5 เรื่องของ Gojek ฮีโร่สตาร์ทอัพของเอเชีย ก่อนเปิดตัวในประเทศไทย

สำหรับผู้ที่ใช้แอปพลิเคชั่น GET อยู่ในตอนนี้ คงจะเห็นแล้วว่าตลอดเดือนที่ผ่านมา ทางแอปฯ ได้มีการแจ้งเตือนเรื่องของความเปลี่ยนแปลงจากแอปฯ GET กำลังจะผลิกโฉมกลายเป็น Gojek ชื่อที่ในแวดวงสตาร์ทอัพ คงรู้จักบริษัทนี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป BrandBuffet ขอสรุปเรื่องราวของแบรนด์ Gojek ที่อีกไม่นาน คุณจะได้เห็นพวกเขาว่อนเต็มถนนในกรุงเทพ 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

- Advertisement -

ฮีโร่แห่งสตาร์ทอัพ

ในแวดวงของสตาร์ทอัพด้วยกันเอง หลายคนยกให้ Gojek เป็นฮีโร่แห่งวงการ นั่นเป็นเพราะความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีจากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงแค่คอลเซนเตอร์ให้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ก่อนขยับสู่แอปพลิเคชั่นแบบออน-ดีมานด์ที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง

ด้วยหลักขององค์กรในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน แอปพลิเคชั่น Gojek จึงได้เปิดตัวขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ปี 2015 ในประเทศอินโดนีเซีย พร้อมบริการตั้งแต่การเดินทางรับ-ส่งคน (GoRide) บริการส่งพัสดุ (GoSend) และบริการช้อปปิ้ง (GoMart) และใช้เวลาเพียงไม่นาน Gojek เป็นสตาร์ทอัพรายแรกในอินโดนีเซียที่ก้าวสู่ สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น (มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และดีคาคอร์น (มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ) ตามลำดับ

ทุนหนา

ในส่วนของเงินทุนสนับสนุนนั้น Gojek ไม่เป็นสองรองใคร มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งได้ร่วมลงทุนใน Gojek อาทิ Google, Tencent, Paypal, Visa และ Mitsubishi โดยล่าสุด Gojek เป็นบริษัทแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Facebook ตัดสินใจร่วมลงทุนด้วย

โตเร็วและแรง 

จากการเปิดให้บริการวันแรกที่มีรถเพียง 20 คันในปี 2010 ปัจจุบัน Gojek มีคนขับในระบบมากถึง 2,000,000 คนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตัลของประเทศอินโดนีเซีย

ในปี 2019 Gojek สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียสูงถึง 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือกว่า 2 แสนล้านบาท) โดยรายได้รวมของพาร์ทเนอร์ที่ทำงานร่วมกับ Gojek คิดเป็น 1% ของจีดีพี ของประเทศอินโดนีเซีย (จากการสำรวจของ University of Indonesia, School of Economics and Business Demographic Institute เมื่อเดือนสิงหาคม 2020)

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Gojek ในเวียดนามได้รีแบรนด์และเปลี่ยนชื่อจาก GoViet เป็น Gojek Vietnam และได้รับการตอบรับที่ล้นหลามด้วยจำนวนพาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้ากว่าแสนรายทั่วเมืองฮานอย และโฮจิมินห์

แนวคิด “ซูเปอร์แอป”

ซูเปอร์แอปได้เปลี่ยนวิถีของผู้บริโภคเอเชียในการซื้ออาหาร หรือเดินทางในเมืองไปโดยสิ้นเชิง ด้วยบริการแบบออน-ดีมานด์ที่หลากหลาย อย่างเช่น การขนส่ง การบริการรับส่ง และอืนๆ ที่ถูกรวมเอาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว และเทรนด์นี้กำลังขยายตัวอย่างมาก เนื่องจากบริษัทหลายๆ แห่งเริ่มที่จะปรับจากการคิดค้นแอปเพื่อตอบแค่วัตถุประสงค์เดียว มาเป็นซูเปอร์แอป ที่ตอบสนองความต้องการของคอนซูเมอร์ที่ครอบคลุมและหลากหลายทั่วเอเชีย

ในระดับโลก Gojek เป็นที่ยอมรับในฐานะซูเปอร์แอปที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะพาร์ทเนอร์คนขับกว่า 2 ล้านคน และพาร์ทเนอร์ร้านเค้าอีกกว่า 550,000 แห่ง ที่อาศัยอยู่ใน 200 เมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเร็วๆ นี้ Gojek จะนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมั่นใจว่า ผู้ใช้งานจะชอบในแนวคิด ซูเปอร์แอป ที่ใช้งานง่าย เป็นประโยชน์ บริการหลากหลาย พร้อมด้วยประสบการณ์รอบด้าน

ก้าวสู่ระดับอินเตอร์

นอกจากประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศอินโดนีเซียแล้ว Gojek ได้ขยายธุรกิจออกไปยังสิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ (ผ่านการควบรวม Coins.ph) และกำลังจะนำแอปเข้ามาในประเทศไทย

ในระยะเวลาเพียง 24 เดือน Gojek เติบโตจากการมีธุรกิจอยู่แค่ตลาดเดียวขยายสู่ระดับภูมิภาค โดย 20% ของยอดการใช้งานเกิดขึ้นนอกประเทศอินโดนีเซีย แอป Gojek และอีโค่ซิสเต็มถูกดาวน์โหลดไปมากกว่า 170 ล้านครั้งทั่วภูมิภาค และได้สร้างผลกระทบเชิงบวกให้เกิดขึ้นกับคนมากมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมอบโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์คนขับหลายล้านคน และเป็นตัวกลางในการเชื่อมพาร์ทเนอร์ร้านค้ากว่า 550,000 แห่งสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ Gojek แบรนด์ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตการทำงานและช่วยประทังความหิวของเรา…