เจาะเส้นทาง “อินเตอร์ ฟาร์มา” รุกตลาดสุขภาพครบวงจร ปั้นรายได้ 2,500 ล้านบาทใน 2025

ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน)
ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน)

“สินค้าเพื่อคนรักสุขภาพ และกลุ่มโภชนบำบัด” ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์มาแรงแห่งยุค Covid-19 ที่ใคร ๆ ต่างไม่อยากป่วย โดยหนึ่งในบริษัทที่เติบโตล้อไปกับเทรนด์ดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจก็คือ “อินเตอร์ ฟาร์มา” (Interpharma) เห็นได้จากการประกาศผลประกอบการปี 2020 ที่พบว่า ยอดขายของบริษัทเติบโตขึ้นเป็น 442 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 60.5 ล้านบาท

- Advertisement -

ข้อมูลจากรายงานผลประกอบการประจำปี 2020 ระบุว่าปัจจุบัน อินเตอร์ ฟาร์มา มีธุรกิจอยู่ใน 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

1. นวัตกรรมยารักษาโรค (Pharmaceutical Innovation)
2. โภชนบำบัดเพื่อการรักษาสุขภาพและชะลอวัย (Wellness & Anti-Aging Nutraceuticals)
3. เวชสำอางและนวัตกรรมความงาม (Cosmeceuticals & Aesthetic Innovation)
4. ผลิตภัณฑ์ดูแลและส่งเสริมสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง (Companion Animal Healthcare)
5. ผลิตภัณฑ์ดูแลและส่งเสริมสุขภาพสำหรับปศุสัตว์ (Livestock Animal Healthcare)

รายงานผลประกอบการประจำปี 2020 ของบริษัทชี้ให้เห็นว่า ยอดขายที่เติบโตขึ้นนั้น หลัก ๆ มาจากธุรกิจในกลุ่ม Human Wellness และ Anti-Aging โดยจากที่เคยทำยอดขายได้ 162.7 ล้านบาทในปี 2019 ก็พุ่งขึ้นมาเป็น 228.52 ล้านบาทในปี 2020 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต YoY ที่ 40% และหากแยกมองเป็นผลิตภัณฑ์พบว่า มี 2 ผลิตภัณฑ์ที่เติบโตโดดเด่น นั่นคือ กลุ่มโปรไบโอติก มียอดขายเพิ่มขึ้น 14.22% ผลิตภัณฑ์ ProBo ยอดขายเพิ่มขึ้น 251.78%

ขณะที่รายได้อีกส่วนมาจากธุรกิจ Animal Healthcare โดยในปี 2019 บริษัททำยอดขายไปได้ 141.46 ล้านบาท ส่วนในปี 2020 เพิ่มขึ้นเป็น 189.06 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 33.65% สิ่งที่เป็นอุปสรรคก็มีอยู่บ้างนั่นคือ สินค้าขาดตลาดในช่วง Covid-19 จนทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ในไตรมาส 2 – 3 ไปประมาณ 20 ล้านบาท ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในไตรมาส 4

ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพยังคงเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีละ 10 – 15% โดยเฉพาะในช่วงการระบาดรอบใหม่ของ Covid-19 ระหว่างปี 2020 ต่อเนื่องถึงปี 2021 ก็ยิ่งทำให้ตลาดนี้เติบโต เห็นได้จากปี 2020 ยอดขายสินค้ากลุ่มนี้ของบริษัทมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 25%

“เทรนด์การดูแลสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่ผู้บริโภคทั่วโลกต่างสนใจและหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ฯลฯ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงหากติดเชื้อ Covid-19 เราจึงมองเห็นโอกาสในการทำตลาดผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Probac Fit Series สูตรเฉพาะเพื่อลดไขมันในช่องท้อง ที่เป็นต้นเหตุของโรคต่าง ๆ ”

จับมือหัวเว่ย ดึงอุปกรณ์ IoT เสริมจุดเด่น Probac Fit

เพื่อให้การทำตลาดผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Probac Fit Series ครบวงจรมากขึ้น ทางบริษัทยังได้มีการจับมือกับค่ายหัวเว่ย (Huawei) นำอุปกรณ์ IoT อย่างนาฬิกา Huawei Band 4 และเครื่องชั่งน้ำหนักบลูทูธ Huawei Scale 3 มาจับคู่กับสินค้าในกลุ่ม Probac Fit Series สร้างเป็นคอร์สการรับประทานระยะสั้น เจาะกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กรดไหลย้อน หรือกลุ่มคนอ้วนที่ต้องการลดไขมันช่องท้อง ลดรอบเอว และควบคุมน้ำหนักเพิ่มเติม

ทั้งนี้ การผนึกกำลังดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ยอดขายสิ้นปี 2021 ของสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีมูลค่า 100 ล้านบาท และเติบโตขึ้นเป็น 200 ล้านบาทได้ภายใน 3 ปีด้วย

4 ดีลเสริมการเติบโต

ไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพเพียงอย่างเดียวที่ส่งผลต่อการเติบโต แต่ในปี 2020 ที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงต้นปี 2021 ทาง ดร.ตฤณวรรธน์ เผยด้วยว่า บริษัทมีดีลที่น่าสนใจเกิดขึ้นถึง 4 ดีล ได้แก่

  • 27 พฤศจิกายน 2020 – ควบกิจการโมเดิร์น ฟาร์มา (Modern Pharma) ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตสินค้าเภสัชภัณฑ์และเวชภัณฑ์รายใหญ่ของไทย มูลค่า 295 ล้านบาทเสร็จสมบูรณ์
  • 7 มกราคม 2021 – จับมือกับไทยยูเนี่ยนตั้งบริษัทร่วมทุน Interpharma-ZEAvita ที่โฟกัสในสินค้าเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ เช่น อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคตับ – ไต อาหารสำหรับผู้สูงอายุ Medical Milk ที่ผลิตจากน้ำมันปลา ฯลฯ ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท โดยอินเตอร์ ฟาร์มาถือหุ้น 50.99995% และไทยยูเนี่ยนถือหุ้น 49%
  • 29 มกราคม 2021 – ยื่นเรื่องขออนุญาตผลิตยาสมุนไพรและอาหารเสริมจากกัญชง
  • 9 กุมภาพันธ์ 2021 – ซื้อที่ดินจำนวน 20 ไร่ โรงงานผลิตยา และเครื่องจักร และทะเบียนยาจากบริษัท เทวา ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 160 ล้านบาท ซึ่งบริษัทชี้ว่าดีลนี้จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิตได้อีกมาก

ตั้งเป้ารายได้ 2,500 ล้านบาทภายใน 2025

จากดีลที่กล่าวมา นำไปสู่ Strategic plan 2021-2025 ที่บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2025 เอาไว้ถึง 2,500 ล้านบาท ส่วนการจะเดินไปให้ถึงจุดนั้นได้อย่างไร คำให้สัมภาษณ์ของ ดร.ตฤณวรรธน์ ต่อจากนี้น่าจะถ่ายทอดตัวตนและทิศทางในการบริหารองค์กรของเขาได้ดีทีเดียว

“ผมเป็นคนที่สนใจการทำแผนมาก ตอนนี้ เราอยู่บน Strategic plan 2021-2025 สำหรับปี 2021 การเติบโตน่าจะเป็นไปได้ดี ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ร่วมกับไทยยูเนี่ยนสามารถออกได้ในครึ่งปีหลัง หรือสินค้ากลุ่มกัญชงสามารถออกได้ภายในปีนี้ โมเดิร์น ฟาร์มา ก็เริ่มสร้างยอดขาย ส่วนโรงงานเทวาฯ คาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้ในปีหน้า เนื่องจากมีกระบวนการต้องยื่นขอใบอนุญาตต่าง ๆ เพิ่มเติม”

“ดีลโรงงานเทวาฯ ถือว่ามีศักยภาพสูงมาก เพราะมีพื้นที่กว่า 16,900 ตารางเมตร ซึ่งถ้าเราลงทุนเองอาจต้องใช้เงินเป็นพันล้าน แต่เราซื้อมาได้ในราคา 160 ล้านบาททั้งทรัพย์สิน ที่ดิน ตัวโรงงาน และเครื่องจักร”

เขากล่าวด้วยว่า จากนี้ไป อินเตอร์ ฟาร์มา อาจไม่มีดีลที่เป็นการซื้อสินทรัพย์ใหญ่ ๆ แล้วก็ได้ โดยอาจไปเพิ่มน้ำหนักให้กับการร่วมทุนหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีแทน

เราเทคโอเวอร์หลายกิจการเพราะผมมีความฝันอยากจะเอามาทำที่เมืองไทยให้ได้เป็นรายแรก คืออยากทำให้ได้ตั้งแต่โปรไบโอติก เม็ดฟู่ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ปัจจุบันเราต้องจ้างต่างประเทศอยู่ แต่บางอย่างมันต้องมีเทคโนโลยีทรานสเฟอร์ การดีลมันอาจจะต้องคล้าย ๆ กับสยามไบโอไซน์ ดีลกับออกซฟอร์ด – แอสตราเซเนก้า แล้วมาทำที่ไทย”

ขอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในทุกดีล

ตอนนี้ถนนทุกสายมุ่งสู่เฮลท์แคร์ อุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ได้ทำเฮลท์แคร์ก็อยากมาทำ ทำให้มีหลายเจ้าที่เข้ามาคุยกับเรา แต่นโยบายเรา ถึงจะเล็ก เราก็จะขอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เช่น ดีลกับไทยยูเนี่ยนที่ใหญ่กว่าเราตั้งเยอะ เราก็ขอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะเราต้องการเข้าไปบริหาร ซึ่งเขาก็ไม่เสียอะไร ดีเสียอีกมีคนมาบริหารให้ เขาก็ทำอย่างอื่นต่อไป”

“วิสัยทัศน์ของเราคืออยากมีผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ครบวงจรทั้งของคนและของสัตว์ สัตว์นี่คือทั้งสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ เพราะเรามองเห็นอนาคตว่าคนอาจจะอยู่ตัวคนเดียวกันมากขึ้น ก็ต้องเลี้ยงสัตว์แก้เหงา ส่วนปศุสัตว์เราสนใจเพราะเรารู้ว่า ถ้าเนื้อสัตว์ปลอดภัย คนจะสุขภาพดีขึ้น” ดร.ตฤณวรรธน์ กล่าวสรุป