โควิดทำคนไทย 77% รายได้ลดลง “1 ใน 3” ต้องการเงินช่วยเหลือจากรัฐช่วง 6 เดือนจากนี้

ิอิปซอสส์ Ipsos โควิด

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยืดเยื้อมากว่า 10 เดือนแล้ว ประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความกังวลต่อการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เชื่อว่าต้องรอจนถึงปี 2021 ก่อนที่วัคซีนจะสามารถผลิตและถูกแจกจ่ายถึงคนในวงกว้าง ระยะเวลาอันยาวนานนี้ ทำให้ต้องปรับตัวใช้ชีวิตภายใต้สถานการณ์โควิด ยังไม่มีความมั่นใจต่อความมั่นคงของงานและรายได้

- Advertisement -

อิปซอสส์ (Ipsos) บริษัทสำรวจและวิจัยการตลาด ได้จัดเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป ครอบคลุมประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม จำนวน 500 คนในแต่ละประเทศ ระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2563 เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและผลกระทบจากสถานการณ์โควิด

โดยต้องยอมรับว่าโควิดทำให้ประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากต้องติดอยู่ที่บ้านเป็นเวลายาวนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งการถูกจำกัดความเคลื่อนไหวนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงด้านร่างกายและจิตใจ

หากดูผลกระทบทางด้านจิตใจแล้ว 54% ของประชาชนในภูมิภาคระบุว่ารู้สึก “แย่” เกือบหรือตลอดเวลา ในขณะที่สัดส่วนของประชาชนไทยที่รู้สึก “แย่” ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคคือ 56% ของประชากร แต่ตัวเลขนี้กลับพุ่งสูงขึ้นในฟิลิปปินส์ 62% และน้อยที่สุดในมาเลเซีย 44%

อิปซอสส์ ipsos โควิด

คนไทย 77% รายได้ลดลงจากโควิด

ช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ พบว่าประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีรายได้ครัวเรือนที่ดีขึ้นกว่าช่วงที่โควิดระบาดอย่างรุนแรง โดยอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่เห็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือนมากที่สุด

สำหรับประเทศไทย พบว่าสัดส่วนของประชากรไทยที่รายได้ลดลงช่วงโควิดเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 84%  ปัจจุบันอยู่ที่ 77%  อย่างไรก็ตามสัดส่วน 77% นี้ยังถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงหากเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากมองไปในอนาคต 6 เดือนต่อจากนี้ พบว่า 46% ของประชาชนในภูมิภาคคาดหวังว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นจะดีขึ้น  และ 31% ของประชากรกลับมองว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงกว่านี้ จาก 6 ประเทศที่ได้สำรวจพบว่า 75% ของประชาชนอินโดนีเซีย เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นและมองสถานการณ์ในแง่ดีที่สุด

1 ใน 3 ต้องการเงินช่วยเหลือจากรัฐ

ขณะที่ประเทศไทยสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดโควิดได้อย่างดี ทำให้ผู้ติดเชื้อมีจำนวนน้อยเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค แต่ในมุมของเศรษฐกิจกลับพบว่ามีเพียง 34% ของประชากรไทยเท่านั้นที่คิดว่าเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น โดย 1 ใน 3 ของประชากรไทยต้องการความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากรัฐบาล และยังต้องการให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากมาตรการปัจจุบัน

โดยหากเทียบกับ 3 เดือนก่อน อยู่ที่ 44% ของประชาชนชาวไทยมีความมั่นใจต่อความมั่นคงและเสถียรภาพในงานลดลงทั้งงานของตัวเองและงานของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาคอยู่ที่ 49% ทำให้นอกจากประเทศเวียดนามแล้ว ไทยเป็นประเทศที่ประชากรมีความมั่นใจต่อความมั่นคงของงานต่ำที่สุดใน 6 ประเทศที่มีการสำรวจ

จากผลกระทบต่อรายได้และความเชื่อมั่นที่ต่ำ ส่งผลให้ 30% ของประชากรไทยระบุว่าความช่วยเหลือที่ต้องการจากรัฐบาลอย่างมากในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ คือ ความช่วยเหลือที่อยู่ในรูปของเงินสด (cash assistance) ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าเวียดนามที่มีประชากรเพียง 5% หรือ ฟิลิปปินส์ที่ 14% ที่เรียกร้องความช่วยเหลือในรูปแบบเดียวกันนี้

โดยรวม 89% ของประชาชนในภูมิภาคยังค่อนข้างมีความกังวลต่อการกลับมาของสถานการณ์แพร่ระบาด เพราะหากสถานการณ์เลวร้ายลง มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะนำมาตรการล็อกดาวน์กลับมาใช้ ซึ่งย่อมส่งผลต่อรายได้ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยังระวังการใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่

หากเทียบกับช่วงที่โควิดเริ่มแพร่ระบาด ปัจจุบันรายได้ครัวเรือนของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่กว่า 62% ยังคงระมัดระวังกับการใช้จ่ายโดยเฉพาะกับรายจ่ายก้อนใหญ่ เช่น บ้านและรถยนต์

ที่น่าแปลกใจคือถึงแม้เศรษฐกิจโดยรวมของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ที่ 62% มีเพียงครึ่งหนึ่งหรือราว 52% ของผู้บริโภคชาวไทยที่ระมัดระวังกับการใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่เพิ่มขึ้น จาก 6 ประเทศที่สำรวจมีเพียงเวียดนาม ที่มีสัดส่วนพอๆกับประเทศไทย ในขณะที่สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ต่างมีสัดส่วนอยู่ราว 70%

ในขณะที่หลายธุรกิจได้รับผลกระทบในแง่ลบจากโควิด 43% ของประชากรในภูมิภาคมีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น  42% ของประชากรในภูมิภาคมีการใช้จ่ายในรูปแบบ cashless เพิ่มขึ้น และ 29% มีการสตรีมมิ่งดูคอนเทนท์ออนไลน์เพิ่มขึ้น

โดยประเทศที่มีการสตรีมมิ่งคอนเทนท์ออนไลน์สูงสุด คือฟิลิปปินส์ การเติบโตของตัวเลขเหล่านี้ ทำให้เห็นว่าธุรกิจในรูปแบบออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์จากโควิด

เร็วสุดเดือน มี.ค. 64 คนไทยเที่ยวต่างประเทศ

เมื่อดูภาพรวมทั้งภูมิภาคแล้ว 1 ใน 2 ของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รู้สึกค่อนข้างปลอดภัยที่จะไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ไปเยี่ยมบ้านเพื่อน หรือ ใช้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งระดับความเชื่อมั่นนี้แตกต่างไปในแต่ละประเทศ

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ประชาชนยังมีความกังวลกับการใช้ขนส่งสาธารณะ และฟิลิปปินส์ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าที่จะไปบ้านของเพื่อนหรือครอบครัว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนค่อนข้างรู้สึกผ่อนคลายและสามารถทำกิจกรรมนอกบ้านได้

หากพูดถึงการท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วก็นับว่ายังเป็นกิจกรรมหนึ่งที่คนไทยค่อนข้างกังวล โดยระบุว่าอย่างเร็วที่สุดที่จะไปเที่ยวต่างประเทศคือเดือนมีนาคม ปี 2564

Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand