใหม่ (Non-traditional asset) อาทิ ประกันสะสมทรัพย์ สินทรัพย์ดิจิทัล/คริปโตเคอร์เรนซี หรือในของสะสมมีค่า เช่น นาฬิกา พระเครื่อง ของใช้แบรนด์เนม อาร์ตทอย เป็นต้น

 

ที่มา : Gen Z Finance Survey: เจาะพฤติกรรมการเงินคนรุ่นใหม่ 

 


แชร์ :

You may also like