เตรียมขาดทุน 150 ล้าน!!! Robinhood โปรเจ็ค CSR ของ SCB ที่จะมาท้าทาย Food Delivery

robinhood food delivery scb 10x โรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่เก็บค่าจีพี ส่งอาหาร

เปิดทดสอบอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) สัญชาติไทยที่มาพร้อมชื่อสามพยางค์ “โรบินฮู้ด” (Robinhood) ของบริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) โดยแม้จะออกตัวว่าตั้งเป้าเป็นแอปเล็ก ๆ สำหรับช่วยคนตัวเล็กอย่างร้านอาหาร – ไรเดอร์ ให้มีโอกาสอยู่รอดได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีการวางเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการประกาศว่าจะไม่ทำรายได้จากแพลตฟอร์มตลอด 3 ปีเต็ม ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มต้องแบกรับผลขาดทุนปีละ 150 ล้านบาทเลยทีเดียว

- Advertisement -

เปิดตัวช้า  เพราะต้องค้นหาตัวเอง

โดยจุดเริ่มต้นของโรบินฮู้ดเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนที่ Covid-19 ระบาด และทำให้ร้านอาหารจำนวนมากต้องย้ายตัวเองขึ้นไปอยู่บนแพลตฟอร์ม Food Delivery เพื่อให้ยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ อย่างไรก็ดี ในเวลานั้น ได้มีเสียงบ่นจากร้านค้าถึงการเก็บค่าจีพีที่สูงมากออกมาด้วยเช่นกัน ซึ่งนำไปสู่การประกาศว่าจะพัฒนาแพลตฟอร์ม “Food Delivery” สัญชาติไทยที่ไม่เก็บค่าจีพี (GP) ของคุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ในเวลาต่อมา (เดือนมิถุนายน 2020)

“ช่วง Covid-19 บริการ Food Delivery โตมาก และกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีความสำคัญกับร้านอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพอซีอีโอบอกทีมงานว่าเราจะทำแพลตฟอร์มตัวนี้ เราก็ตกใจมาก เพราะมันคือการพัฒนาแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ในเวลาแค่ 3 เดือน แต่ฝ่ายไอทีของแบงค์ก็เก่งมากที่สามารถทำได้” คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในช่วง Covid-19

robinhood food delivery scb 10x โรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่เก็บค่าจีพี ธนา เธียรอัจฉริยะ
คุณธนา เธียรอัจฉริยะ

“ผลงานที่ออกมาตอนนั้น ภาษาสตาร์ทอัพ มันคือ MVP (Minimum Viable Product) ซึ่งในโลกของการแข่งขันแบบนี้ แค่ MVP คงไม่เพียงพอ เพราะตลาดนี้เป็นตลาดที่คู่แข่งอยู่มานานแล้ว และมียูสเซอร์อินเทอร์เฟสที่คนใช้งานคุ้นเคยมานานมากแล้ว ดังนั้นถ้าของเราเพิ่งเริ่มต้นแล้วสั่งได้บ้างไม่ได้บ้าง ต่อให้เราใจดีไม่เก็บค่าจีพี แต่ลูกค้าไม่ใช้ต่อแน่นอน”

นั่นนำไปสู่การใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือนเพื่อเรียนรู้ตลาด หรือที่คุณธนาเปรียบเทียบว่า มันคือการเทรนทีมโรบินฮู้ดสู่การเป็นนักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ที่คู่แข่งพร้อมขาดทุนปีละพันล้านบาทขึ้นไป ในขณะที่โรบินฮู้ดที่มีงบประมาณปีละ 150 ล้านบาทเท่านั้น

“จะไปแข่งระดับนั้น เราต้องเทรนตัวเองให้เป็นสเกลระดับโอลิมปิกก่อน แอปเราต้องใช้ได้ สมูธเหมือนเขา ร้านอาหาร – ไรเดอร์เราต้องมีมากพอ เราเลยต้องใช้เวลาอีก 2 – 3 เดือนในการทดสอบระบบเป็นการภายใน โดยให้พนักงานสาขาช่วยกันทดลองสั่งพร้อม ๆ กัน 2,000 – 3,000 รายการภายในชั่วโมงเดียว ว่าระบบเรารองรับได้แค่ไหน ไรเดอร์มีพอไหม นี่จึงเป็นสาเหตุที่เราเปิดตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

จุดเริ่มต้นแพลตฟอร์ม “ช่วยคนตัวเล็ก”

การค้นพบข้อที่ 2 ของแพลตฟอร์มอย่างการช่วยคนตัวเล็กเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น เมื่อทีมงานเริ่มเจรจากับร้านอาหารต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่บนแอปโรบินฮู้ด

“ตอนแรกไม่เข้าใจว่าซีอีโอ (คุณอาทิตย์) อยากให้ทำอะไร มันเลยทำให้เราตื่นเต้นกับการทำอย่างไรให้มียอดเยอะ ๆ ต้องเข้าไปคุยกับบิ๊กเชนไหม แต่ชีวิตไม่ง่ายขนาดนั้น เราเป็นแค่รายเล็ก ๆ ซึ่งบิ๊กเชนเขาแฮปปี้อยู่แล้วกับเจ้าที่มีในตลาด ประกอบกับมีเรื่องเทคนิค ที่บิ๊กเชนเขาต้องการให้เราวางไอแพดไว้ที่ร้านเขา 200 สาขาด้วย ซึ่งถ้าทำตาม เราเจ๊งแน่นอน เราสู้เกมนั้นไม่ได้” คุณธนากล่าว

“ช่วงนั้นทีมงานก็เริ่มคุยกับร้านเล็ก ๆ และค้นพบว่า ร้านเล็กน่าสนใจมาก เพราะครึ่งหนึ่งไม่อยู่บนแพลตฟอร์มใด ๆ เลย เนื่องจากรับค่าใช้จ่าย (ค่าจีพี) ไม่ไหว ไม่เช่นนั้น เค้าต้องขึ้นราคา หรือลดปริมาณอาหาร นอกจากนั้น การที่แพลตฟอร์มต่างชาติจ่ายเงินให้กับร้านค้าล่าช้า ก็ทำให้เขาไม่มีเงินสดหมุนเวียนมากพอเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่า ร้านค้าขนาดเล็ก ขายตอนเช้า แล้วเอาเงินที่ได้จากตอนเช้าไปซื้อของเพื่อมาขายรอบบ่าย”

robinhood food delivery scb 10x โรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่เก็บค่าจีพี ส่งอาหาร

จาก Pain Point เหล่านี้ โรบินฮู้ดจึงมาพร้อมเกณฑ์ใหม่ นั่นคือ ร้านค้าจะได้รับเงินภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากที่อาหารและเครื่องดื่มส่งถึงบ้านลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้ามีสภาพคล่อง และมีกระแสเงินสดหมุนเวียนได้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการนำ Dynamic Delivery Pricing หรือการปรับค่าส่งอาหารในช่วง Off-Peak มาให้บริการ (ค่าส่งในช่วง Off-Peak จะมีราคาถูกกว่าค่าส่งอาหารในช่วงพีค) เพื่อให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถมีรายได้เข้ามาตลอดทั้งวัน

“โดยปกติ แพลตฟอร์ม Food Delivery จะมีช่วงเวลาขายดีอยู่ 2 ช่วง นั่นคือ มื้อกลางวัน 11.00 – 13.00 น. และมื้อเย็น 17.00 – 19.00 น. โดยช่วงเวลาที่เหลือนอกจากนั้น หรือที่เรียกว่า off-peak ที่ยอดขายจะลดลง แต่เราเข้าใจว่าร้านเล็กไม่ได้ต้องการเราแค่ช่วงพีค เค้าต้องการเราช่วงอื่น ๆ ด้วย เพราะเค้ามีค่าใช้จ่ายทั้งวัน ซึ่งการทำเช่นนี้ ไรเดอร์ก็จะได้มีงานทั้งวันด้วย”

“ผลก็คือมีร้านเล็ก ๆ ร้านหนึ่งบอกกับเราว่า แอปของเราช่วยให้เขาได้มีอากาศหายใจได้ละ นี่เป็นประโยคที่ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ซีอีโอของเราเห็น เราเริ่มมองเห็นภาพเดียวกันนั้นแล้ว

“แอปส่งอาหารอื่น ๆ เขาต้องการโตไปเรื่อย ๆ เพื่อเรสฟันด์ เราไม่ได้เล่นเกมนั้น เรามองว่าจะทำอย่างไรให้มีประโยชน์กับคนตัวเล็ก ๆ ให้มากที่สุด” ธนา เธียรอัจฉริยะ

แก้ปัญหาไรเดอร์ รายได้เป็นธรรม – อาชีพมีเกียรติ

การค้นพบข้อที่ 3 ของทีมพัฒนาโรบินฮู้ดอาจเป็นการสร้างให้อาชีพไรเดอร์เป็นอาชีพที่มีเกียรติ และได้รับรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยคุณสีหนาท ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด เล่าถึงจุดนี้ว่า

robinhood food delivery scb 10x โรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่เก็บค่าจีพี ไรเดอร์ คนส่งอาหาร

“เราคุยกับคนขับเยอะมาก และรู้ Pain ของเขาในตลาดนี้พอสมควร หลายคนต้องชักเนื้อ สำรองเงินจ่ายค่าอาหารให้ลูกค้าไปก่อน หลายคนต้องทำงานเยอะมากจึงจะได้รับการประกันอุบัติเหตุ ฯลฯ แต่จริง ๆ แล้ว ไรเดอร์เขาแค่ต้องการรายได้ที่เป็นธรรม และต้องการการรับรู้ว่าเป็นงานที่มีเกียรติเท่านั้นเอง”

“ทางแก้ของเราคือ ทำให้การจ่ายเงินภายในแอปที่เป็นระบบการชำระเงินแบบ Digital Payment คือลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะชำระค่าอาหารผ่านการตัดบัญชีใน SCB Easy หรือจะตัดบัตรเครดิต บัตรเดบิท บัตรเติมเงิน ใช้ได้หมด ไรเดอร์จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการสำรองเงินสำหรับจ่ายค่าอาหารให้ลูกค้าอีกต่อไป”

“นอกจากนั้น เมื่อรับงานส่งอาหารจากโรบินฮู้ด คนส่งอาหารจะได้รับประกันอุบัติเหตุ และประกัน Covid-19 ทันที (ฟรีจนถึงสิ้นปี 2020) ซึ่งทำให้เขามั่นใจกับการทำงานมากขึ้น และสาม คือการที่เราตระหนักว่า ฮีโร่ตัวจริงของแพลตฟอร์ม Food Delivery คือไรเดอร์ เราเลยขอให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของธนาคารไทยพาณิชย์มาช่วยอบรมให้เขา ใช้ห้องประชุมของธนาคารเลย สอนการ Greeting รวมไปถึงทำอย่างไรจึงจะสามารถส่งอาหารและรักษาคุณภาพอาหาร (Food Handling) ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งทักษะเหล่านี้ จะติดตัวเขาไปและสามารถใช้ประกอบอาชีพอื่น ๆ ในอนาคตได้ด้วย”

จากการค้นพบทั้ง 3 ข้อ ทำให้วันนี้ แพลตฟอร์มโรบินฮู้ดมีร้านค้าอยู่บนระบบแล้วกว่า 16,000 แห่ง และมีไรเดอร์แล้ว 10,000 คน นอกจากนั้น ความเชี่ยวชาญด้านไฟแนนซ์ของทีมธนาคารไทยพาณิชย์จึงทำให้เกิดโมเดลสร้างโอกาสให้กับคนที่สนใจส่งอาหาร แต่ไม่มีจักรยานยนต์เป็นของตัวเอง โดยในช่วงต้นปี 2021 จะมีการเปิดให้เช่าจักรยานยนต์พร้อมการจ้างงานแบบรายวันตามมาด้วย

โชว์ร้านอาหารที่ AI เลือกให้ ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา

ไม่เพียง Journey ด้านร้านค้า ไรเดอร์ และทีมงาน ในส่วนของแอปพลิเคชันเองก็ต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมเช่นกัน โดยในขณะที่ Food Delivery หลายเจ้ายังอาจสร้างรายได้จากพื้นที่ภายในแอปด้วยการขายโฆษณา แต่ไม่ใช่สำหรับโรบินฮู้ดที่ทางทีมบริหารบอกว่า จะไม่มีการเก็บค่าโฆษณาใด ๆ ทั้งสิ้น

เห็นได้จากตอนสมัครใช้บริการ ระบบจะสอบถามความสนใจ และอาหารที่ชอบ จากนั้น จะเป็นการใช้ AI เลือกร้านอาหารที่ Personalized ตามความชอบ หรือความสนใจของลูกค้าแต่ละคนมาแสดง

“เราอยากทำให้โรบินฮู้ดเป็นแอปที่ตรงไปตรงมาจริง ๆ อยากช่วยคนตัวเล็ก ๆ จริง ๆ เลยขอบอกให้มั่นใจว่า ใน 3 ปีนี้ จะไม่มีรายได้โดยตรงจากแพลตฟอร์ม Food Delivery นี้แน่นอน ทั้งค่าจีพี ค่าโฆษณา ค่าแบนเนอร์ มันก็เลยอาจเป็นจุดที่เราไม่เหมือนคนอื่นก็ได้” คุณธนากล่าว พร้อมอธิบายต่อว่า

“คือเราจะไม่มีรายได้แน่ ๆ สามปี และต้องบอกว่า แบงค์เนี่ยเขาไม่ได้อยากได้รายได้จากเราหรอก เพราะเขาใหญ่มาก แต่มันคือบททดสอบว่า ธนาคารสามารถทำอย่างอื่นได้ไหม สามารถไปแข่งกับคนอื่นบนมาตรฐานโอลิมปิกได้ไหม”

สิ่งที่จะมาสร้างความต่างให้กับโรบินฮู้ดก็คือ Playlist Marketing ที่ คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์บอกว่ามันคือน่านน้ำใหม่ของ Food Delivery

“เราพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันในการใช้งานแอป Food Delivery คืออิ่มตัวแล้ว ไม่ต้อง Educate แล้ว ร้านค้าก็มีความคุ้นเคยกับการทำธุรกิจออนไลน์แล้วระดับหนึ่ง เราเลยมาดูว่า ถ้าเราจะช่วยร้านเล็ก ๆ โรบินฮู้ดจะช่วยได้ทางไหนบ้าง”

“เราพบว่า พฤติกรรมของคนปัจจุบันมีความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ที่มีการเลือกหนังที่เราน่าจะชอบมาให้เราดูได้ หรือสปอติฟาย (Spotify) ก็เลือกเพลงมาให้เช่นกัน ดังนั้น เราก็รักร้านอาหารเท่ากันทุกร้าน เลยใช้ AI ในการเลือกร้านขึ้นมาแทน เป็น Playlist Marketing ที่พอเรียนรู้พฤติกรรมกันไปนาน ๆ ก็จะยิ่งแนะนำได้ถูกใจมากขึ้น”

โดยเพลย์ลิสต์ที่กล่าวมาเป็นคอนเทนต์ที่ทีมงานโรบินฮู้ดสร้างขึ้นเอง และจะมีการแสดงทั้งในแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ www.robinhood.in.th ด้วย

robinhood food delivery scb 10x โรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่เก็บค่าจีพี สีหนาท ล่ำซำ
คุณสีหนาท ล่ำซำ

พนักงานไทยพาณิชย์ ผู้ช่วยร้านค้าที่หาไม่ได้จากแพลตฟอร์มอื่น

พนักงานสาขา อาจเคยเป็นหนึ่งในอาชีพที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง แต่ไม่ใช่สำหรับแอปพลิเคชันโรบินฮู้ดที่พวกเขาคือจุดแข็งที่หาไม่ได้จากแอปพลิเคชันอื่น

“ร้านเล็ก ๆ เปิดมา 40 – 50 ปี อากง – อาม่า เขาไม่มีความสามารถที่จะไปอยู่บนแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ มากนัก ความรู้ไอทีไม่มี มาร์เก็ตติ้งไม่มี ถ่ายรูปไม่เป็น แต่ไทยพาณิชย์มีสาขากระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งพนักงานสาขาของเราได้รับการรีสกิลแล้ว ทำให้สามารถช่วยร้านค้าเล็ก ๆ ออนบอร์ดขึ้นแพลตฟอร์มได้ง่ายดายมากขึ้น” คุณสีหนาทกล่าว

“นอกจากนี้ ทุก ๆ ปัญหาที่ร้านค้าเล็ก ๆ เจอ จะมีพนักงานไทยพาณิชย์คอยช่วยได้ สามารถเดินเข้าไปถามได้เลย ซึ่งจะต่างจากแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ที่ไม่มีในจุดนี้”

“คลาวด์คิทเช่น” อยู่ตรงไหนในแพลตฟอร์มโรบินฮู้ด

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในงานแถลงข่าวครั้งก็คือการบอกว่า โรบินฮู้ดอาจไม่ทำคลาวด์คิทเช่น (Cloud Kitchen) ของตัวเอง แต่เน้นไปที่การจับมือกับคลาวด์คิทเช่นแทน เหตุที่บอกว่าเป็นเรื่องน่าสนใจเพราะว่าหากหันมองแอปพลิเคชัน Food Delivery รอบตัว จะพบว่าคลาวด์คิทเช่น เป็นหนึ่งในจุดขายกันเลยทีเดียว

“คลาวด์คิทเช่นคือการประหยัดต้นทุนของแพลตฟอร์ม Food Delivery แต่แอปของเรา เน้นเข้าไปที่ร้านของคนตัวเล็ก ๆ ซึ่งอาจจบได้เลยบนแพลตฟอร์มของเรา” คุณสีหนาทกล่าว

“ผมมองว่าคลาวด์คิทเช่นน่าจะชอบเรามากกว่า เพราะเราไม่เก็บค่าจีพี ซึ่งตอนนี้ก็มีครัวรวมดาวร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเราแล้ว”

ทั้งหมดตั้งต้นจาก CSR ไม่ได้มาเพื่อโต

จากจุดแข็งทั้งหมด ต้องยอมรับว่า จุดตั้งต้นของโปรเจ็ค อย่างการวางเกมให้โรบินฮู้ดเป็นโปรเจ็ค CSR ของธนาคารไทยพาณิชย์คือหัวใจสำคัญ ที่ทำให้หลาย ๆ กรอบความคิดเป็นไปได้ อีกทั้งการเป็นโปรเจ็ค CSR ยังทำให้พันธนาการอย่าง “การเติบโตของยอดขาย” ถูกปลดออกไป และทำให้แพลตฟอร์มหันไปให้ความช่วยเหลือร้านค้า – ไรเดอร์บนแพลตฟอร์มได้จริง ๆ

โดยเป้าหมายที่ทีมงานโรบินฮู้ดตั้งไว้ปลายปี 2020 ก็คือ มีทรานแซคชั่นบนระบบ 20,000 ครั้งต่อวัน และมีไรเดอร์ในระบบสองหมื่นคน ภายใต้งบประมาณไม่เกิน 150 ล้านบาท

ส่วนการเตรียมตัวเปิดบริการเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2021 ก็จะเน้นที่การพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์ร้านเล็ก ๆ อีกมากมายด้วย เช่น การทำ Multiple order (สั่งอาหารจากหลายร้านได้โดยไม่ต้องรอให้ออเดอร์แรกเสร็จสมบูรณ์), Multiple pick up (สั่งอาหารจากร้านค้าในละแวกเดียวกันได้ในออเดอร์เดียว), การนำคะแนนสะสมในบัตรเครดิตมาใช้ในการชำระเงิน หรือการพัฒนา Robinhood wallet เป็นต้น

“เมืองไทยเราโดนแพลตฟอร์มต่างชาติยึดไปเยอะมากแล้วนะครับ ผมเลยมองว่าการมีโรบินฮู้ด มันคือการพิสูจน์ว่า แพลตฟอร์มไทยมันก็น่าจะมีช่องทางอื่นได้นะ เพราะมันคือการสร้างอีโคซิสเต็มส์ที่ปัจจุบันนี้มันไม่มี อย่าลืมว่าร้านเล็ก ๆ คนตัวเล็ก ๆ คือเส้นเลือดฝอยของเศรษฐกิจประเทศ นี่ก็คือวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ ถ้าเราสามารถทำให้ค่าจีพีไม่สูงไปกว่านี้ เม็ดเงินที่ร้านเล็ก ๆ มีไว้หมุนมันก็มากขึ้น” คุณธนากล่าวทิ้งท้าย

ที่สำคัญ หากโรบินฮู้ดที่มีงบประมาณปีละ 150 ล้านบาทสามารถกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญในตลาด Food Delivery ของไทยได้จริง ก็อาจนำไปสู่การตั้งคำถามที่วงการ Food Delivery ต้องตอบให้ได้ว่า คุณค่าของธุรกิจที่ต้องระดมทุนนับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐคืออะไรเช่นกัน รวมถึงการตอบคำถามที่ว่า บางทีการทำให้คนมีรายได้ หรือมีงานทำ ต้องแลกด้วยการถูกเก็บค่าจีพี 30 – 35% หรือเปล่า

เราเชื่อว่าคำถามนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าหากโรบินฮู้ด แอปสัญชาติไทยรายนี้ประสบความสำเร็จ

“ถ้าเราไม่เก็บค่าจีพีแล้วทำให้คนอื่นลงมาเล่นเกมเดียวกับเราได้ ผมถือว่าเราสำเร็จนะ เพราะมันหมายถึงร้านเล็ก ๆ จะอยู่รอดได้มากขึ้น ไรเดอร์มีรายได้ที่เป็นธรรม ถ้าอย่างนั้นเราไม่ต้องโตก็ได้” – ธนา เธียรอัจฉริยะ