HomeSponsoredไทยประกันชีวิต ชูแผน SD Master Plan มุ่งสู่การเป็น “บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน”

ไทยประกันชีวิต ชูแผน SD Master Plan มุ่งสู่การเป็น “บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน”

แชร์ :

ในฐานะบริษัทประกันชีวิตรายแรกและรายใหญ่ที่สุดของคนไทย ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 80 ปี  ทำให้ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI มีความ​เข้าใจอุตสาหกรรมประกันชีวิตอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งเข้าใจความต้องการลูกค้าเป็นอย่างดี

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

เพื่อให้ไทยประกันชีวิตแตกต่าง และเป็นมากกว่าแค่บริษัทประกันชีวิตทั่วไป บริษัทฯ จึงประกาศ Business Purpose มุ่งเป็นทุกคำตอบให้ลูกค้าได้ ทั้งในเรื่องของการประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมถึงผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงิน หรือ Life Solutions Provider และ Brand Purpose การเป็นแบรนด์ที่ได้รับความชื่นชม ความไว้วางใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคม

และเพื่อตอกย้ำการขับเคลื่อนธุรกิจตามวิสัยทัศน์  มุ่งสู่การเป็น “บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน” ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรและสังคมให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนไปพร้อมกัน โดยกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals: SDGs ของสหประชาชาติ ขณะเดียวกันในฐานะของการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทฯ จึงตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลผลกระทบต่อทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน หรือการขับเคลื่อนตามกรอบ ESG (Environment/ Social / Governance)​

บริษัทประกันชีวิตรายแรกที่มี SD Master Plan

TLI  เป็น​บริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่ร่วมกับสถาบันไทยพัฒน์  จัดทำ แผนแม่บทความรับผิดชอบต่อสังคม  มาตั้งแต่ปี 2551  ก่อนยกระดับสู่​  แผนแม่บทด้านการพัฒนาสู่ความยั่งยืน”  หรือ  SD Master Plan  ในปี 2561 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน  หรือ SD Committee  โดย คุณไชย ไชยวรรณ  กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยประกันชีวิต ​ประกาศ SD Roadmap เพื่อเป็นกรอบในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งมีการบูรณาการร่วมกันให้เกิดเป็น Ecosystem ​เพื่อสามารถสร้าง การส่งมอบคุณค่าแห่งความยั่งยืน ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนได้ครบทุกมิติผ่าน 6 คุณค่าหลัก​ ต่อไปนี้

ส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้า ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการประกันชีวิต และพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกระดับทุกชุมชนของสังคมไทย

ส่งมอบคุณค่าให้กับพนักงานและตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทฯ มุ่งมั่นเสริมสร้างบุคลากรให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี และสามารถส่งมอบความรู้ด้านประกันชีวิต ประกันสุขภาพ การวางแผนทางการเงินให้กับชุมชนในสังคม

ส่งมอบคุณค่าให้คู่ค้าและพันธมิตร ผ่านการขับเคลื่อนธุรกิจตามกรอบ ESG ของพันธมิตร ​​รวมทั้งการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อเป็นบริษัทประกันชีวิตที่คู่ค้าและพันธมิตรเลือก

ส่งมอบคุณค่าให้ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน ส่งมอบผลตอบแทนการลงทุนที่ยั่งยืน และมีการจัดการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมประเด็น ESG

ส่งมอบคุณค่าให้กับหน่วยงานกำกับดูแล ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม มีการบูรณาการด้านธรรมาภิบาล สังคม สิ่งแวดล้อม และปฏิบัติตามกฎระเบียบ​​ และให้ความสำคัญการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของข้อมูล (PDPA)

ส่งมอบคุณค่าของชีวิต คุณค่าแห่งความรัก และคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นแก่นของธุรกิจประกันชีวิตให้แก่สังคมไทยและคนไทย ตอกย้ำการเป็นธุรกิจที่รับผิดชอบและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนในสังคม

เติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน

การขับเคลื่อนของไทยประกันชีวิต ถือว่าสอดคล้องกับบริบทในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน เพราะธุรกิจที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องแข็งแกร่งมากกว่าแค่มิติของผลกำไร แต่ต้องสร้างสมดุลและส่​งมอบคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้ง Ecosystem เพื่อสามารถรับมือกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย

การมี SD Master Plan จึงเข้ามาช่วยตอกย้ำเป้าหมายในการ “มุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน” ที่มองการเติบโตได้แบบระยะยาวและรอบด้าน และสร้างความมั่นใจให้ทั้งลูกค้า คู่ค้า พันธมิตร รวมถึงผู้ลงทุน ซึ่งจะผลักดันให้ไทยประกันชีวิตเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน ก็มีส่วนเข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโต โดยเฉพาะหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการก้าวสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย ทำให้ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพ และมองหาหลักประกันสร้างความมั่นคงให้กับอนาคตที่ไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับโอกาสที่ตลาดยังสามารถเติบโตได้อีกมาก เมื่อพิจารณาจากอัตราการเข้าถึงกรมธรรม์โดยเฉลี่ยของคนไทย

และเมื่อพิจารณาจากผลประกอบการ 9 เดือนแรก ของปี 2565​ พบว่า TLI สามารถเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า ทั้งการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันใหม่ที่เติบโตได้ถึง 26% มีรายได้อยู่ที่ 9,641 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลกำไรตลอดอายุกรมธรรม์ (Value of New Business : VONB) เพิ่มขึ้น 29% หรือเท่ากับ 5,151 ล้านบาท ส่งผลให้ VONB Margin หรือกำไรจาก VONB เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยมาอยู่ที่ 53.4% รวมทั้งสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมาอยู่ที่ 14.1%

นอกจากนี้ ยังสามารถเติบโตขึ้นในทุกช่องทางขาย ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านตัวแทน ที่เติบโตขึ้น 25% ส่วนการขายผ่านช่องทางพันธมิตรก็เติบโตขึ้นในอัตรา 41% ซึ่ง TLI จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างกำไรในระยะยาวและไม่ค่อยอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย​ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนร่วมในเงินปันผล หรือ Participating Product, ผลิตภัณฑ์ควบการลงทุน (Investment Linked Product) และสัญญาเพิ่มเติม ซึ่งกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์นี้จะผลักดันให้บริษัทฯ มีกำไรอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งการมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถรองรับกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุมทุกช่วงอายุตั้งแต่วัยทารก ไปจนถึงวัยเกษียณ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถเป็นโซลูชันที่เหมาะกับแต่ละคนได้อย่างแท้จริง

อีกหนึ่งสิ่งที่สามารถสะท้อนถึงการเติบโตอย่างมั่นคง เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio เมื่อสิ้นเดือน ก.ย. 2565 อยู่ที่ 358% สูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงาน คปภ.กำหนดไว้ที่ 140% มากกว่า 2 เท่าตัว สะท้อนได้ถึงความแข็งแกร่งที่อยู่ในระดับสูงของ TLI อีกทางหนึ่ง

นอกจากการพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์  TLI ยัง​ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคลากร ผ่านการ Upskill และ Reskill โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลให้ตัวแทน เพื่อให้เป็น Digital Agent ที่พร้อมเป็น Life Solutions Partner ที่สามารถดูแลชีวิตและวางแผนทางการเงินให้ลูกค้าได้ในทุกช่วงชีวิต ทุกจังหวะชีวิต และทุกการใช้ชีวิต และยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวแทนเองให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างเชื่อมั่นต่อ TLI ในฐานะธุรกิจที่ขับเคลื่อนตามกรอบ ESG และเชื่อว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะเพิ่งเข้าตลาดฯ มาได้ไม่นาน โดย​กลุ่มนักวิเคราะห์ ได้คาดการณ์กำไรของ TLI ในสิ้นปี 2565 น่าจะอยู่ที่ 10,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% ​รวมทั้ง TLI ยังเป็นหุ้นของธุรกิจไทยที่ได้รับการประกาศรายชื่อจาก FTSE (ฟุตซี่) หน่วยงานอิสระที่จัดทำดัชนีหุ้นในระดับสากลซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยฟุตซี่จัดให้หุ้นของ TLI อยู่ในกลุ่ม Middle Cap ในดัชนี  ​FTSE All World Index ชุดใหม่ ในครั้งล่าสุดเมื่อ 18 พ.ย. 2565 และมีผลในการปรับน้ำหนักไปเมื่อ 16 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา  

จุดแข็งสำคัญของ TLI คือการมีแบรนดิ้งที่แข็งแรงในฐานะผู้นำธุรกิจประกันชีวิต ที่เป็นบริษัทประกันชีวิตรายแรกของคนไทย​ และได้รับความไว้วางใจมายาวนานกว่า 80 ปี รวมทั้งยังตอกย้ำความเป็น First Mover ด้วยการริเริ่มนำแผนแม่บทด้านความยั่งยืนหรือ SD Master Plan มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจ ควบคู่กับการวางกลยุทธ์ภายใต้เจตนารมณ์ที่ต้องการเป็น Life Solutions Provider เพื่อยกระดับธุรกิจให้เป็นมากกว่าแค่การประกันชีวิต แต่สามารถส่งต่อคุณค่าจากการดำเนินธุรกิจผ่านทุกมิติของห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม​ ตลอดจนการอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลลูกค้าและคนไทยทุกคนได้อย่างยั่งยืน


แชร์ :

You may also like