“แกรมมี่” โดดเข้าธุรกิจความงาม ซื้อหุ้น “โรจูคิส” 9.99% มูลค่า 539 ล้าน กระจายความเสี่ยงแหล่งรายได้

Rojukiss

หลังประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรไปเมื่อเดือนมกราคม ระหว่าง “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” และ “โรจูคิส” เพื่อพัฒนาช่องทางขายใหม่ Media Commerce สินค้าสุขภาพและความงาม ความเคลื่อนไหวล่าสุด แกรมมี่ ประกาศเข้าซื้อหุ้น KISS 9.99% มูลค่า 539 ล้านบาท

- Advertisement -

โดยที่ประชุมบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 ได้มีมติเข้าทำรายการสิทธิซื้อหุ้นบริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS ผู้พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ Rojukiss, PhDerma, Best Korea, Wonder Herb และ Sis2Sis

ทั้งนี้ ได้ซื้อสิทธิจากบริษัท Aurora Asia Holdings จำกัด (AAH) และคุณปิยวดี สอนสิงห์ จำนวน 59,940,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 9.99% ของหุ้นทั้งหมดของ KISS ในราคาเดียวกับราคาเสนอขายหุ้น IPO  ที่ 9 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่าไม่เกิน 539 ล้านบาท โดยการใช้สิทธิดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 7 กรกฎาคม 2564

การใช้สิทธิเข้าซื้อหุ้น KISS อยู่ภายใต้เงื่อนไข บริษัท โอ ช้อปปิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของแกรมมี่ ได้ทำสัญญาตามเงื่อนไขที่ระบุในบันทึกความเข้าใจในการพัฒนาช่องทางการขายแบบ  Direct-to-consumer (D2C)  โดยจะมีการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ (JV) ระหว่างโอ ช้อปปิ้ง ถือหุ้น 60% และ KISS 40% โดยให้แล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2564

ความร่วมมือระหว่าง โอ ช้อปปิ้ง และ KISS ภายใต้กิจการร่วมค้านี้ ในฝั่ง KISS จะทำหน้าที่ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จัดหาผลิตภัณฑ์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่ โอ ช้อปปิ้ง เพื่อจัดจำหน่ายผ่านช่องทาง Media Commerce  ได้รับส่วนแบ่งกำไรผ่านช่องทางดังกล่าวตามที่ตกลงกัน

ส่วน โอ ช้อปปิ้ง มีหน้าที่ จัดหาศิลปินเพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ จัดหาช่องทางการจัดจำหน่ายผ่าน Media Commerce ผ่านสื่อในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้แก่ ทีวีดิจิทัล วิทยุออนไลน์ ทีวีโฮมช้อปปิ้ง O shopping และอีคอมเมิร์ซ ผ่าน www.oshoppingtv.com  รวมทั้งบริหารจัดการด้านคลังสินค้าและการจัดส่งผลิตภัณฑ์ ให้บริการลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center)

โดยในไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัท JV จะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 2-3 แบรนด์ ในกลุ่ม Media Commerce  ทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเสริมอาหาร 4-5 ผลิตภัณฑ์

Rojukiss GMM

5 เรื่อง “แกรมมี่” ได้อะไร ถือหุ้น KISS

1.เป็นการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดีและโอกาสเติบโตในอนาคต

KISS ประกอบธุรกิจหลักในการพัฒนา จ้างผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skin Care) ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง (Color Cosmetic) และผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร (Food Supplement) โดยในปี 2562 KISS มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 5 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าของผู้หญิงในประเทศไทย และถือเป็นบริษัทที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของบริษัทที่ก่อตั้งและบริหารงานโดยคนไทยในตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

หากพิจารณาผลประกอบการในอดีตของ KISS พบว่ามีรายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561-2563 KISS มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ 863 ล้านบาท 1,138 ล้านบาท และ 965 ล้านบาท ตามลําดับ และมีกําไรสุทธิจํานวน 105 ล้านบาท 190 ล้านบาท และ 168 ล้านบาท ตามลําดับ นอกจากนี้ KISS ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตในอนาคต โดยมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ใหม่ต่อเนื่อง เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มความงามมากขึ้น

2.เพิ่มโอกาสเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ KISS

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะเป็นผู้ถือหุ้นของ KISS ในจำนวนไม่เกิน 9.99% ของหุ้นทั้งหมดของ KISS และมีโอกาสที่จะบริหารหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการร่วมกันมากขึ้นในอนาคต ปัจจุบัน KISS และ โอ ช้อปปิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทย่อยอยู่ระหว่างการจัดตั้ง JV เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางการขายตรงแก่ผู้บริโภคโดยไม่ผ่านร้านค้าคนกลาง (Direct-to-consumer: D2C)

3.กระจายความเสี่ยงของแหล่งที่มาของรายได้

ปัจจุบัน จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มีรายได้หลักมาจากธุรกิจเพลงและดิจิทัล และธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง ซึ่งจากการลงทุนข้างต้น จึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล จากการลงทุนใน KISS ซึ่งมาจากธุรกิจผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  เป็นธุรกิจที่แตกต่างจากธุรกิจเดิมของแกรมมี่

4.โอกาสทำกำไรจากการขายหุ้น KISS

หากแกรมมี่ ใช้สิทธิซื้อหุ้น KISS จะส่งผลให้ได้มาซึ่งหุ้นสามัญของ KISS 59,940,000 หุ้น ซึ่งสามารถขายหุ้นดังกล่าวในตลาดรองได้ในอนาคต และมีโอกาสที่จะได้รับกำไรจากการขายหุ้น (Capital gain) หากผลประกอบการของ KISS เป็นไปตามที่คาด และราคาหุ้นของ KISS ในตลาดรองเพิ่มขึ้นจากราคาใช้สิทธิ

5.โอกาสได้รับเงินปัผล

หลัง แกรมมี่ใช้สิทธิซื้อหุ้น KISS มีโอกาสได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลที่มาจากผลประกอบการจากการเติบโตของ KISS ในระยะยาว เป็นการเพิ่มรายได้ให้แกรมมี่ในอนาคต

อย่างไรก็ตามหากดูความเสี่ยงจากการซื้อหุ้น KISS ก็มีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ภาระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินและภาระดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากผลประกอบการและบริษัท JV ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากปัจจัยภาวะเศรษฐกิจ การแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

ปี 63 แกรมมี่ ขาดทุน 175 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ปี 2563 มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจ 4,791ล้านบาท ลดลง 1,630 ล้านบาท หรือลดลง 24.7% จากปีก่อน ขณะที่รายได้รวมเท่ากับ 5,032 ล้านบาท ลดลง 1,602  ล้านบาท หรือลดลง 24.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการปิดเมืองบางส่วน การงดจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจบริหารศิลปิน และโชว์บิซ (คอนเสิร์ตและเฟสติวัล) ได้รับผลกระทบ

ในปี 2563 มีผลขาดทุนสุทธิ ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 175 ล้านบาท หรือลดลง 151% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายการทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างในกิจการร่วมค้า

โครงสร้างรายได้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ปี 2563  ดังนี้

  • ธุรกิจเพลง 2,758 ล้านบาท สัดส่วน 55% ลดลง 31%
  • ธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง 1,539 ล้านบาท สัดส่วน 31%  ลดลง 9%
  • ธุรกิจภาพยนตร์  356 ล้านบาท สัดส่วน 7.2%  ลดลง 23%
  • ธุรกิจจัดจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวี 211 ล้านบาท สัดส่วน 4.3%  ลดลง 24%
  • ธุรกิจอื่นๆ 105 ล้านบาท สัดส่วน 2.1% ลดลง 29%

ในเดือนพฤศจิกายน 2563 จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจในกิจการร่วมค้าใหม่ โดยขายหุ้น บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ให้กับ บริษัทเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด บริหารช่อง ONE และผู้ผลิตคอนเทนต์ ละคร ซีรีส์ ทางช่องทีวีดิจิทัลและออนไลน์  ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้าของแกรมมี่

ต้องถือว่าการเข้าไปถือหุ้น KISS ของแกรมมี่ เป็นก้าวสำคัญในการรุกขยายธุรกิจจาก Media Entertainment  สู่ Media Commerce ในกลุ่มธุรกิจความงาม โดยใช้จุดแข็งด้านธุรกิจสื่อที่ครบวงจรมาสร้างการเติบโตและกระจายความเสี่ยงแหล่งที่มาของรายได้จากธุรกิจเดิม