หรือ ‘Pure Android’ จะเป็นไม้เด็ด? ที่ส่งให้ “Nokia” กลับมายืนหนึ่งได้อีกครั้ง หลังกระแส Tech War ช่วยหนุนให้ไปต่อ

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว หลังจากที่ “HMD Global” สตาร์ทอัพสัญชาติฟินแลนด์ ในฐานะเจ้าของสิทธิ์การผลิต ดีไซน์ และพัฒนาสมาร์ทโฟน ฟีเจอร์โฟน และแท็บเล็ตของ “Nokia” ได้พยายามปลุกปั้นแบรนด์ที่มีอายุยาวนานถึง 150 ปี ให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ ด้วยความเชื่อมั่นว่าแบรนด์ Nokia ยังเป็น Top of mind ในใจของผู้บริโภคเสมอมา

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทางทีมผู้บริหารคิดกันไปเอง เพราะก่อนจะตัดสินใจกลับเข้ามาแข่งขันในสมรภูมินี้อีกครั้ง ได้สำรวจแล้วว่า “Nokia” ยังเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตำแหน่ง Top 5 แบรนด์ในใจ หรือ Top of mind ทั้งในตลาดไทยและตลาดโลก

ปักธง Top 5 ในตลาดสมาร์ทโฟน

ในด้านของยอดขาย Nokia ถือเป็นเบอร์ 1 ในตลาดฟีเจอร์โฟนของโลก พิสูจน์จากตัวเลขผู้ใช้งานที่มีอยู่กว่า 10 ล้านคนทั่วโลก แต่ในตลาดสมาร์ทโฟน ก็ต้องบอกว่า ยังคงตามหลังคู่แข่งอยู่มาก…

สำหรับตลาดไทย Nokia เปิดตลาดโดยส่งสมาร์ทโฟนออกมา 15 รุ่น เฉลี่ยปีละ 7-8 รุ่น (น้อยกว่าจำนวนรุ่นที่เปิดตัวในตลาดโลก) ทำให้ปี 2018 ที่ผ่านมา Nokia เข้ามามีส่วนแบ่งการตลาดราวๆ 1%

ที่ยังเติบโตไม่มาก คุณธนเดช ช่วงแก้ววิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล จำกัด บอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทไม่มีงบในการทำตลาดมากนัก แต่มองว่าบริษัทเติบโตแบบเป็นขั้นเป็นตอน โดยในช่วงแรกอาศัยฐานลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มแฟน Nokia ช่วยบอกต่อมากกว่า ส่วนเรื่องยอดขายไม่สามารถบอกได้ แต่หลังจากเข้ามาทำตลาดได้ 2 ปี พอใจกับกระแสตอบรับจากผู้บริโภค ที่มีทั้งความเห็นในด้านบวกและลบ ซึ่งแบรนด์พร้อมที่จะนำไปปรับปรุง เพื่อให้ Nokia ขยับเข้ามาใกล้ผู้บริโภคกลุ่มอื่นมากขึ้น

แน่นอนว่าเป้าหมายสำคัญในระยะยาว 3-5 ปี คือ การเข้าไปเป็น Top 5 ด้านยอดขาย ที่จะต้องมีส่วนแบ่งการตลาดอย่างน้อย 15% จึงจะสามารถเบียดคู่แข่งให้ตกลงไปได้

ส่วนเป้าหมายในระยะสั้น ผู้บริหารบอกว่า สิ่งที่จะทำในปีนี้ คือ การสร้าง Awareness ไปยังผู้บริโภค ผ่าน Key “ยิ่งใช้ ยิ่งดีขึ้นทุกวัน” ร่วมกับการรักษา Identity ของแบรนด์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความ “อึด ถึก ทน”

โดยทั้งหมดนี้จะกระตุ้นการรับรู้ในทุกๆ Touch Point ที่ได้สัมผัสกับลูกค้า ร่วมกับทำการสื่อสารผ่านแฟนในเพจโนเกีย บล็อกเกอร์ และการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ให้กับลูกค้า

ไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ แต่ได้เครื่องดีขึ้น

พร้อมทั้งยืนยันว่าผู้ใช้งาน Nokia จะไม่ถูกลอยแพนับจากวันแรกที่ซื้อ เพราะจุดเด่นที่ต่างจากคู่แข่ง คือ การเป็นสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฏิบัติการ Pure Android ที่ดีที่สุดจาก Google ซึ่งผู้ใช้สามารถอัพเดตซอฟแวร์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดได้ตลอด นอกจากเครื่องจะไม่ช้าลงแล้ว ยังทำให้เร็วขึ้นอีกด้วย รวมถึงสามารถอัพเดตระบบซีเคียวริตี้ ได้ทุกเดือน ทำให้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างปลอดภัยอยู่เสมอ แตกต่างจาก Android ค่ายอื่นที่จะอัพเดททุก 90 วัน ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่

เพราะ Pure Android เป็นระบบที่ไม่มีการพัฒนาซอฟแวร์อื่นๆมาครอบทับ ทำให้ผู้ใช้ Nokia ทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นกลาง หรือรุ่นราคาประหยัด สามารถเข้าถึงความสามารถใหม่ๆของแอนดรอยด์ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น Google Assistant ระบบสั่งงานด้วยเสียง ที่มี AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ

แล้วการอัพเดตซอฟแวร์ มีความสำคัญกับผู้ใช้อย่างไร นึกภาพกรณีที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ “Huawei” ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ Android จาก Google เช่นกัน แต่สุดท้าย Google จำต้องประกาศแผนจำกัดการใช้บริการบนสินค้าของ Huawei ไป

คนตระหนักเรื่องอัพเกรดซอฟแวร์มากขึ้น

“ทิศทางของข่าวที่เกิดขึ้น ทำให้แบรนด์ต้องบอกว่าความจริงกับลูกค้าว่า ถ้าสมาร์ทโฟนไม่ได้รับการอัพเกรดแล้วจะเป็นอย่างไร ต้องเผชิญกับความเสี่ยงอะไรบ้าง กระแสข่าวทำให้คนเริ่มตื่นตัว จากที่ไม่เคยรู้เรื่องซอฟแวร์หรือซีเคียวริตี้เลย ก็จะหันมาให้ความสำคัญเรื่องนี้มากขึ้น ทำให้ฉุกคิดว่าถ้าจะซื้อสมาร์ทโฟนต้องเลือกจากอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่สเป็กหรือราคาเท่านั้น แต่ต้องเลือกแบรนด์ที่เชื่อใจได้ด้วย” 

เมื่อถามว่า Nokia จะได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ด้วยหรือไม่ ทางผู้บริหารยอมรับว่า ไม่ได้รับผลกระทบด้านลบ ตรงกันข้าม Nokia ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เพราะความเป็นแบรนด์ยุโรปรายเดียวในตลาด ประกอบกับ เรื่องการอัพเกรดซอฟแวร์ ที่กำลังเป็นประเด็น ทำให้ผู้บริโภคเริ่มรับรู้และเข้ามาสอบถามข้อมูลกับตัวแทนจำหน่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่เป็นข่าว ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้กับทาง Nokia มากขึ้น เหลือก็เพียงรอดูว่า สเป็กและราคา จะตรงโจทย์ผู้บริโภคหรือไม่

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนของ Nokia มีราคาเริ่มต้นที่ 2 พันกว่าบาท ไปจนถึงราคา 18,900 บาท ซึ่งเป็นเซกเมนต์ระดับกลางถึงบน โดย Nokia สามารถทำยอดขายได้สูงสุดในเซ็กเมนต์นี้ ขณะที่เซ็กเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดสมาร์ทโฟนไทยอยู่ที่ราคา 4,000-12,000 บาท ซึ่งหลังจากนี้ Nokia มีแผนที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่นในช่วงเดือนกรกฏาคม

สำหรับสถานการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนไทย ผู้บริหาร มองว่า ตลาดสมาร์ทโฟนไทยอยู่ในช่วงของการซื้อเครื่องทดแทน ส่วนจุดขายของ Nokia ที่สามารถอัพเกรดซอฟแวร์ได้ตลอด และอาจจะทำให้ผู้บริโภคถือเครื่องเก่านานขึ้นนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบด้านยอดขาย เนื่องจากปัจจุบัน Nokia โฟกัสไปที่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆมากกว่า การทดแทนเครื่องของลูกค้าเดิม แต่ยอมรับว่าอีก 3-5 ปี อาจจะต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์นี้ใหม่อีกครั้ง.