HomeBrand Move !!เกิดอะไรกับ Elon Musk และ Tesla เพียงหนึ่งปีผ่านมาหุ้นดิ่งกว่า 50%

เกิดอะไรกับ Elon Musk และ Tesla เพียงหนึ่งปีผ่านมาหุ้นดิ่งกว่า 50%

แชร์ :

shutterstock_tesla logo

แม้การเปิดตัว Tesla ในประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะทำให้เกิดภาพการสั่งจองรถยนต์ Tesla ปรากฏบนโลกโซเชียลกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในหมู่ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ของไทย แต่ในภาพรวมระดับโลก ต้องถือว่าปีนี้เป็นปีที่หุ้น Tesla ดิ่งแรงเป็นประวัติการณ์ โดยหากนับเฉพาะช่วงเวลาที่ซีอีโอ Tesla อย่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) วุ่นวายกับการซื้อกิจการทวิตเตอร์ (Twitter) ตั้งแต่ 27 ตุลาคม 2022 จนถึงตอนนี้ ก็ถือว่าราคาหุ้นได้ร่วงไปแล้วถึง 28%

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

แต่ถ้าหากย้อนกลับไกลกว่านั้น ก็ต้องบอกว่าน่าตกใจยิ่งขึ้น เพราะเมื่อต้นปี 2022 ราคาหุ้น Tesla เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 399.93 เหรียญสหรัฐ (ราคา ณ วันที่ 3 มกราคม 2022) แต่วันนี้ราคาหุ้น Tesla ได้ลดลงมาเหลือแค่ 160.95 เหรียญสหรัฐ หรือลดไปมากกว่าครึ่งแล้วเรียบร้อย ซึ่งเมื่อหุ้น Tesla ดิ่ง อันดับในการเป็นมหาเศรษฐีโลกของซีอีโอ Tesla ก็ดิ่งตามไปด้วย โดยส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ความมั่งคั่งของ Elon Musk ผูกติดอยู่กับจำนวนและมูลค่าหุ้นของ Tesla เป็นสำคัญ และในวันนี้ Elon Musk ตกจากตำแหน่งเบอร์หนึ่งของการเป็นมหาเศรษฐีโลกไปแล้วเรียบร้อยตามการจัดอันดับของ Bloomberg Billionaires Index โดยผู้ที่ก้าวขึ้นมาแทนก็คือเบอร์นาร์ด อาร์โนลด์ (Bernard Arnault) ซีอีโอของ LVMH นั่นเอง

เกิดอะไรกับ Elon Musk และ Tesla

ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าแบรนด์ Tesla มีความเกี่ยวพันกับภาพลักษณ์คนฉลาด – ซูเปอร์ฮีโร่ของ Elon Musk อยู่ค่อนข้างมาก แต่การเข้าซื้อกิจการ Twitter ของ Elon Musk ได้ทำให้ภาพลักษณ์คนฉลาด หรือฮีโร่ในสายตาชาวเน็ตพังทลายอย่างรวดเร็ว โดย Elon Musk ได้สร้างตำนานบทใหม่ชนิดที่หลายคนไม่นึกว่าจะเกิดขึ้นในการบริหาร Twitter ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกนโยบาย Work from Home แบบหักดิบ การเลย์ออฟพนักงานออก 50% และจากนั้นไม่นานก็โทรศัพท์ไปชวนให้คนเหล่านั้นกลับมาทำงานใหม่ หรือการตอบโต้กับวิศวกรซอฟต์แวร์บนแพลตฟอร์ม Twitter จนนำไปสู่การไล่วิศวกรคนดังกล่าวออก ฯลฯ ซึ่งหากเขาเป็นแค่ซีอีโอคนใหม่ของ Twitter พฤติกรรมดังกล่าวอาจไม่ส่งผลมากนัก

แต่สำหรับ Elon Musk ที่ต้องเป็นซีอีโอ Tesla ด้วยแล้ว พฤติกรรมดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคำถามต่าง ๆ ได้มากมาย จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีผู้ถือหุ้น Tesla จำนวนหนึ่งเหลืออด ออกมาเรียกร้องให้ Elon Musk กลับไปดูแล Tesla เสียที ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี Kristin Hull ผู้ก่อตั้ง Nia Impact Capital และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น Tesla ได้ออกมาให้ความเห็นว่า การที่ Tesla ประสบปัญหาอย่างมากในตอนนี้มาจากการที่บอร์ดบริหารไม่สามารถควบคุมซีอีโอได้นั่นเอง

สิ่งที่ Tesla ต้องดูแลอีกข้อนอกจากภาพลักษณ์ของ CEO ก็คือ ตลาดการแข่งขันรถ EV โดย 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้ Tesla อาจจะโดดเด่นกว่าใคร ด้วยการนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับแบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า (Toyota) แต่ถึงตอนนี้ ต้องยอมรับว่า Tesla มีคู่แข่งจากตลาดต่าง ๆ ปรากฏตัวออกมามากมายเต็มไปหมด ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขาจะมาชิงยอดขายของ Tesla ในปี 2023 อย่างแน่นอน

สำหรับคู่แข่งที่น่าสนใจของ Tesla ในตลาดสหรัฐอเมริกาก็คือค่าย Ford, GM, NIO และ Volkswagen ที่ในตอนนี้ต่างทยอยส่งรถยนต์ EV ออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนในจีนก็มีค่ายรถยนต์อย่าง BYD ที่สามารถขายรถยนต์ EV ได้มากกว่า 590,000 คันในปี 2021 เป็นหอกข้างแคร่ด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ แม้ Tesla จะครองตำแหน่งผู้นำในตลาดรถ EV ระดับบนไว้ได้ แต่ในอนาคตก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า Tesla จะถูกค่ายรถยนต์คู่แข่งพลิกเกมไปเมื่อไร โดยจุดที่จะทำให้เกิดการพลิกเกมก็มีมากมาย เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่, เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ, ระบบชาร์จไฟ ฯลฯ ซึ่งเมื่อรวมกับปัญหาด้านภาพลักษณ์ซีอีโอ ก็น่าจะทำให้ Tesla เหนื่อยมากขึ้นในการทำตลาดรถยนต์ปีหน้าพอสมควร

Source
Source
Source
Source
Source


แชร์ :

You may also like