ท้าชนโควิด! ศุภาลัย ทำกำไรครึ่งปีแรกพุ่ง 111% ตั้งเป้าปีนี้ทำรายได้ 28,000 ล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมากว่า 30 ปี

คุณไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

การแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้จะสร้างผลกระทบต่อภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างสาหัส โดยเฉพาะตลาดคอนโดมีเนียม ทำให้ยอดขายวูบไปกว่าครึ่ง เพราะไม่มีนักท่องเที่ยว แต่ผลประกอบการของ “ศุภาลัย” ยังเติบโตสวนวิกฤต โดยรายได้ครึ่งปีแรก 2564 อยู่ที่ 11,000 ล้านบาท โต 60% ส่วนกำไรสุทธิ 2,472 ล้านบาท โต 111% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

- Advertisement -

ในขณะที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งปีแรกไปแล้ว 9 โครงการ และครึ่งปีหลังเตรียมเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมรวม 22 โครงการ พร้อมมั่นใจปีนี้ทำรายได้ 28,000 ล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมากว่า 30 ปี ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่พุ่งไม่หยุด ศุภาลัยมองเห็นโอกาสอะไรรออยู่ข้างหน้า และทำอย่างไรถึงเติบโตสวนวิกฤต ลองมาฟังวิธีคิด การปรับตัว และแผนการบุกตลาดครึ่งปีหลังไปพร้อมกัน

โรคระบาดแต่คนยังต้องการบ้าน 

ก่อนจะเจอคลื่นไวรัสโควิด-19 พ่นพิษใส่ ปฎิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว มาตรการ LTV ฉุดกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง กระทั่งต้องมาเจอสถานการณ์โควิด-19 ระบาดหนักระลอกแล้วระลอกเล่า ซ้ำเติมธุรกิจอสังหาฯ ให้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

“ในปีที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักจากการระบาดของโควิด และปีนี้คงเป็นอีกปีที่โควิดยังส่งผลกระทบ ทำให้ตลาดอสังหาฯ ยังยากลำบากอยู่” คุณไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ฉายภาพสถานการณ์อสังหาฯ ที่เกิดขึ้น

แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน แต่ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2564 ของศุภาลัยยังเติบโต โดยสามารถทำยอดพรีเซลได้ 13,005 ล้านบาท โต 8% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อีกทั้งสร้างรายได้รวม 11,000 ล้านบาท โต 60% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,472 ล้านบาท โต 111% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งคงเป้าหมายรายได้ทั้งปีไว้ดังเดิมที่ 28,000 ล้านบาท โดยคุณไตรเตชะเชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้

ปัจจัยที่ทำให้รายได้และกำไรเติบโตท่ามกลางวิกฤต คุณไตรเตชะ บอกว่า มาจากสต็อกคงค้าง ประกอบกับราคาบ้านและทำเลที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดแนวราบในกรุงเทพฯ ระดับราคา 3-7 ล้านบาท เป็นเซ็กเม้นต์ที่มาแรงและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากปี 2013 มีสัดส่วน 30% เป็นกว่า 60% ในปัจจุบัน เหตุผลเพราะหลายคนต้องการ Space มากขึ้น เพราะต้องทำงานที่บ้านมากขึ้น หรือเดิมทีบางคนอาจจะอยู่คอนโดมีเนียม จึงต้องการบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้น

ส่วนสาเหตุที่ยังคงเป้าหมายรายได้ไว้ดังเดิม เนื่องจากมองว่าครึ่งปีแรกบริษัทฯ สามารถทำรายได้เกือบครึ่งของเป้าที่ตั้งไว้แม้ในครึ่งปีแรกโครงการใหม่เปิดตัวไม่มาก และไม่มีการเปิดตัวคอนโดมีเนียมใหม่ โดยในครึ่งปีหลังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 22 โครงการ

เมื่อผนวกกับตลาดแนวราบในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะตลาดระดับราคา 3-7 ล้านบาทที่เติบโตค่อนข้างมาก รวมถึงยังมี 3 คอนโดมีเนียมที่รอโอนในปีนี้ ได้แก่ Supalai Premier Charoen Nakorn, Supalai Riva Grande และ Supalai Veranda Phasi Charoen Staion มูลค่ารวม 14,000 กว่าล้านบาท โดยตอนนี้ขายไปแล้วประมาณ 90% ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณไตรเตชะค่อนข้างมั่นใจว่าเป้าหมาย 28,000 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับศุภาลัย

ครึ่งปีหลัง เผชิญปัจจัยเสี่ยงอีกเพียบ

สำหรับมุมมองตลาดอสังหาฯ ครึ่งปีหลัง คุณไตรเตชะเชื่อว่า สถานการณ์ของโควิด-19 ยังคงยืดเยื้อ และอาจต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ดังนั้น จะเห็นการเปิดตัวโครงการใหม่ไม่มากนัก โดยมีโอกาสจะลดลงจากปี 2563 อีกทั้งการปล่อยกู้สินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดและยากขึ้น รวมถึงการปิดแคมป์คนงาน ทำให้โครงการดีเลย์ และถึงตอนนี้จะกลับมาเปิดบ้างแล้ว แต่แรงงานก็ยังไม่กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ

“การฟื้นตัวของอสังหาฯ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิด-19 จำนวนผู้ติดเชื้อ และสถานการณ์ฉีดวัคซีนในประเทศ เพราะสิ่งเหล่านี้มากับความเชื่อมั่นและเงินในกระเป๋าของลูกค้า ถ้าธุรกิจโดนปิดต่อเนื่อง ย่อมทำให้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมซบเซา และกำลังซื้อลดลง” คุณไตรเตชะ ย้ำถึงความท้าทายที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องเผชิญ และต้องปรับตัวรับมืออย่างต่อเนื่อง

Revamp แบบบ้านใหม่ – รุกออนไลน์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค New Normal

นอกจากการปล่อยกู้สินเชื่อที่เข้มงวด และแรงงานขาดแคลนแล้ว อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ตามมาจากการระบาดของโควิด คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งคุณไตรเตชะ บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมาศูนย์วิจัยศุภาลัยได้มีการศึกษาไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคอย่างหนักเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่แค่ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงโควิดเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญในยุคหลัง New Normal ด้วย เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ คิดวันนี้ แต่กว่าจะพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าได้ใช้จริง ต้องใช้เวลา

หนึ่งในผลวิจัยที่น่าสนใจคือ ความต้องการพื้นที่ใช้งานแต่ละห้องเปลี่ยนไป โดย 80% ต้องการห้องนอนและห้องนั่งเล่นเป็นห้องเพิ่มขึ้น เพราะมองว่าต่อไปต้อง Work from Home มากขึ้น อีกทั้งปัญหาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่พบระหว่าง Work from Home คือ ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ตามด้วยต้องการพื้นที่เพิ่ม และสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่เสถียร นั่นจึงเป็นที่มาให้ศุภาลัย Revamp แบบบ้านใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เบื้องต้นเริ่มดำเนินการในโครงการ Tropical Series ซึ่งจะเป็นแบบบ้านหลักในไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้

ขณะเดียวกัน ศุภาลัยยังปรับมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้นด้วย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่เอื้อให้ลูกค้าเข้ามาที่โครงการได้ โดยไตรมาส 4 นี้ จะเปิดช่องทาง Online Booking ที่สามารถใช้ได้กับทุกโครงการ จากที่ผ่านมาเลือกใช้เฉพาะบางโครงการ และยังรองรับ Virtual Tour 360 องศา พร้อมระบบจอง Online Private Tour ให้พนักงานพาทัวร์โครงการโดยที่ไม่ต้องเจอกับลูกค้าท่านอื่น ตลอดจนแอปพลิเคชัน Supalai Sabai เพื่อให้ลูกค้าได้ค้นหาข้อมูล รวมถึงแจ้งซ่อม และมีระบบแจ้งเตือนการจ่ายต่างๆ อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทางการปรับตัวรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง เพื่อพา “ศูภาลัย” ก้าวสู่เป้าหมายรายได้ 28,000 ล้านบาทที่วางไว้