อินโดนีเซียอนุมัติวัคซีน Covid-19 จาก Sinovac Biotech เตรียมฉีดให้ ปธน.พุธนี้

indonesia coronavac sinavac biotech china vaccine

“อินโดนีเซีย” กลายเป็นประเทศที่ 4 ของโลกที่อนุมัติการฉีดวัคซีน Covid-19 จาก Sinovac Biotech แก่ประชากรในประเทศ หลังตัวเลขการติดเชื้อและการเสียชีวิตยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด

- Advertisement -

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีโจโค วิโดโด (Joko Widodo) จะเป็นผู้รับวัคซีนดังกล่าวเป็นรายแรกในวันพุธที่จะถึงนี้ ส่วนหนึ่งหวังว่าจะหยุดยั้งการเสียชีวิตของประชาชนที่พุ่งขึ้นไปแตะ 24,343 ราย เช่นเดียวกับตัวเลขการติดเชื้อยังเพิ่มไม่หยุด โดยในรายงานชิ้นล่าสุดพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันเดียวกว่า 8,600 คน หรือคิดเป็นยอดผู้ติดเชื้อสะสมในอินโดนีเซียแล้วกว่า 837,000 คน โดยเมืองหลัก ๆ ที่มีการติดเชื้อสูงสุดก็คือกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศนั่นเอง

สำหรับการฉีดวัคซีนดังกล่าว รายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า ในล็อตแรกจะมีวัคซีนจำนวน 3 ล้านโดสเท่านั้นที่ถูกส่งไปยังอินโดนีเซีย และในจำนวนนี้ วัคซีนราว 1.2 ล้านโดสจะถูกกระจายไปยัง 34 จังหวัดทั่วประเทศเพื่อฉีดให้กับเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ต้องทำงานบนความเสี่ยง

ส่วนการจัดส่งวัคซีนจาก Pfizer มายังอินโดนีเซียนั้นคาดว่าจะเริ่มทำได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้ ส่วนวัคซีนจาก AstraZeneca คาดว่าจะมาถึงในไตรมาส 2

vaccine indonesia

ด้านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียให้ข้อมูลด้วยว่า ปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้าที่ต้องรับมือกับผู้ป่วย Covid-19 เสียชีวิตไปแล้วกว่า 500 คน ด้วยเหตุนี้ ทางการจึงมองว่า เจ้าหน้าที่ควรจะได้รับวัคซีนก่อนเป็นอันดับแรก ๆ

ขณะที่การจัดลำดับของผู้ที่จะได้รับวัคซีนก่อน – หลังของอินโดนีเซียนั้นจะแตกต่างจากชาติตะวันตก เนื่องจากอินโดนีเซียวางแผนฉีดวัคซีนให้กับคนวัยทำงานก่อน แทนที่จะฉีดให้กับผู้สูงอายุเหมือนที่หลายประเทศในสหภาพยุโรปทำ โดยรัฐบาลอินโดนีเซียให้เหตุผลว่า เนื่องจากการทดสอบทางคลินิกของอินโดนีเซียเป็นการทดสอบกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 59 ปี ทางการจึงไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนพอว่า วัคซีนดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพอย่างไรต่อผู้สูงอายุนั่นเอง

ด้านนักเศรษฐศาสตร์ได้วิเคราะห์กันว่า ส่วนหนึ่งของการตัดสินใจดังกล่าวมาจากรัฐบาลที่มองว่า ประชากรในกลุ่มอายุ 18 – 59 ปีนั้น สามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคในสัดส่วนที่มากกว่า 50% ของการบริโภคทั้งหมด ซึ่งตัวเลขนี้มีความสำคัญต่อความสามารถในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง

Source