ส่องสูตรปัง “กิฟฟารีน ไฮยา พรีซีรั่ม” ดึงพลังแม่ “อั้ม พัชราภา” โกย 1 ล้านขวด

ในวงการตลาดขายตรง “กิฟฟารีน” เป็นแบรนด์ลำดับต้นๆที่ผู้บริโภคชาวไทยรู้จักเป็นอย่างดี (Awareness) เพราะไม่เพียงมีภาพของผู้บริหารหญิงคนเก่ง “พญ.นลินี ไพบูลย์ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ถือธงเคลื่อนทัพธุรกิจ สินค้าที่พัฒนาออกมายังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดี พร้อมทั้งมี “กลยุทธ์การทำตลาด” เพื่อส่งเสริมการขายสินค้า เป็นการติดอาวุธให้กับ “นักธุรกิจ” ของกิฟฟารีน ที่มีมากกว่า 7 แสนราย

หากเอ่ยถึงสินค้าที่โดดเด่นของกิฟฟารีน มีหลายหมวดหมู่ (Category) เช่น ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและของใช้ส่วนบุคคล เครื่องสำอาง อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นต้น

- Advertisement -

ที่ผ่านมา สินค้าไฮไลท์ที่สร้างผลงานโดดเด่นอย่างยิ่ง ยกให้ “กิฟฟารีน ไฮยา” มีสินค้าหลายรายการ (SKU) ในกลุ่มนี้ แต่ถ้าดังและปังมาก จนกวาดยอดขาย 1 ล้านขวด ภายใน 1 ปี หนีไม่พ้น “กิฟฟารีน ไฮยา พรีซีรั่ม” เพราะนอกจากผลิตภัณฑ์ดี (Product) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำตลาดแล้ว กลยุทธ์ รวมทั้งการสื่อสารการตลาดสามารถเจาะใจกลุ่มเป้าหมายได้อยู่หมัด

และหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ คือการใช้ “พรีเซ็นเตอร์” โดยพื้นฐานแบรนด์มักจะเลือก “คนดัง” ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ดารา นักแสดง ที่คนรู้จักเป็นขวัญใจประชาชนทั้งประเทศ มาเป็นตัวแทนของแบรนด์ สร้างการรับรู้ (Brand Awareness)  พร้อมสร้างยอดขายให้เติบโตไปพร้อมๆกัน

เมื่อหน้าที่ของพรีเซ็นเตอร์ คือเพิ่มพลังให้แบรนด์ ผลักดันสินค้าให้ดังเปรี้ยงปร้าง “กิฟฟารีน ไฮยา พรีซีรั่ม” จึงใช้ซุป’ตาร์เบอร์ 1 ของเมืองไทยอย่าง “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” นั่งแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ และทำหนังโฆษณา (TVC) สื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย

เพราะความสำเร็จด้านยอดขาย ที่เกิดจากการใช้นักแสดงขวัญใจมหาชน ส่งผลให้ปี 2563 แบรนด์ยังยึดมั่นในตัวพรีเซ็นเตอร์คนเดิมคือ “อั้ม พัชราภา” เป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตต่อ แต่จะสื่อสารด้วยการเล่าเรื่องเดิมไม่ได้ จึงสร้างสรรค์หนังโฆษณาชิ้นใหม่ ซึ่งเป็นตัวที่ 2 ของกิฟฟารีน ไฮยา พรีซีรั่มออกมา เพื่อนำเสนอผ่านช่องทาง “ออนไลน์” ตอกย้ำหรือ Remind Brand และสินค้าให้อยู่ในใจของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

การทำตลาดดังกล่าวยังเป็นการผสานสื่อทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ (TVC) เพื่อให้สารที่แบรนด์ต้องการส่ง ไปถึงยังกลุ่มเป้าหมายไม่ว่าจะเสพสื่อแพลตฟอร์มใดๆก็ตาม

ส่วนเรื่องเล่าหรือ Key Message ยังเป็นการขยายผลให้ผู้บริโภครู้ว่าการขายสินค้าได้ถึง “ล้านขวด” เพราะผู้บริโภคชื่นชอบสินค้า จนเกิดการซื้อซ้ำ ขณะเดียวกันลูกค้าได้บอกต่อ (Word of Mouth) ทำให้มีลูกค้าเพิ่ม แสดงให้เห็นถึงลูกค้าเก่ายังภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty) หรือเป็นเหล่า Giffarine lover ที่มีอยู่จริง และยังสามารถขยายฐานสู่ลูกค้าใหม่เพิ่มไปพร้อมๆกัน

สินค้าดี การตลาดโดน ยังต้องมีแรงส่งจากการขยายช่องทางจำหน่ายด้วย แม้ว่ากิฟฟารีนจะอยู่ในธุรกิจขายตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โลกออนไลน์” เป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องเสิร์ฟสินค้าสนองพฤติกรรมผู้บริโภคช้อปด้วยปลายนิ้ว ผ่านมาร์เก็ตเพลสทั้ง Shopee และ Lazada ซึ่งเป็นพันธมิตรรายสำคัญกับเรา โดยสมาชิกกิฟฟารีนที่จะเปิดร้านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ จะต้องเป็นสมาชิกที่สมัครเป็นนักธุรกิจประเภท E-business member เพื่อลุยช่องทางดังกล่าวเชิงรุก

นอกจากนี้ สินค้าไม่ได้ขายแค่ในไทย แต่ยังเดินหน้าโกอินเตอร์ ตามสินค้าอื่นๆของบริษัทปูพรมไปทำตลาดก่อนหน้านี้ โดยตลาดสำคัญมีทั้งประเทศจีน ที่มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น จากที่ผ่านมา บริษัทได้ดึงผู้นำทางความคิด (KOL) ของจีนทำการ “รีวิวสินค้า” ยิ่งกว่านั้น ได้เชิญมาเยี่ยมชมโรงงาน สร้างความเชื่อมั่น ตอกย้ำคุณภาพสินค้า ในฐานะเป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่ช่วยสร้างแบรนด์

อยาก…

คุณคิดว่าผู้หญิงอยากได้อะไร?

โพสต์โดย GIFFARINEOfficial เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2020

สำหรับตลาดในภูมิภาคอาเซียนไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และเมียนมาร์ ได้เปลี่ยนกลยุทธ์มาโฟกัสเรื่องการขายสินค้า Online มากขึ้น เน้นการสื่อสารโดยใช้ Social Media ที่นิยมในประเทศนั้นๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด และเป็นโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตของธุรกิจ สำหรับปีนี้ 2563 เตรียมบุกตลาดต่างประเทศ ภายใต้ กิฟฟารีน อินเตอร์เนชั่นแนล ด้วยการผนึกกำลังกับคู่ค้าในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ บาห์เรน กลุ่มตลาด MENA และ SHIA (กลุ่มตลาดเปอร์เซีย) รวมทั้งเดินหน้าหาตลาดใหม่ๆ

ปูพรมการตลาดเต็มที่ทั้งในไทยและต่างประเทศ หาขุมทรัพย์จากช่องทางขายใหม่ๆจากออนไลน์ เชื่อมออฟไลน์ จะเป็นกุญแจสำคัญช่วยผลักดันให้ยอดขายของบริษัทเติบโต 5-10% จากปี 2562 บริษัทมียอดขาย 4,978 ล้านบาท เติบโตมากกว่าปี 2561 ถึง 10.3%