WOK Station สถานีผัดตามใจ 1,000 กว่าเมนู ที่จะพา Asian Street food แทรกซึมไปมุมของทั่วโลก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 หากมีใครมาบอกว่า “ทัคคาลบี้” (DAK GALBI) จะเป็นร้านอาหารเกาหลีที่โด่งดังในโลกโซเชียล คงไม่มีใครเชื่อแน่นอน เพราะลำพังแค่ชื่อ “ทัคคาลบี้” ก็แทบไม่มีใครรู้จัก แม้ตอนนั้นร้านอาหารเกาหลีในไทยจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารที่ดุเดือด ก็ไม่ง่ายที่แบรนด์ใหม่จะเข้ามาเล่นในตลาดนี้เช่นกัน

จากวันนั้นผ่านมา 8 ปี “ทัคคาลบี้” ปรียาวรรณ ตันตสุรฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดัคกาลบี้ กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริหารรุ่นใหม่ของดัคกาลบี้ กรุ๊ป ได้พิสูจน์ฝีไม้ลายมือและความเป็นตัวจริงบนเส้นทางนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะวันนี้ไม่เพียงแต่จะสามารถแจ้งเกิดแบรนด์และเป็นหนึ่งในแบรนด์ร้านอาหารเกาหลีที่เป็นที่รู้จักแล้ว ทว่ายังเจริญเติบโตรุดหน้ามาอย่างต่อเนื่อง จนแตกแบรนด์ที่สองอย่าง WOK Station (วอค สเตชั่น) มาเจาะตลาดคนรักเอเชียน สตรีทฟู้ด ที่สามารถสั่งได้ตามใจ พร้อมต้องการให้เป็นหัวหอกในการนำพาแบรนด์ร้านอาหารสัญชาติไทยผงาดสู่ตลาดระดับโลกภายใน 5 ปี

จุดกำเนิดแบรนด์น้องใหม่บนเส้นทางธุรกิจอาหาร

ธุรกิจร้านอาหารนับเป็นหนึ่งในตลาดที่หอมหวนมากที่สุดตลาดหนึ่ง เพราะอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ทุกคนต้องรับประทาน ดังนั้น แม้สภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ตลาดร้านอาหารยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากอยากเข้ามาสัมผัสความหอมหวานของทะเลเดือดนี้ แต่ในความหอมหวนนั้น ก็นับเป็นตลาดที่ปราบเซียนด้วยเช่นกัน เพราะถ้าแบรนด์ไม่โดดเด่นและเจ๋งจริงโดยเฉพาะแบรนด์ใหม่ ก็อยู่รอดยาก

แม้จะไม่มีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาก่อนเลยก็ตาม แต่ด้วยความเชื่อว่าอาหารเกาหลีจะเป็นเทรนด์มาแรง และเติบโตได้ต่อเนื่อง จากกระแส K-POP Fever ที่ร้อนแรงในยุคนั้น บวกกับที่ได้ลิ้มลองเมนูทัคคาลบี้ ณ เกาะนามิ ประเทศเกาหลีใต้ ก็ยิ่งมั่นใจในโอกาสว่าจะสามารถสร้างแบรนด์ร้านอาหารเกาหลีที่เน้นเสิร์ฟเฉพาะเมนูทัคคาลบี้ที่มัดใจผู้บริโภคชาวไทยได้ เนื่องจากเมื่อย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้ว อาหารเกาหลีในเมืองไทยส่วนใหญ่ยังมีแต่สไตล์ปิ้งย่างและยังมีจำนวนไม่มากนัก เหล่านี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คนรุ่นใหม่ไฟแรง 4 คนรวมตัวกันเปิดบริษัท ดัคกาลบี้ กรุ๊ป จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหารเกาหลีในชื่อ ทัลคาลบี้ โดยสาขาแรกตั้งอยู่ที่ถนนอังรีดูนังต์

ปรียาวรรณ ตันตสุรฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดัคกาลบี้ กรุ๊ป จำกัด เล่าว่า แม้จะไร้ประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจอาหาร แต่ขณะนั้นทุกคนก็มั่นใจ เพราะความแตกต่างจากร้านอาหารเกาหลีที่มีอยู่ในตลาด และการชูจุดยืนแบรนด์ที่โดดเด่น ด้วยการเป็นร้านอาหารเกาหลีสไตล์เผ็ดร้อนในรูปแบบ Real Time Cooking โดยการเสิร์ฟวัตถุดิบสดๆ และทำการผัดตรงหน้า ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ตรงในการรับประทานอาหาร เห็นทั้งความสดใหม่และกระบวนการทำไปในตัว พร้อมทั้งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร โดยทั้ง 4 คนได้บินไปเรียนรู้กับเชฟที่เกาหลีจนเชี่ยวชาญ จากนั้นได้ขอนำสูตรมาปรับให้เข้ากับคนไทยแต่ยังคง DNA ของอาหารเกาหลีดั้งเดิมไว้ รวมถึงการตกแต่งร้านในสไตล์คาเฟ่ที่ให้ความอบอุ่นในสไตล์เกาหลีแท้ๆ

ทำให้หลังจากเปิดสาขาแรกได้เพียงไม่นาน ทัคคาลบี้ จึงได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยและมีการพูดถึงในโลกโซเชียลอย่างมาก กระทั่งขยายสาขาที่ 2 มาที่เซ็นทรัล ลาดพร้าวอย่างรวดเร็ว และเพิ่มเป็น 10 สาขาในอีก 5 ปีต่อมา

กิมจิฟีเวอร์ สู่  WOK Station ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

หากเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่มากประสบการณ์ การสร้าง 10 สาขาภายในระยะเวลา 5 ปี คงไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่ากับแบรนด์ใหม่ที่เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์จนสามารถแทรกตัวขึ้นในตลาดได้รวดเร็ว ต้องเรียกว่าฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา แต่ปรียาวรรณกลับมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นบนเส้นทางธุรกิจอาหารเท่านั้น หากต้องการให้บริษัท “เข้มแข็ง” และก้าวสู่ความเป็น “มืออาชีพ” ด้านการทำร้านอาหาร คงหยุดเพียงแค่นี้ไม่ได้ เมื่อผนวกกับความเชื่อมั่นในศักยภาพของอาหารไทยสามารถไปไกลในระดับโลกได้ จึงเกิดความคิดที่จะแตกแบรนด์ใหม่ขึ้นทันที และแบรนด์ใหม่นั้นต้องเป็นร้านอาหารไทย

“ทำไมอาหารไทยจะออกไปต่างประเทศและทำเป็น Quick Service Restaurant เสิร์ฟชาวต่างชาติเหมือนเชนร้านอาหารอื่นๆ โด่งดังไปทั่วโลกไม่ได้”  นี่คือคำถามที่ดังกึกก้องในหัวปรียาวรรณตลอดเวลา และทำให้เธออยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าอาหารไทยทำได้

ปรียาวรรณ ยอมรับว่า แม้จะมั่นใจในศักยภาพอาหารไทย แต่เมื่อคิดจะลงมือทำร้านอาหารไทย ก็ต้องศึกษาความต้องการของลูกค้า ซึ่งการศึกษาในที่นี้ ไม่ได้มุ่งทำวิจัยตลาดในรูปแบบเดิมๆ โดยจะอาศัยข้อมูลตลอด 8 ปีที่คลุกคลีกับลูกค้า ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นดั่ง “อาวุธ” การตลาดชั้นดี แต่ยังรวมถึงการศึกษา Customer Journey กับพนักงานออฟฟิศ ทำให้พบ Pain Point ของคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาหลายๆ อย่างเมื่อพูดถึงเรื่องอาหาร เช่น เรื่องความสะอาด การรอคอยอาหารที่ยาวนาน รวมถึงเรื่องสำคัญอย่างการปรุงอาหารไม่ตรงตามใจสั่ง เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่พิถีพิถันมากขึ้นกับการเลือกสรรสิ่งต่างๆ ดังนั้น การมีร้านอาหารสักร้านที่ทุกคนสามารถเลือก (Customize) ทุกเมนูได้เอง จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างมาก

โดย WOK Station ได้วางตัวเองไว้ชัดเจนว่าเป็น สถานีความหิว หรือที่ฝากท้องสำหรับคนรุ่นใหม่ในคอนเซ็ปท์ Quick Service Restaurant เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนทำงานรุ่นใหม่ในปัจจุบัน โดย Quick Service Restaurant ในที่นี้ ไม่ได้เป็นอาหารจานด่วน แต่เป็นอาหารสดใหม่ที่ปรุงรวดเร็วในสไตล์เอเชียน สตรีทฟู้ด กินง่าย กินสะดวก และกินได้ทุกที่

ดังนั้น จุดเด่นของ WOK Station จึงอยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยมีเมนูให้เลือกหลากหลาย สามารถสั่งวัตถุดิบและเครื่องปรุง “ได้ตามใจ” มีตั้งแต่แบบเบสิคจนถึงพรีเมี่ยม ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไปจนถึงหอยเชลล์ เนื้อปูก้อน และกุ้งล็อบสเตอร์ ทั้งยังสามารถเลือกหน้าทอปปิ้งและซอสได้มากกว่า 10 แบบ โดยเตรียมสร้างสรรค์ซอสรสชาติใหม่ๆ ให้ครบ 24 ซอสภายในปีนี้ ทำให้ครีเอทเมนูอร่อยได้กว่า 1,000 เมนูตามต้องการ ตลอดจนคงจุดยืนการเป็น Real Time Cooking ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มดัคคาลบี้ ด้วยการให้บริการปรุงอาหารสดต่อหน้าลูกค้าแบบ Open Kitchen โดยพนักงานจะผัดเมนูอาหารในกระทะ WOK ให้ลูกค้าได้เห็นกันต่อหน้าเลย

ในการพัฒนา WOK Station ครั้งนี้แม้จะมีต้นทุนประสบการณ์ทำร้านอาหารมากกว่า 8 ปี แต่ปรียาวรรณ บอกว่า การทำ WOK Station “ท้าทาย” กว่าการทำร้านอาหารเกาหลีมาก เนื่องจากภาพรวมการแข่งขันในตลาดสตรีทฟู้ดของไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตสูงกว่าตลาดอาหารประเภทอื่นๆ เห็นได้จากจำนวนร้านอาหารตามสั่งที่เปิดกันเป็นจำนวนมาก WOK Station จึงต้อง “แตกต่าง” สุดขั้วและตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่าง “ตรงใจ” จริงๆ

ปัจจุบัน WOK Station เปิดให้บริการมากว่า 5 เดือนแล้ว มีทั้งหมด 3 สาขา ได้แก่ สนามบินดอนเมือง, เมเจอร์รัชโยธิน และ 101 ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตอบรับเป็นอย่างดี โดยมียอดสั่งซื้อเฉลี่ย 300 บิลต่อวัน จึงมีแผนที่จะขยายสาขาใหม่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10 สาขาในสิ้นปีนี้ และ 20 สาขา ในปี 2563 รวมถึงรุกตลาดสยายปีกไปยังต่างประเทศอย่าง จีน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เป็น 3 ประเทศแรก

“เหตุผลสำคัญที่เลือกจีนเป็นประเทศแรกเพราะมีโอกาสสูงมาก เนื่องจากชาวจีนรู้จักอาหารประเภทนี้อยู่แล้ว เพราะการผัดไฟลุกกระทะเป็นวิธีการทำอาหารของเชฟจีน และชาวจีนชื่นชอบอาหารไทยอย่างมาก อีกทั้งยังไม่เคยมีร้านอาหารไทยในรูปแบบ Quick Service Restaurant ในจีนมาก่อน จากนั้นจึงขยายไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียต่อไป”

สร้างแบรนด์เข้าถึงคนรุ่นใหม่ โจทย์ใหญ่ที่ยังท้าทาย

กว่า 5 เดือนกับการปักหมุดในตลาดสตรีทฟู้ด ปัจจุบัน WOK Station ได้รับการตอบรับจากเจ้าของพื้นที่สำนักงานออฟฟิศเป็นอย่างดี ซึ่งปรียาวรรณบอกว่า ภายในไตรมาส 1 ปี 2563 จะได้เห็นแบรนด์ WOK Station ปักหมุดในหลายพื้นที่ออฟฟิศสำนักงานใจกลางกรุง โดยหลังจากนี้จะมุ่งใช้ “ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง” ผ่าน Influencer และ Youtuber ที่มีอิทธิพลมาช่วยถ่ายทอดความเป็น WOK Station ในสไตล์ของแต่ละคนให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำนวัตกรรรมเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการในการสั่งอาหารของคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งตอบโจทย์การเป็นร้านอาหารบริการจานด่วนด้วย โดยปัจจุบันนอกจากการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มของฟู้ดดิลิเวอรี่ เช่น Line Man, Grab Food และ Food Panda แล้ว ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น “WOK Station” เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้โดยไม่ต้องรอคิวและชำระเงินผ่านบัตรเครดิต โดยจะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้

สำหรับเฟสแรก ผู้บริโภคจะสามารถทำการสั่งอาหาร สะสมพอยท์ และใช้คะแนนแลกส่วนลดได้ จากนั้นเฟสต่อไป จะนำ AI เข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์การสั่งอาหาร รวมทั้งคำนวณแคลอรี่ให้ลูกค้าได้ด้วย รวมถึงในอนาคตยังวางแผนจะมีการชำระเงินแบบ Cashless เมื่อลูกค้าสั่งสินค้าปุ๊ป สแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินได้เลย เพื่อลดความยุ่งยากในการพกเงินสด และช่วยในเรื่องการบริหารจัดการภายในร้านได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะนอกจากไม่ต้องมีแคชเชียร์ ยังสามารถต่อยอดนำเสนอเมนูใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างตรงใจอยู่เสมอ ซึ่งก็จะช่วยให้ WOK Station เป็นที่รู้จักและกลายเป็นร้านฝากท้องที่อยู่ในใจคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง โดยมั่นใจว่าภายใน 5 ปีจากนี้ แบรนด์ร้านอาหารเอเชียน สตรีทฟู้ดอย่าง WOK Station จะเป็นที่รู้จักผู้บริโภคทั้งในไทยและเวทีระดับโลกอย่างแน่นอน

ถึงวันนี้หลายคนจะมองว่า ดัคคาลบี้ กรุ๊ป เดินมาไกลมากบนเส้นทางธุรกิจอาหาร แต่ปรียาวรรณกลับให้คะแนนตัวเองและทีมเพียง 40-50% เท่านั้น เพราะมองว่าดัคคาลบี้ กรุ๊ปในวันนี้ยังเดินไปไม่ถึงครึ่งทางของเป้าหมายที่วางไว้ ที่ต้องการนำร้านอาหารไทยไปเติบโตในระดับโลก และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ การทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเพื่อผลักดันให้พัฒนาตัวเองไปข้างหน้าตลอดเวลา เพราะโลกธุรกิจวันนี้เปลี่ยนแปลงทุกวันและรวดเร็ว

เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้แบรนด์น้องใหม่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากแบรนด์เล็กๆ ที่แทบไม่มีใครรู้จักจนกลายมาเป็นหนึ่งในเพลเยอร์สำคัญในวงการอาหาร ปรียาวรรณ มองว่า ส่วนหนึ่งมาจากมุมมองผู้ก่อตั้งธุรกิจที่มีความแตกต่างกันแต่เมื่อนำมารวมกันกลายเป็นทีมไฮบริดที่ลงตัว ที่ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ ทั้งหมดจึงหลอมรวมให้ดัคคาลบี้ กรุ๊ป สามารถอยู่รอดและก้าวเดินมาอย่างยั่งยืนในวันนี้ได้

จึงนับเป็นผู้ประกอบการอาหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าจับตามมอง และอีกไม่นานเกินรอ เราคงได้เห็นแบรนด์อาหารไทยผงาดในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิเช่นกัน