4 กลยุทธ์ SCGP ปี ’63 กำไรพุ่ง 23% ปี ’64 ทุ่มงบ 2 หมื่นล้าน ลุยอาเซียน ตั้งเป้า ‘แสนล้าน’

คุณวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

แม้ในปี 2563 เป็นปีที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างหนัก จากการระบาดของโควิด-19 แต่ดูเหมือนว่าจะทำอะไร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ไม่ได้ เพราะจากผลประกอบการในปี 2563 นอกจากจะทำรายได้เติบโตสวนกระแส โดยมีรายได้รวม 92,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% มีกำไรสุทธิ 6,457 ล้านบาท เติบโต 23% จากปีก่อน ยังรุกเข้าลงทุนในกิจการบรรจุภัณฑ์ชั้นนำอย่าง Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ในเวียดนาม และ Go-Pak UK Limited (Go-Pak) ซึ่งทำให้ช่วยต่อยอดขยายฐานลูกค้าในธุรกิจอาหารและเพิ่มศักยภาพในตลาดใหม่ๆ มากขึ้นไปอีก

- Advertisement -

อีกทั้งในปี 2564 แม้จะมีความไม่แน่นอนรอบด้านจากการระบาดของโควิด-19 แต่ยังมั่นใจจะทำยอดขายทะลุ 1 แสนล้านบาท กลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับ SCGP โตฝ่ามรสุม และสร้างผลงานนิวไฮต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร มาค้นคำตอบกัน

4 กลยุทธ์พา SCGP โตสวนตลาด

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตามองอย่างมากในปี 2563 สำหรับ SCGP บริษัทแพคเกจจิ้งที่มีอายุกว่า 45 ปี หนึ่งในธุรกิจที่ถึงจะมีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ ในเครือ แต่กลับเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรสูงสุดให้เอสซีจีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เมื่อตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น หลายคนจึงลุ้นไปตามๆ กันว่าการเข้าตลาดฯ  การเติบโตจะเป็นอย่างไร?

โดยสิ่งที่ยืนยันการเติบโตของ SCGP นับตั้งแต่เข้าเทรดวันแรกในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ก็คงเป็น ราคาหุ้น และผลประกอบการ โดย คุณวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP บอกว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 23,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 1,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนผลประกอบการของปี 2563 มีรายได้จากการขาย 92,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 6,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน ถือเป็นการทำรายได้นิวไฮต่อเนื่อง แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19

โดยกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ SCGP เติบโตฝ่าความท้าทายจากการระบาดของโควิดและสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา จะประกอบด้วย

1.การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ในช่วงที่เกิดภาวะโรคระบาด SCGP มีการปรับโมเดลธุรกิจจากอุตสาหกรรมการผลิตมาสู่ Packaging Solution Provider ด้วยการนำเสนอโซลูชั่นด้านบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และมีศูนย์ Inspired Solutions Studio เพื่อช่วยคิดค้น ออกแบบ และพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย พร้อมๆ กับขยายมาสู่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหาร (Foodservice Packaging) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์อาหารที่มีการขยายตัวมากขึ้น

2.การบริหารจัดการธุรกิจเชิงรุกด้วยแผน BCP

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เอาแน่นอนไม่ได้ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทมีการจัดทำแผน BCP (Business continuity planning) ทั้งในด้านการบริหารต้นทุน วัตถุดิบ และซัพลลายเชน ที่มีการปรับพอร์ตการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของพนักงาน และบริหารกระแสเงินสดอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

3.การขยายฐานธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream)

รายได้ของ SCGP มาจาก 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated packaging chain) เช่น บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก บรรจุภัณฑ์กล่องพิมพ์สีเพื่อการแสดงสินค้า และกระดาษบรรจุภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจเยื่อและกระดาษ ซึ่งในปีที่ผ่านมา ธุรกิจเยื่อและกระดาษได้รับผลกระทบจากความต้องการใช้ลดลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทหันมาเน้นตลาดกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรเป็นหลัก เพราะมองว่าจะช่วยให้รายได้ Stable มากขึ้น โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจกลุ่มนี้ประมาณ 70%

4.การขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศ

ไม่ใช่แค่เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย แต่ SCGP ยังมองถึงการขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยการควบรวมกิจการ (Merger & Partnership หรือ M&P) เป็นกลยุทธ์ในการขยายกิจการในต่างประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนใน PT Fajar Surya Wisesa Tbk และ Visy Packaging (Thailand) Limited

ล่าสุดได้เข้าลงทุนใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ในประเทศเวียดนาม และ Go-Pak UK Limited (Go-Pak) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารชั้นนำ โดยการขยายธุรกิจใน SOVI และ Go-Pak จะช่วยเสริมศักยภาพในการนำเสนอโซลูชั่นบรรจุภัณฑ์อาหารซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ได้หลากหลาย รวมถึงขยายตลาดใหม่ในสหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ และสร้างผลกำไรให้ SCGP เติบโตมากขึ้น

โดยในส่วน SOVI คาดว่าจะทำยอดขายรวมในเวียดนามเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาท จากปีก่อน 10,000 ล้านบาท ขณะที่การควบรวมกับ Go-Pak จะเป็นการขยายฐานไปฝั่งตะวันตกมากขึ้น ช่วยให้การเติบโตของบรรจุภัณฑ์อาหารเป็น 4,000 ล้านบาทในปีนี้

ลุยอาเซียน ปั้นรายได้ปี 64 รายได้ทะลุ 1 แสนล้านบาท

ทิศทางธุรกิจในปี 2564 คุณวิชาญ บอกว่า ยังเป็นปีที่มีปัจจัยไม่แน่นอนทั้งสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังต้องจับตา แต่บริษัทก็ตั้งเป้าจะสร้างนิวไฮ ทำยอดขายทะลุ 1 แสนล้านบาท ทำให้บริษัทฯ ตั้งงบลงทุน 20,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และขยายธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำในภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก เพราะมองว่ายังมีโอกาสทางธุรกิจค่อนข้างมาก แต่ถ้านอกภูมิภาคอาเซียน มีความเป็นไปได้เช่นกัน หากธุรกิจนั้นสอดรับกับเมกกะเทรนด์ โดยในปีนี้มีแผนจะเข้าซื้อกิจการหลายดีล อยู่ระหว่างการพูดคุย

ขณะเดียวกัน ยังวางแผนบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รองรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในระดับภูมิภาคที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยคาดว่าความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเพื่อสุขภาพ จะยังขยายตัวในปีนี้ และในระยะยาวคาดว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จะได้รับปัจจัยบวกจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตสินค้ามายังภูมิภาคอาเซียน

“ปัจจุบันสัดส่วนตลาดในประเทศอยู่ที่ 52% แต่เราต้องการจะเติบโตใน Regional ซึ่งในอีกไม่ช้ายอดขายนอกประเทศจะเติบโตมากกว่าในประเทศ การเติบโตในอาเซียนจะกินสัดส่วนมากกว่า 50%”