เปิดใจ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ CEO ดุสิตธานี ในวันที่ต้องปิดโรงแรม กับสัญญา ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

วิกฤติโควิด-19 ล็อกดาวน์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นกลุ่มแรก สายการบินหยุดบิน โรงแรมปิดบริการชั่วคราว กระทบคนทำงานนับล้านคน สิ่งที่ยากกับสถานการณ์นี้ ที่ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาได้เมื่อไหร่ ถือเป็นอีกบททดสอบครั้งใหญ่ของ “ผู้นำ” องค์กรที่ต้องผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้

- Advertisement -

“ดุสิตธานี” ถือเป็นเชนโรงแรมท้ายๆ ที่ประกาศปิดบริการชั่วคราว 7 แห่งที่เป็นเจ้าของ ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน และจะแจ้งกำหนดเปิดบริการอีกครั้ง พร้อมยืนยัน “ไม่ลดพนักงาน”  กับสัญญาใจ “เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน”

“วิกฤติครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย เพราะไม่ใช่แค่กระทบกับธุรกิจ แต่ยังกระทบถึงการใช้ชีวิต ความรู้สึก เราต้องอยู่ห่างจากคนที่เรารัก เราไม่สามารถแม้แต่จะกอด เพื่อปลอบประโลมใจหรือให้กำลังใจกันได้ในวันที่เราต่างต้องการมันมากที่สุด แต่เราจะต้องผ่านพ้นมันไปให้ได้ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งและอดทน” คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวในวันที่ “ดุสิตธานี” มีความจำเป็นต้องปิดโรงแรมทั้ง 7 แห่งในประเทศไทยชั่วคราว เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

โรงแรมกลุ่มดุสิต 7 แห่งที่หยุดให้บริการชั่วคราว ประกอบด้วย โรงแรมดุสิตธานี พัทยา, โรงแรมดุสิตธานี ภูเก็ต (ทั้ง 2 แห่งหยุดให้บริการทันทีตามประกาศจังหวัด) ส่วนอีก 5 แห่งที่ปิดบริการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน คือ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน โรงแรมดุสิตดีทูเชียงใหม่ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส เชียงใหม่ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ และโรงแรมดุสิต สวีท ราชดำริ กรุงเทพฯ

ในวันที่ต้องตัดสินใจประกาศยุติการให้บริการโรงแรม 7 แห่งในประเทศ ซึ่งดุสิตธานีเป็น “เจ้าของ” เป็นการชั่วคราวนั้น  คุณศุภจี บอกว่าไม่ต้องใช้ความยากลำบากในการตัดสินใจ เพราะเพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้เข้าพักและพนักงาน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า “สุดท้ายเราต้องปิดโรงแรม” แต่สิ่งที่ยากกว่า ละเอียดอ่อนกว่า คือ การดูแลพนักงานทุกคนของดุสิตธานี ที่อยู่ร่วมกันเหมือนกับครอบครัวใหญ่ที่ผูกพันกันมานาน โดยยังคงต้องรักษาสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญ เช่น ผู้ถือหุ้น

เบื้องหลังการบริหารจัดการวิกฤติการณ์นี้ คุณศุภจี เลือกที่จะบาลานซ์ด้วยการยืดระยะเวลาและยืนหยัดจน “ดุสิตธานี” น่าจะเป็นกลุ่มท้ายๆ ที่ประกาศปิดโรงแรมเป็นการชั่วคราว ซึ่งในระหว่างนั้น ในฐานะผู้บริหาร ต้องประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อม ๆ กับจัดวางโครงสร้างทางการเงิน ดูแลสภาพคล่อง ควบคุมต้นทุน เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้ว พนักงานอยู่ได้ ธุรกิจอยู่ได้ ซึ่งหมายถึงผู้ถือหุ้นก็จะอยู่ได้

“เรามีมาตรการเพื่อให้เกิดผลกระทบกับพนักงานน้อยที่สุด โดยเฉพาะพนักงานระดับปฏิบัติการ พยายามจะไม่ให้กระทบเลย เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องการการประคับประคองและต้องดูแลให้ดี สิ่งที่ดุสิตธานีทำ ก็คือ ผู้บริหารยอมลดเงินเดือนตัวเองลง ผู้บริหารระดับสูง ระดับรองลงมา ก็ลดเงินเดือนตามส่วน ตั้งแต่ลด 50% จนถึง 25% เพื่อให้พนักงานที่อยู่ในฐานล่างปิรามิดของเราไม่ได้รับผลกระทบ”

พนักงานระดับปฏิบัติการยังคงได้รับเงินเดือน 100% เต็มเหมือนเดิม ได้รับสวัสดิการเหมือนเดิม ไม่มีการลดคน แม้โรงแรมจะปิดให้บริการชั่วคราว จะได้ไม่ต้องไปเพิ่มภาระให้กับประกันสังคม เพราะดุสิตธานียังพอมีกำลัง ยังคงดูแลทุกคนได้อย่างเท่าเทียม

ณ สิ้นปี 2562 กลุ่มดุสิตธานี มีสภาพคล่องเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นกว่า 3,000 ล้านบาท  มีวงเงินสินเชื่อซึ่งยังไม่ได้เบิกใช้กว่า 1,200 ล้านบาท  และอยู่ระหว่างการทบทวนแผนลงทุนในปี 2563 และปรับลดเป้าหมายการขยายกิจการ เพื่อสำรองเงินสร้างสภาพคล่องของกิจการ

หากประเมินสถานการณ์ตั้งแต่การยุติการให้บริการโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ช่วงต้นปี 2562 จนถึงการปิดโรงแรม 7 แห่งเป็นการชั่วคราว  สิ่งที่กลุ่มดุสิตธานีทำมาตลอด คือ การรักษาพนักงานไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะ “พนักงาน” คือคนที่ทำให้เกิดธุรกิจนี้ และธุรกิจนี้จะเดินหน้าต่อไปได้ก็ด้วยพนักงาน

“ในวันที่เราให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปิดโรงแรม เพื่อควบคุมการแพร่กระจาย และเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน แต่เราก็ยังทำธุรกิจใหม่ๆ เช่น เดลิเวอรี่ พนักงานของเรายังมีงานทำ เรายังพยายามหารายได้และยังแบ่งปัน”

อีกทั้งยังใช้ช่วงเวลานี้ถือโอกาสซ่อมบำรุงโรงแรม ปรับเปลี่ยนองค์กรด้วยการทำ Business Transformation และ Technology Transformation เพื่อให้องค์กรเกิดประสิทธิภาพและไม่เกิดความซ้ำซ้อน เตรียมความพร้อมเพื่อที่จะรอวันกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง และเชื่อว่าวันนั้นจะเป็นที่พนักงานของกลุ่มดุสิตธานีมีขวัญและกำลังใจในการเดินหน้าไปด้วยกันอย่างมีพลัง

เราได้ผ่านความยากลำบากด้วยกันแบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว การปิดโรงแรมครั้งนี้จะไม่มีคำว่าสูญเปล่า

แม้วันนี้ห้องพักทุกห้องของโรงแรมดุสิตธานีจะถูกปิดลง แต่เมื่อประตูห้องพักถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง มั่นใจว่า “หัวใจของพนักงานทุกคน” ที่ได้รับการเยียวยาและดูแลจากองค์กร จะกลับมาพร้อมให้บริการลูกค้าของดุสิตธานีอย่างเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม