ตามดูอินเดีย ประเทศที่มีประชากรพันล้านคน แถมยากจนเป็นส่วนใหญ่ แต่สามารถสร้าง Digital ID ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้เราคงได้ยินข่าวของอินเดียที่มีแคมเปญตั้งชื่อถนน หรือสาธารณูปโภคต่าง ๆ ด้วยชื่อของคนที่เสียภาษี ซึ่งอาจฟังดูแปลกสำหรับประเทศไทยที่คนชนชั้นกลางเสียภาษีกันจนเป็นเรื่องปกติอยู่พอสมควร แต่สำหรับประเทศอินเดียที่มีประชากร 1.2 พันล้านคนนั้น จริง ๆ แล้วมีไม่ถึง 3% ของประชากรที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี โดยสิ่งที่รัฐบาลบันทึกได้ก็คือ คนส่วนใหญ่ในอินเดีย ราว 70% มีรายได้ไม่ถึง 2 เหรียญสหรัฐต่อวัน และในจำนวนนี้ มีถึง 400 ล้านคนที่ย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ ซึ่งยากแก่การให้ความช่วยเหลือเพื่อให้พ้นจากความยากจน

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินเดียพยายามที่จะลงมาแก้ปัญหาความยากจนเหล่านี้เช่นกัน พวกเขาใช้เงินไปมากถึง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือคิดเป็น 2.5% ของจีดีพี เพื่ออุดหนุนค่าครองชีพให้กับคนยากจน ทว่า การขาดซึ่งระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพทำให้เงินเหล่านี้รั่วไหลไปตามช่องทางต่าง ๆ ประมาณ 20 – 40% หรือเท่ากับอินเดียเสียเงินราว 1% ของจีดีพีทิ้งน้ำไปทุกปี

ดร. Pramod Varma

ยากจนไม่น้อย แต่ Go Digital หลักร้อยล้านคน

ในอีกด้านหนึ่ง ความยากจนของชาวอินเดียก็ยังมีความน่าสนใจซ่อนอยู่เช่นกัน เพราะตัวเลขการ Go Digital ของชาวอินเดียก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการใช้งานโทรศัพท์มือถือที่มากถึง 1.21 พันล้านหมายเลข การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เติบโตในระดับ 462 ล้านคน หรือใช้งานโซเชียลมีเดียที่มีมากถึง 375 ล้านแอคเคาน์ และคนที่มีบัญชีธนาคารยังมากถึง 582 ล้านบัญชี

สัญญาณเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คนอินเดียนั้นแท้จริงอาจพร้อมที่จะ Go Digital และคงเป็นการดีกว่าสำหรับรัฐบาลที่จะให้ความช่วยเหลือผ่านแพลตฟอร์มเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรงไปตรงมา

Aadhaar แพลตฟอร์มสาธารณูปโภคยักษ์ใหญ่ ที่มีผู้ใช้งาน 1.19 พันล้านคน

นั่นจึงนำไปสู่การพัฒนาระบบ “Aadhaar” ของรัฐบาลอินเดียที่มาพร้อมตัวเลข 12 หลักสำหรับยืนยันตัวตน โดยมีการเก็บข้อมูลไบโอเมทริกซ์เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า ร่วมกับข้อมูล Demographic ด้วย

Aadhaar ใช้เวลาเพียง 5.5 ปีก็สามารถดึงคนอินเดีย 1 พันล้านคนเข้าไปอยู่ในระบบได้เป็นผลสำเร็จ แซงหน้าแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Google (ใช้เวลาถึง 12 ปี), Facebook (ใช้เวลา 8.7 ปี) และ Windows (ใช้เวลา 25 ปี) ไปขาดลอย

ปัจจุบัน Aadhaar เป็นแพลตฟอร์มไบโอเมทริกซ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้ใช้งาน 1.19 พันล้านคน ซึ่งรัฐบาลอินเดียมีการนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น การส่งเงินสนับสนุนให้กับคนยากจนผ่านทางบัญชีธนาคารที่เชื่อมโยงอยู่กับ Aadhaar หรือการช่วยเหลือค่าแก๊สในครัวเรือนผ่านทาง Aadhaar ซึ่งลดการรั่วไหลของเงินภาษีลงได้มาก

ขอบคุณภาพจาก uidai.gov.in

ดร. Pramod Varma ผู้อำนวยการฝ่ายสถาปัตยกรรมของ Aadhaar เผยถึงการทำงานของระบบ Aadhaar ในงาน 1st Thailand Digital ID Symposium 2019 ว่า การใช้ระบบ Digital ID ของอินเดียเป็นการใช้เพื่อพัฒนา ไม่ใช่การใช้เพื่อควบคุมประชาชน เห็นได้จากการเก็บข้อมูลไบโอเมทริกส์เพื่อบันทึกลงในระบบร่วมกับการยืนยันตัวตนผ่านช่องทางอื่น ๆ

“ระบบของ Aadhaar มีการเก็บทั้งชื่อ วันเกิด (ไม่มีไม่เป็นไร เพราะคนอินเดียบางคนไม่รู้), อายุ, เพศ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, ใบหน้า, ลายนิ้วมือ, ม่านตา และสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการยืนยันตัวตนเพื่อเบิกเงินสวัสดิการจากรัฐได้เลย”

“ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสนับสนุนค่าแก๊สโดยให้คนยากจนไปซื้อแก๊สได้ในราคาพิเศษ แล้วรัฐบาลจะส่งเงินสนับสนุนไปที่ร้านแก๊ส ซึ่งมีการรั่วไหลเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ปัจจุบัน คนยากจนในอินเดียเพียงแค่ไปซื้อแก๊สในราคาเต็ม ภาครัฐจะส่งเงินช่วยเหลือมายังบัญชีธนาคารที่เชื่อมกับ Aadhaar ของคนยากจนคนนั้นโดยตรง เงินจากรัฐจึงไม่ต้องผ่านมือร้านค้าแก๊สที่อาจรั่วไหลได้อีกต่อไป”

นอกจาก Aadhaar จะทำให้คนอินเดียมีเลขประจำตัวดิจิทัลเพื่อการรับสวัสดิการจากภาครัฐแล้ว ยังสามารถใช้รหัส 12 หลักนี้เข้าถึงบริการทางการเงินต่าง ๆ ได้ด้วย และลดเวลาในการทำธุรกรรมลงได้อย่างมาก จากเดิมที่อาจใช้เวลาตรวจสอบเอกสารราว 4 ชั่วโมงให้เหลือเพียง 2 นาที

เมื่อเห็นข้อดีเช่นนี้ คนอินเดียก็เริ่มบอกต่อ และมีคนยินดีเข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ภาครัฐยังนำข้อมูลของ Aadhaar ไปใช้ตรวจสอบการเข้าทำงานของข้าราชการอินเดียด้วย ซึ่งข้อมูลนี้เปิดเป็นสาธารณะ คนทั่วไปสามารถมองเห็นการเข้าและออกจากที่ทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่ได้

สิ่งที่ ดร. Pramod กล่าวบนเวทีก็คือ โครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital ID นี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้ แล้วความสะดวกในการเข้าถึงบริการอื่น ๆ จะตามมาเองในภายหลัง แต่ความท้าทายของรัฐบาลอินเดียอาจเป็นเรื่องของจำนวนประชากรที่มากกว่าประเทศอื่น ๆ หลายเท่า การจะดึงคนเหล่านั้นเข้ามาในแพลตฟอร์มจึงจำเป็นต้องมีสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ ประชาชนถึงจะให้ความร่วมมือในการสมัครเข้าใช้บริการ

ปัจจุบัน ดร. Pramod เผยว่า การมี Digital ID ทำให้ชาวอินเดียสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข, ระบบการศึกษา และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากภาครัฐ นอกจากนั้นยังทำให้ลดความยุ่งยากในการยืนยันตัวตนในการเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน