“ทรู – ดีแทค” ถ้าอยากแข่งขัน 5G ดีลนี้อาจต้องยอมให้เกิด

shutterstock dtac ดีแทค

ในวันที่ธุรกิจโทรคมนาคมไทยมองหาการมีพาร์ทเนอร์จากหลากหลายอุตสาหกรรม และบอกว่าการมีพาร์ทเนอร์เท่านั้นที่จะทำให้ธุรกิจก้าวข้ามความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงจากการมาถึงของ 5G นี้ไปได้

- Advertisement -

ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นการจับมือข้ามอุตสาหกรรมของยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยอย่างเอไอเอสมาหลายครั้ง เช่นการจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งบริษัท เอไอเอสซีบี” (AISCB) รุกบริการด้านการเงินดิจิทัล หรือการสร้างห้างสรรพสินค้าเสมือนจริง V-Avenue.Co ที่ภายในมีแบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย นอกจากนั้นยังมีการจับมือกับค่ายมิตซูบิชิ – Omron ให้บริการโซลูชันด้านโรงงานอัจฉริยะ ไปจนถึงการเข้ามาลงทุนของกัลฟ์ ในอินทัช บริษัทแม่ของเอไอเอสจนเป็นข่าวครึกโครมไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ในฝั่งของเบอร์สองและเบอร์สามในตลาดโทรคมนาคมอย่างทรู และดีแทค ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเช่นกัน และก็มีความเคลื่อนไหวของทั้งสองค่ายออกมาแล้ว โดยในเช้าวันนี้ (22 พย. 2564) ได้มีการยื่นเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าจะมีการควบรวมกิจการกันระหว่างสองบริษัทแล้วอย่างเป็นทางการ

ซึ่งเมื่อกล่าวถึงการควบรวม มีการให้สัมภาษณ์ของนายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในรายการ Money Chat Thailand ระบุว่า กสทช. ไม่ได้กีดกันเรื่องการควบรวม และมองว่าการควบรวมน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันในวงการโทรคมนาคม (สามารถทำได้โดยไม่ต้องรอให้ กสทช. เห็นชอบ) แต่ในแง่ของการแข่งขันของตลาดโทรคมนาคม ทั้งทรู และดีแทค ต่างเป็นผู้เล่นในตลาดโทรคมนาคมทั้งคู่ ดังนั้น ถ้ามีผู้เล่นน้อยรายลง อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคได้นั่นเอง ในจุดนี้ กสทช. จึงต้องเข้ามามีบทบาทอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

จับมือกันไปได้ไกลกว่า?

ทั้งนี้ หากมองในมุมของความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การควบรวมกิจการระหว่างทรู และดีแทค ย่อมส่งผลในทางบวกต่อทั้งสองค่าย โดยในแง่ของขนาดกิจการ ทั้งคู่จะกลายเป็นผู้เล่นเบอร์หนึ่งของตลาด มีฐานลูกค้ารวมกันทะลุ 51.3 ล้านราย (ทรูมีลูกค้าประมาณ 32 ล้านเลขหมาย ส่วน dtac มีลูกค้า 19.3 ล้านเลขหมาย) แซงหน้าผู้เล่นเบอร์หนึ่งในปัจจุบันอย่างเอไอเอสที่มีฐานลูกค้า 43.7 ล้านรายไปอย่างขาดลอย (อ้างอิงจากผลประกอบการไตรมาส 3 ของเอไอเอส ทรู และดีแทค)

แต่ที่มากกว่านั้นคือ การสามารถเข้าถึงทั้งเทคโนโลยีโทรคมนาคม โดยเฉพาะ 5G จากยุโรป และเทคโนโลยีโทรคมนาคมจากจีนได้พร้อม ๆ กัน ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า 5G อาจไม่ใช่เทคโนโลยีเพื่อผู้บริโภคแบบที่ 4G เคยเป็น แต่ 5G คือเทคโนโลยีเพื่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการเข้าถึงเทคโนโลยี 5G จากจีนและยุโรปได้ยังเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันของไทยในขณะนี้อย่างมาก

5G เทคโนโลยีของอุตสาหกรรม

มีการคาดการณ์การเติบโตของ 5G จากบริษัทวิจัย ResearchAndMarkets.com เรื่อง The “LTE and 5G Applications and Services Market by Service Provider Type, Connection Type, Deployment Type, Use Cases, 5G Service Category, Computing as a Service, Industry Verticals, Region and Country 2021 – 2026” ระบุว่า การใช้งานแอปพลิเคชัน 5G ในภาคอุตสากรรม และองค์กรขนาดใหญ่จะมีมูลค่าทะลุ 4.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2026

ขณะที่ตลาด 5GNR ซึ่งเป็นเครือข่ายไพรเวทสำหรับการทำโรงงานอัจฉริยะจะมีมูลค่าแตะ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2026

ประเทศไทยที่มองหาการลงทุนจากต่างชาติอย่างหนักในช่วงนี้ การมีแต้มต่อด้านเทคโนโลยี 5G ผ่านการพาร์ทเนอร์กันระหว่างบริษัทโทรคมนาคมในยุโรปกับจีน (หากเกิดขึ้นได้จริง) ก็อาจเป็นอีกหนึ่งข้อดีในการตัดสินใจลงทุนของบริษัทต่างชาติก็เป็นได้

ปรับโครงสร้าง บ.โทรคมนาคม

สอดคล้องกับแถลงการณ์จากทรู คอร์ปที่ส่งออกมาเมื่อช่วงเช้า โดยในแถลงการณ์ระบุว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecom Landscape) กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีใหม่ และตลาดที่เปิดกว้างต่อการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดิจิทัลขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาคเข้ามาเสนอรูปแบบบริการดิจิทัลมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้การปรับโครงสร้าง (Transformation) ของบริษัทไทยสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี ให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่นชั้นนำระดับโลกได้นั้นมีความจำเป็นมากขึ้นนั่นเอง

เปิด VC ลงทุนสตาร์ทอัพ “ของมันต้องมี”

ในเอกสารดังกล่าวยังได้ระบุถึงบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม ว่าจะมีการตั้งกองทุนมูลค่าประมาณ 100 – 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพบนแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย

ข้อนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทุกวันนี้คือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ต่างจากน้ำประปา – ไฟฟ้า แต่ด้วยการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมที่ดุเดือดมากขึ้นเรื่อย ๆ การจะมาพัฒนาธุรกิจเพิ่มเติมในส่วนของปัญญาประดิษฐ์ คลาวด์เทคโนโลยี ไอโอที อุปกรณ์อัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ดิจิทัลมีเดียโซลูชั่น ฯลฯ อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะพร้อมเป็นผู้เล่นเอง หรือมีความถนัดในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ไปเสียหมด

การจัดตั้ง Venture Capital ที่มุ่งเน้นลงทุนในสตาร์ทอัพไทย และสตาร์ทอัพต่างประเทศ ที่ตั้งในประเทศไทย จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีในการสร้าง Ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทรู คอร์ปบอกด้วยว่า บริษัทมีแผนที่จะศึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจด้วย

ทั้งหมดนี้จึงอาจไม่ใช่การกินรวบแบบที่หลายคนเคยคาดการณ์ เพราะบนเกม 5G ที่แต่ละค่ายลงทุนกันไปหลายหมื่นล้านบาทนั้น ไม่อาจคุ้มค่าได้เพียงแค่รอให้มีคนไทยซื้อโทรศัพท์ 5G แล้วก็มาสมัครแพกเกจ 5G จ่ายเงินรายเดือนให้กับค่ายมือถือเหมือนในอดีต

ตรงกันข้าม มันคือการต่อยอดไปสู่บริการอื่น ๆ ที่เราหลายคนอาจยังไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยจินตนาการ ซึ่งถ้าไม่ใหญ่พอ ไม่แกร่งพอ สิ่งที่เคยถูกเรียกว่ายักษ์ก็อาจเอาตัวไม่รอดในการแข่งขันยุคหน้าได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ การยื่นข้อเสนอเพื่อควบรวมกิจการระหว่างดีแทคกับทรูจึงอาจเป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาตัวรอดของ “ยักษ์ใหญ่” จากประเทศไทยก็เป็นได้

Source

Source