ผู้บริโภคทำใจ “Lyft – Uber” เลิกเผาเงิน เตรียมขึ้นราคาเอาใจนักลงทุนแล้ว

ให้ส่วนลดกับผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์ร่วมขับมาก็นาน แต่ดูเหมือนสถานการณ์ด้านรายได้จะยังไม่ดีขึ้น ล่าสุดจึงมีรายงานว่า บริการ Ride-Sharing อย่าง Lyft และ Uber เริ่มคิดใหม่ทำใหม่ด้วยการปรับราคาค่าบริการเพิ่มขึ้นหวังเอาใจนักลงทุนกันแล้วนั่นเอง โดยสัญญาณนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะทำให้สงครามราคาที่ Lyft และ Uber ต่อสู้กันมายาวนานมีแนวโน้มว่าจะยุติลงด้วย

แต่ก่อนจะไปถึงการปรับเพิ่มราคานั้น สิ่งที่น่าสนใจของ Uber คือการออกมาประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทที่พบว่ามีขาดทุนสุทธิสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (สูงสุดนับตั้งแต่บริษัทเปิดเผยงบการเงินให้สาธารณชนได้ทราบตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา) หรือคิดเป็นเงินไทย 159,796 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้ Uber ขาดทุนอย่างหนักมาจากค่าชดเชยมูลค่าหุ้นที่บริษัทจ่ายให้กับพนักงาน (Stock Compensation) หลังจาก IPO ที่คิดเป็นมูลค่าถึง 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ทั้ง Lyft และ Uber ต่างมีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นหุ้นให้กับพนักงานเพื่อดึงดูดใจให้เข้ามาทำงานด้วย)

แต่หากไม่รวมค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้น Uber ก็ยังอ่วมอยู่ดี เพราะจะมียอดขาดทุนราว 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบจะสองเท่าของที่บริษัทขาดทุนไปเมื่อไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (878 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามถึง Uber ว่ามีความเอาจริงเอาจังแค่ไหนในการทำธุรกิจด้วย เพราะทั้งหมดนี้ยังไม่มีการรวมค่าใชจ่ายอื่น ๆ เอาไว้แต่อย่างใด

ด้าน Uber ออกมาเผยด้วยว่า บริษัทตั้งเป้าว่าปีนี้จะขาดทุน 3,000 – 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เหตุที่กล้าคาดการณ์การขาดทุนไว้เท่านี้เพราะในส่วนของรายได้นั้น พบว่าเติบโตขึ้นแตะ 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ก็ถือเป็นไตรมาสที่มีอัตราการเติบโตต่ำเตี้ยที่สุดของ Uber ด้วยเช่นกัน

Dara Khosrowshahi ซีอีโอของ Uber คาดการณ์ว่า การขาดทุนของบริษัทนั้นจะลดลงภายใน 2 ปีข้างหน้า “เราแค่ต้องทำให้มั่นใจว่า การเติบโตของเราในขณะนี้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน และแข็งแกร่งมากพอ”

พร้อมกันนั้น อูเบอร์ยังได้เปิดตัวเลขเชิงบวกของบริษัทที่พบว่า ในแต่ละเดือนมีพาร์ทเนอร์ร่วมขับเข้ามาในแพลตฟอร์มมากกว่า 100 ล้านคน และการจองใช้บริการก็เพิ่มขึ้นถึง 31% ซึ่ง MarketWatch เผยว่าผู้บริหาร Uber นั้น ยอมรับว่ามีการปรับขึ้นราคาเล็กน้อยเช่นกันในไตรมาสนี้

Lyft ขาดทุน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้าน Lyft ก็รายงานผลประกอบการขาดทุนเช่นกันในไตรมาสนี้ โดยขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 644.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 19,796 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 178.9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างจาก Uber นั่นคือ Stock Compensation มูลค่า 296.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ Lyft จ่ายชดเชยให้กับพนักงาน

อย่างไรก็ดี ในส่วนของรายได้พบว่า Lyft มีรายได้เพิ่มขึ้น 72% จากปีก่อนหน้า แตะ 867.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

Brian Roberts ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ Lyft เผยว่า สงครามราคาระหว่าง Lyft กับ Uber ควรจะถึงเวลาสิ้นสุดลงได้แล้ว ซึ่งหาก Lyft ตัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ลงได้ ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับบริษัทยังสามารถลดงบประมาณด้านการขายและการทำตลาดในไตรมาสนี้ลง เหลือเพียง 19% ของรายได้ หรือเท่ากับ 180 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็จะช่วยบริษัทประหยัดเงินได้มากขึ้น (ปีที่แล้วใช้เงินไปถึง 35% ของรายได้)

หุ้นของ Lyft พุ่งขึ้น 3% ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังมีนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทเขียนบทความในเชิงบวกถึง Lyft และ Wedbush Securities ก็มีการอัปเกรดสถานะหุ้นของ Lyft ด้วย โดยมองว่า การเปลี่ยนแปลงด้านราคานี้จะช่วยให้เส้นทางการทำรายได้ของ Lyft รวดเร็วและชัดเจนขึ้น และเป็นไปได้ว่าการปรับราคาขึ้นจะกลายเป็นเทรนด์ของทั้งอุตสาหกรรม Ride-Sharing ในที่สุด

Source

Source

Source