Amway เอาใจมิลเลนเนียลไทย จัดผลตอบแทน “คอร์พลัส” ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่เคย

 

เมื่อกลยุทธ์ Knock…Knock เคาะประตูบ้าน เพื่อขายสินค้าของนักธุรกิจขายตรง ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลอีกต่อไป เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะต้องการสินค้าอะไร ก็สามารถค้นหาและสั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้ทันที จึงถึงเวลาที่ธุรกิจขายตรงต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องไปกับไลฟ์สไตล์ของคนที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจในยุคปัจจุบันที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว ประสบความสำเร็จในระยะเวลาสั้นแต่ก็ต้องมีความมั่นคง

หากไล่เรียงชื่อของธุรกิจขายตรงที่เราคุ้นเคย แน่นอนว่าหนึ่งในนั้น ต้องมี “แอมเวย์” (Amway) บริษัทขายตรงแบรนด์ดัง ซึ่งในปี 2018 ที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายทั่วโลกได้ถึง 8,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดสำคัญ คือ ประเทศจีน เกาหลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไทย

ตลาดขายตรงยังทรงตัว ผู้อยู่รอดต้องปรับตัว

ปัจจัยความสำเร็จดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุน “ด้านดิจิทัล” มากขึ้นของแอมเวย์โกลบอล จะเห็นจากการเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซของธุรกิจแอมเวย์ในประเทศจีน ที่ปัจจุบันกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุด และถือเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านดิจิทัลในธุรกิจแอมเวย์

ขณะที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นตลาดหลักที่สำคัญของแอมเวย์ในลำดับที่ 5 ได้เริ่มนำช่องทางดิจิทัลมาใช้แล้วเช่นกัน โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้ลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของระบบออนไลน์ เรียกว่าระบบ “Hybris System” เพื่อเป็นเครื่องมือออนไลน์ให้นักธุรกิจ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการทำธุรกิจให้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น

คุณกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ภาพรวมธุรกิจขายตรงในประเทศไทยจะยังคงทรงตัว ด้วยปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก ค่าเงินบาท และการเมือง ประกอบกับปัจจัยภายใน ทั้งการเข้าสู่ยุคดิจิทัล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปซื้อสินค้าบนออนไลน์มากขึ้น คาดว่าในปีนี้ภาพรวมตลาดธุรกิจขายตรงจะเติบโตขึ้นเพียง 1-2% เท่านั้น จากที่ปีก่อนติดลบ 1% หรืออยู่ที่ 70,000 ล้านบาท โดยการเติบโตดังกล่าว จะมาจากการเติบโตของธุรกิจขายตรงรายใหญ่เป็นหลัก  

“หลายคนถามว่าอนาคตธุรกิจขายตรงจะอยู่ได้ไหม เราเชื่อว่าทุกธุรกิจต้องปรับตัว แต่ด้วยจุดแข็งของแอมเวย์ที่เป็นผู้นำตลาดมานาน 32 ปี ทำให้ค่อนข้างได้เปรียบคู่แข่ง เนื่องจากมีฐานสมาชิกจำนวนมาก และยังมีลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ทำให้แอมเวย์ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” คุณกิจธวัชกล่าว

“แอมเวย์” รุกหนักดิจิทัล เปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่

แม้ว่า แอมเวย์ประเทศไทย จะได้เปรียบคู่แข่งจากจำนวนฐานสมาชิก และยังถือเค้กก้อนใหญ่ในตลาดธุรกิจขายตรงที่มีมูลค่า 70,000 ล้านบาท แต่จำนวนคู่แข่งที่มากขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้ “แอมเวย์” ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในรอบ 60 ปี เพื่อให้ธุรกิจขายตรงสามารถแข่งขันอยู่ในตลาดและรองรับกลยุทธ์ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าได้

โดยแอมเวย์ทุ่มงบประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ ปรับโฉมเว็บไซต์ใหม่ รวมถึงพัฒนาแอปพลิเคชั่น โดยจะมีการวางระบบใหม่ เพื่อรองรับการทำธุรกิจที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงสนับสนุนให้นักธุรกิจสามารถสร้างการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Selling) เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้น

นิยาม Amway Go Digital ไม่ใช่เพียงการพัฒนาช่องทางออนไลน์เท่านั้น คุณกิจธวัช ยังเสริมว่า แอมเวย์ให้ความสำคัญด้านดิจิทัลในทุก Touch Point เพื่อเป็นการนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างโลกออฟไลน์และดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความสมบูรณ์แบบของธุรกิจแอมเวย์ที่จะตอบรับโลกอนาคตได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังเตรียมงบในส่วนของการตลาดและการสร้างแบรนด์ 700 ล้านบาท สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในปีนี้อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมายอดขายแอมเวย์ประเทศไทยเติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน (2018) และเมื่อถึงปี 2025 คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 30,000 ล้านบาท

กระตุ้นคนรุ่นใหม่ทำธุรกิจขายตรง

อีกสิ่งที่แอมเวย์พยายามทำมาตลอด คือ การดึงดูดให้คนสนใจธุรกิจขายตรงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มมิลเลนเนียล ในปัจจุบันแอมเวย์มีสัดส่วนนักธุรกิจรุ่นใหม่อยู่ 1 ใน 3 จากจำนวนนักธุรกิจทั้งหมด 330,000 ราย ซึ่งแอมเวย์คาดหวังที่จะขยายฐานคนกลุ่มนี้ให้มีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

คุณกิจธวัช ยอมรับว่า จุดนี้ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีทางเลือกค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีมุมมองและพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงการให้คุณค่ากับชีวิตที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน เช่น ไม่ต้องการมีบ้านชานเมือง แต่ต้องการอยู่คอนโดในเมือง เพราะสะดวกทั้งการเดินทางและประหยัดเวลา ไม่ต้องการมีรถ เพราะมองว่าไม่คุ้มค่า หรือแม้แต่นิยมใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ

“เราพยายามปรับตัวเพื่อดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น เนื่องจากพบว่ากว่า 70% ของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องการเป็นลูกจ้าง และสนใจมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ด้วยความรู้สึกที่คนรุ่นใหม่ที่มีต่อธุรกิจขายตรง เราจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจธุรกิจขายตรงมากขึ้น คำตอบคือ ธุรกิจนั้นจะต้องตอบโจทย์พวกเขามากที่สุด” คุณกิจธวัชกล่าว

“CORE PLUS+” เพิ่มเงินรางวัล ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ได้ผลตอบแทนง่ายและเร็ว

แอมเวย์ จึงสร้างโปรแกรม “คอร์พลัส” (CORE PLUS+) เพื่อปรับแผนรายได้เพิ่มเงินรางวัลพิเศษนอกเหนือจากแผนรายได้หลัก (CORE PLAN) ให้กับนักธุรกิจแอมเวย์ทุกระดับ โดยใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาท ซึ่งประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่เริ่มใช้โปรแกรมนี้ ในเดือนกันยายน

นอกจากจะช่วยให้ผู้ที่สนใจธุรกิจอิสระที่ลงทุนต่ำและความเสี่ยงต่ำสามารถเข้าถึงธุรกิจขายตรงได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังตอบโจทย์รายได้ทุกมิติตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงความสำเร็จที่มั่นคงในระดับผู้นำ โดย คอร์พลัส ช่วยให้นักธุรกิจรายใหม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายและเร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้นักธุรกิจในช่วงสร้างธุรกิจ ได้รับเพิ่มทั้งเงินรางวัลและลำดับขั้นความสำเร็จในระยะเวลาสั้น รวมไปถึงช่วยให้นักธุรกิจระดับผู้นำสามารถทำรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง มีองค์กรธุรกิจที่มั่นคง ตลอดจนสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน พร้อมรองรับด้วยแผนพัฒนาทักษะความรู้ทางธุรกิจและแผนการตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปี

“เชื่อแน่ว่า คอร์พลัส จะเป็นประตูบานใหม่ ที่เปิดให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่ธุรกิจขายตรงได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถสร้างรายได้ทันทีนับตั้งแต่ขายสินค้าชิ้นแรก มีรายได้ที่มั่นคง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

เพราะสุดท้ายแล้ว ธุรกิจขายตรงเองยังต้องปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเหลือก็แต่นักธุรกิจขายตรง หรือคนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หากเลือกธุรกิจขายตรงที่มีผลิตภัณฑ์ที่ดี ประกอบกับรู้จักใช้เครื่องมือดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ จะช่วยสร้างความสำเร็จและความมั่นคงด้านรายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว