บาร์บีคิวพลาซ่า ส่ง ‘พี่ก้อน’ มาไลฟ์ขายของ ฝ่าวิกฤติ Covid-19 ระบายสต็อค-รับเงินสดมาหมุน

เป็นทุกอย่างให้แบรนด์แล้วจริงๆ สำหรับ “พี่ก้อน” มาสคอตขวัญใจประชาชนแห่งบาร์บีคิวพลาซ่า หลังจากลงพื้นที่ส่งอาหารให้ลูกค้าที่สั่ง Delivery จนกลายเป็นกระแสไปทั่วออนไลน์เมื่อวันก่อน ล่าสุด พี่ก้อน มีหน้าที่ใหม่ด้วยการเป็น “พ่อครัว” และ “พ่อค้า” ช่วยไลฟ์ขายของผ่านเพจ Bar B Q Plaza จนยอดขายถล่มทลาย ปิดการขายแค่ใน 10 นาทีแรก จนต้องเปิดขายล็อตใหม่​ต่อทันที 

“ไลฟ์ขายของ”​ ครั้งแรกของเชนร้านอาหาร

- Advertisement -

ยังคงสร้างความแปลกใหม่ให้ธุรกิจอาหารบ้านเราอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “บาร์บีคิวพลาซ่า” ที่แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ในช่วงรักษา Social Distancing ​จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจาก ไม่สามารถให้บริการแบบ Dine-in ได้ในช่วงเวลานี้ แต่ก็เห็นถึงการปรับตัวเพื่อรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดบริการ Food Delivery และสั่งกลับบ้าน ใน 34 สาขา ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะการเพิ่ม Gimmick เล็กๆ ด้วยการให้พี่ก้อนเป็นผู้ไปส่งอาหารเอง (คิดว่าน่าจะไม่ใช่ทุกออเดอร์) ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งยุทธวิธี​ ที่ทำให้บาร์บีคิวพลาซ่ากลายเป็นช้อยส์แรกๆ ที่ผู้บริโภคเลือกจะสั่งได้เพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางที่ทุกแบรนด์หันมาขายผ่านช่องทาง Food Delivery อย่างถ้วนหน้า

ล่าสุด หน้าที่ใหม่ของ “ก้อน” ยังกลายมาเป็นพ่อค้าไลฟ์สด ลุกขึ้นมาขายของ​แบบ Gon Grand Sale เปิดรายการเฉพาะกิจ​ “อร่อยชัวร์ ครัวพี่ก้อน” บนเพจ Bar B Q Plaza เมื่อช่วงสายๆ ​ของวันที่ 29 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาโดยงานนี้ ‘ก้อน’ ไม่ได้ฉายเดี่ยวเพราะมี​แม่ทัพใหญ่อย่าง พี่บุ๋ม – คุณบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ที่สลัดคราบผู้บริหารมาเป็น “แม่ค้าไลฟ์สด” ช่วยก้อนขายของด้วยตัวเองอีกด้วย

น้องก้อนและพี่บุ๋ม ประเดิมการไลฟ์สดขายของครั้งแรกของบาร์บีคิวพลาซ่า ด้วยการนำวัตถุดิบและน้ำจิ้มมาขายในราคาพิเศษ ผ่าน 3 โปรโมชั่นเด็ด ไม่ว่าจะเป็น หมูสันนอก เกี๊ยวซ่า รวมไปถึงข้าวหอมมะลิถุง 5 กิโลกรัม ประกอบกับการตั้งราคาพิเศษ ​สำหรับขายให้กับลูกค้าในเขต กทม. เฉพาะช่วงเวลาที่ไลฟ์อยู่เท่านั้น โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื้อครบ 1 พันบาท จะได้รับน้ำจิ้มบาร์บีก้อน 1 กิโลกรัม รวมทั้งฟรี​ค่าส่ง จากปกติออเดอร์ละ 100 บาท ​ทำให้เป้าหมายในเบื้องต้นที่ตั้งใจจะรับจำกัดเพียง 200 ออเดอร์ หมดอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงแค่ 10 นาที เท่านั้น และต้องเปิดรับออเดอร์ล็อตใหม่เพิ่มเติมทันทีอีกถึง​ 4 ล็อตด้วยกัน

นอกจากความสนุกสนานและดู Real รวมทั้งราคาที่ดึงดูด จนทำให้ได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลาย ความพิเศษในการ “ไลฟ์ขายของ” ในครั้งนี้ บาร์บีคิวพลาซ่าไม่ได้เพียงแค่ให้บาร์บีก้อนและผู้บริหารมาพูดขายของเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำเป็นรายการอาหาร เพื่อช่วยลูกค้าครีเอทเมนูว่าวัตถุดิบที่ซื้อไปนั้น ทั้งหมูสันคอ เกี๊ยว หรือแม้แต่น้ำจิ้ม สามารถนำไปสร้างสรรค์เมนูที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สเต็กหมูบาร์บีก้อน หมูคลุกฝุ่น หมูผัดกระเพรา เกี๊ยวทอด เกี๊ยวนึ่ง เกี๊ยวลุยสวน พิซซ่าซอสบาร์บีก้อน เหมาะกับสถานการณ์ Work From Home ที่ทุกคนต้องอยู่บ้าน และอาจจะเบื่อการสั่งอาหารสำเร็จรูปต่างๆ มารับประทาน ก็สามารถหันมาสั่ง “สินค้าสด” เพื่อทำอาหารที่หลากหลายในแบบที่ชอบเองได้

เมื่อทุกแบรนด์โฟกัส Delivery ต้องหาช่องทางใหม่ 

การขยับมาเล่นเกม “ไลฟ์ขายของ” ของบาร์บีคิวพลาซ่าในครั้งนี้ นอกจากช่วยตอกย้ำภาพของแบรนด์ที่สนุกสนาน การเป็นแบรนด์ที่มอบความสุข และอยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในแง่ของการสร้าง Competitive Advantage ให้ธุรกิจด้วย ​​เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกแบรนด์ ต่างหันมาโฟกัสช่องทาง Food Delivery เพื่อทดแทนรายได้หลักจาก​ Physical Store ที่หายไป แต่ต้องยอมรับว่าเป็นเพียงรายได้ส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับรายได้ที่เคยได้รับจากสถานการณ์ปกติ

เพราะทุกธุรกิจอาหารนั้น รายได้หลักจะอยู่ที่บริการ Dine-in จากสาขาต่างๆ ขณะที่ปัจจุบันมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมาแบบปัจจุบันทันด่วน ทำให้ร้านไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ และเกิดปัญหาต่างๆ รอบด้านตามมา ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพนักงานที่มีอยู่ การเพิ่มช่องทางขายใหม่ๆ รวมทั้งปัญหาสำคัญคือ การระบายสต็อคได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะของสดที่มีอายุอยู่ได้ไม่นาน สามารถเน่าเสียได้ ถ้าไม่สามารถบริหารจัดการระบายสต็อคได้ทัน​​ก็จะกลายเป็นภาระที่เข้ามาซ้ำเติมให้ธุรกิจต้องแบกรับเพิ่มมากขึ้นไปอีก

และเมื่อช่องทางร้านสาขาที่เคยเป็นแหล่งระบายสต็อคสำคัญหายไปแบบปุบปับจึงกลายเป็นปัญหาหนักของธุรกิจ แม้จะมีบริการ Food Delivery รองรับ แต่ด้วยปริมาณการสั่งที่อาจไม่มาก และอาจจะมีเมนูจำกัดอยู่เพียงไม่กี่เมนูที่ทางร้านนำมาให้บริการ ทำให้ยังมีวัตถุดิบของสดอื่นๆ จำนวนมาก ที่จำเป็นต้องหาทางระบายเช่นกัน

เช่นเดียวกับบาร์บีคิวพลาซ่า ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจอาหารที่ต้องเผชิญกับภาวะดังกล่าวเช่นกัน จำนวนสาขาทั่วประเทศ​ที่มีอยู่ 149 สาขา ต้องปิดให้บริการลงชั่วคราวแบบไม่ทันตั้งตัว แม้จะปรับตัวด้วยการปรับบางสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมาให้บริการแบบ Food Delivery จำนวน 34 สาขา ​แต่ก็มีร้านที่ต้องปิดให้บริการไปเป็นหลักร้อย เทียบสัดส่วนดูง่ายๆ ​จะพบว่ามีร้านเหลือเปิดให้บริการอยู่เพียงราวๆ 1 ใน 5 จากช่วงปกติเท่านั้น

Social Commerce ร้านอาหารก็ต้องงัดไม้นี้มาใช้ 

ขณะที่ในแง่ยอดขาย​ที่หายไปนั้นไม่สามารถเทียบในสัดส่วนเช่นนี้ได้ เพราะสัดส่วนรายได้หลักของธุรกิจอาหารโดยทั่วๆ ไปจะมาจาก Dine-in หรือการนั่งรับประทานในร้านเป็นหลักอยู่แล้ว ดังนั้น แม้ว่าจะเพิ่ม​ช่องทาง Food Delivery ​รวมทั้ง​ใส่ลูกเล่นด้วยการให้พี่ก้อนไปส่งอาหารเพื่อช่วยให้คนสั่งเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เชื่อว่าไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปได้อย่างแแน่นอน

การทำ Social Commerce ผ่านการไลฟ์สดขายของในครั้งนี้ของบาร์บีคิวพลาซ่า จึงถือว่าเป็นทางออกที่ดีในช่วงสถานการณ์เหล่านี้ เพราะเท่ากับเพิ่มช่องทางใหม่ที่ยังไม่มีคู่แข่งมาเล่น รวมทั้งการนำสินค้ามาขายก็ทำได้หลากหลายไม่จำกัด ต่างจากการทำ Food Delivery ที่บางเมนูไม่เหมาะสำหรับการจัดส่ง นอกจากนี้ การไลฟ์สดยังเห็นฟีดแบ็คต่างๆ จากคอมเม้นต์ เช่น มีเนื้อขายด้วยหรือไม่ มีซอสมิโซะขายด้วยหรือไม่ หรืออายุในการจัดเก็บสินค้า รวมทั้งถามข้อมูลต่างๆ ทำให้แบรนด์สามารถนำฟีดแบ็คต่างๆ จากผู้บริโภคมาปรับใช้เพื่อให้บริการได้ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตอบรับอย่างถล่มทลายในการทดลองครั้งนี้ คงต้องติดตามดูว่า ช่องทาง Live จะกลายมาเป็นอีกหนึ่งชาแนลหลักของบาร์บีคิวพลาซ่าในอนาคตหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งความสำเร็จที่ทีมการตลาดบาร์บีคิวพลาซ่าทำได้ก็คือ ทุกออเดอร์ที่ขายผ่านการไลฟ์สดนออกจากจะปิดออเดอร์ได้เร็วเพราะต้องสั่งในช่วงที่มีการ Live อยู่เท่านั้น ยังมีเงื่อนไขไม่รับจ่ายผ่านบัตรเครดิต รับเฉพาะการโอนเงินผ่านธนาคารเท่านั้น  เท่ากับว่า บาร์บีคิวพลาซ่า สามารถหาวิธีเพิ่มเงินสดเข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มความยาวของสายป่านซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่าจะยังไม่สามารถเปิด Physical Store ได้เหมือนในยามปกติก็ตาม   ​

วินาทีนี้ต้องกัดฟัน สู้ทุกทาง

ก่อนหน้านี้ คุณบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ เพิ่งโพสต์เฟซบุ๊ก “จดหมายความในใจถึงบาร์บีกอนเพื่อนรัก” เนื่องในโอกาสที่เธอกำลังจะทำงานที่องค์กรแห่งนี้ครบ 8 ปี ในวันที่ 1 เมษายนที่กำลังจะถึงในไม่กี่วัน แต่ก็ต้องพบกับศึกหนัก เป็นอุปสรรคที่ชื่อว่า Covid-19 แต่ในสเตตัสดังกล่าวเธอระบุว่า “จะขอเป็นพนักงานคนสุดท้ายที่ลาออก”
บทเรียนในครั้งนี้ นอกเหนือจากเรื่องการปรับตัวของธุรกิจแล้ว ยังตอกย้ำให้เราเห็นอีกว่า ทุกธุรกิจสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ “คน” (People) ด้วยตำแหน่งในฝ่ายบริหาร ปัญหาในตอนนี้ ทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจหลายรายจำเป็นต้อง “ตัดอวัยวะ รักษาชีวิต” แต่สำหรับบาร์บีคิว พลาซ่า ผู้บริหารขอดิ้นตาย สู้ทุกทาง เพื่อที่จะสูญเสียอวัยวะหรือกระทบกับพนักงานในระดับล่างให้น้อยที่สุด ถึงแม้ว่าการไลฟ์สดของแม่ค้ามือใหม่รายนี้จะไม่ราบรื่นนัก ตามประสา แต่อย่างน้อย นี่คือความพยายามที่ทำให้พนักงานเห็นว่า…แม่ทัพพร้อมจะลงมาลุยกับทัพหน้าทุกสนามรบ