โควิด-19 เปลี่ยนวิถีการบริโภคเนื้อสัตว์ลดลงต่ำสุดในรอบ 9 ปี สู่เทรนด์บริโภคเนื้อจากพืช

การระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ ไปจนถึงพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของผู้บริโภค จนทำให้เกิดพฤติกรรมรูปแบบใหม่ที่หลายคนเรียกกันว่า New Normal ซึ่งบางพฤติกรรมอาจกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดจบลง แต่บางพฤติกรรมอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ สะท้อนได้ชัดจากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ล่าสุดที่พบว่า ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ต่อจำนวนประชากรในปีนี้ลดลงต่ำสุดในรอบ 9 ปี ด้วยสถิติกว่า 3% จากปี 2019 ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ไปฟังคำตอบ พร้อมอัพเดทเทรนด์การบริโภครูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นและมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมๆ กัน

- Advertisement -

เหตุผลที่ทำให้วิถีการกินเนื้อสัตว์ลดลง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พฤติกรรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ลดลง องค์กรอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ชี้ว่า เกิดมาจาก 3 ปัจจัยผลักดันรอบด้านทั้ง สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านการขนส่งติดขัด เนื่องจากการปิดประเทศในหลายพื้นที่ ทำให้การขนส่งสินค้าของผู้คนต้องหยุดชะงัก

รวมถึงการขาดแรงงานเพื่อการบรรจุเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เกิดการระบาดไวรัสร้ายแรงมากที่สุดในหลายประเทศทั่วโลก และกรณีโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในภูมิภาคเอเชีย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความต้องการเนื้อสัตว์ลดลง ทั้งยังส่งผลให้สุกรหนึ่งในสี่ทั่วโลกต้องตายหรือถูกเชือดจากการติดโรค

สำหรับพฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ของผู้บริโภคในประเทศไทย พบว่า ความต้องการผลิตภัณฑ์จากสัตว์ลดลงตามกระแสโลกเช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป และกระทบถึงการปิดโรงแรมและธุรกิจการบริการต่างๆ รวมถึงการกำหนดมาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคม จึงทำให้ความต้องการเนื้อไก่ หมู นมพร้อมดื่ม และผลิตภัณฑ์ประมงลดลงตามไปด้วย

ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ระบาดหนักลามไปทั่วโลก สถาบัน Rabobank ได้คาดการณ์ไว้ว่า ความต้องการโปรตีนจากสัตว์และอาหารสัตว์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลดลง เนื่องจากเกิดเทรนด์การบริโภคใหม่ๆ ขึ้น โดยระบุว่า การบริโภคเนื้อวัวจะลดลง 9-13% ส่วนการบริโภคเนื้อหมูจะลดลง 4-17% และการบริโภคปลาจะลดลง 6-11% ขณะที่ความต้องการของสัตว์ปีกในประเทศไทยจะลดลงถึง 1%-4%

สร้างวัฒนธรรมการบริโภค “เนื้อจากพืช” เพิ่มขึ้น

สำหรับเทรนด์การบริโภคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ก็คือ การเปลี่ยนมาบริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืช หรือเนื้อสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบจากพืชมาทดแทน (plant-based meats) ซึ่งในบางประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกาพบว่ามีความต้องการบริโภคสูงขึ้นกว่า 53% ทีเดียว

ดังนั้น เพื่อสนับสนุนผู้บริโภคที่สนใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสู่อาหารที่ยั่งยืน ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสัตว์ร่วมโลก องค์กรพัฒนาเอกชน ซิเนอร์เจีย แอนิมอล จึงทำโครงการท้าลอง 22 วัน เพื่อเชิญชวนผู้สนใจมาทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารวีแกนฟรีเป็นเวลา 21 วัน โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสูตรอาหาร ความช่วยเหลือด้านสารอาหาร รวมถึงเคล็ดลับในการกินอาหารจากพืชจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ผู้คนหันมาพิจารณาพฤติกรรมการกินอาหารของตนเองมากขึ้น ซึ่งจากรายงานขององค์การสหประชาชาติ ชี้ว่า การแพร่ระบาดใหม่ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกับการแพร่ระบาดในปัจจุบัน หรืออาจร้ายแรงยิ่งกว่า อาจเกิดขึ้นอีกได้ หากเราไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการบริโภคอาหาร” คุณธีรธร กล่อมเกลา ผู้จัดการโครงการท้าลอง 22 วัน ซิเนอร์เจีย แอนิมอล สะท้อนถึงพฤติกรรมการกินอาหารของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

แม้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานว่าการแพร่เชื้อเกิดขึ้นจากสัตว์ป่าแพร่มาสู่คน ซึ่งในแง่ของความเสี่ยงที่อาจเกิดการระบาดครั้งใหม่นี้ สัตว์ที่ถูกเลี้ยงไว้ในฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน

สะท้อนจากรายงานขององค์การสหประชาชาติ พบว่า 75% ของเชื้อโรคที่พบในทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ รวมไปถึงเขื่อน การชลประทาน และ ฟาร์มปศุสัตว์มีความเชื่อมโยงกับการติดเชื้อในมนุษย์ถึง 25% รวมทั้งหากพิจารณาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ จะพบว่า สัตว์จำพวกวัว หมู และไก่ เป็นปัจจัยของการแพร่กระจายเชื้อโรค เพราะสัตว์จำพวกนี้ มักถูกเลี้ยงในสภาพที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้ผลผลิตที่สูงกว่า ทั้งยังอยู่ในสถานที่ที่ขาดความหลากหลายทางสายพันธุ์ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่ที่มีสัตว์หลากหลายสายพันธุ์อยู่รวมกัน ยิ่งไปกว่านั้น ฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะถูกเลี้ยงอยู่ในระบบที่เรียกว่า ฟาร์มเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระบบที่ขังสัตว์หลายพันชีวิตไว้ด้วยกัน และ ไม่มีโอกาสให้สัตว์ได้รักษาระยะห่างจากกันเลย

ขณะเดียวกัน ความหนาแน่นของปศุสัตว์ ยังส่งผลกระทบให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางสายพันธุ์ และทำให้สัตว์ รวมถึงโรคจากสัตว์ ใกล้ชิดกับมนุษย์ยิ่งขึ้น ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดนี้เป็นส่วนผลักดันให้เกิดการแพร่เชื้อของไวรัสสายพันธุ์ใหม่และอาจนำไปสู่การแพ่ระบาดในอนาคต

จากความต้องการเนื้อสัตว์ที่ลดลงและตลาดอาหารแพลนต์เบสที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรากำลังก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ในการบริโภคอาหาร ซึ่งผู้ประกอบการอาหารควรใช้โอกาสนี้เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand