ฉันแมสกว่านี้ไม่ได้แล้วแก! ฟูจิฟิล์มดัน “Instax mini LiPlay” สู่ตลาดกล้องฟิล์ม พร้อมส่ง Influencer ทลายความเชื่อ “ฟิล์มแพง”

 

ในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารรวดเร็ว จนใครๆก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กได้แบบเรียลไทม์ เพราะกลัวว่า หากช้าแล้วจะตกเทรนด์ แต่ทว่าทุกยุคทุกสมัย เมื่อเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป ก็มักจะมีกลุ่มคนที่ต่อต้านหรือสวนกระแสขึ้นมา เพราะสำหรับบางคน “ก็อยากใช้ชีวิตช้าลงบ้าง” ดังจะเห็นได้จากกระแสการใช้ชีวิตแบบ “Slow life” กลุ่มคนที่ไม่นิยมชีวิตบนกระแสหลัก อย่างกลุ่ม “Hipster” ในช่วงเวลา 3-5 ปีผ่านมา

ไม่หยุดพัฒนา “กล้องฟิล์ม”

กระแสดังกล่าวดึงให้ “การถ่ายภาพด้วยฟิล์ม” กลับมาฮิตอีกครั้ง และเมื่อพูดถึงกล้องฟิล์ม เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง “ฟูจิฟิล์ม (Fujiflim)” บริษัทผู้ผลิตฟิล์มรายแรกของญี่ปุ่น ที่ก่อตั้งในปี 1934 โดยผลิตฟิล์มภาพยนตร์ ฟิล์มเอ็กซเรย์ และกล้องถ่ายรูป ในญี่ปุ่นก่อนจะขยายตลาดไปทั่วโลก

ฟูจิฟิล์มครองตลาดฟิล์มถ่ายภาพในประเทศญี่ปุ่นนานหลายทศวรรษ ก่อนจะตัดสินใจปรับทิศทางองค์กรเข้าสู่ตลาดดิจิทัล ด้วยการผลิต “กล้องดิจิทัล” ออกจำหน่าย เพื่อให้ทันรับกับยุค Disruption แต่ด้วยความตั้งใจของ คุณชิเกะทากะ คิโมริ ประธานกรรมการบริษัท และประธานบริหารของฟูจิฟิล์ม ที่ต้องการรักษาวัฒนธรรมการถ่ายภาพด้วยฟิล์มให้คงอยู่ต่อไป แม้ว่าในระยะหลังยอดขายฟิล์มจะลดลงเหลือเพียง 1% (ปี 2018) จากที่เคยทำกำไรให้บริษัทกว่า 70% ก็ตาม

ฟูจิฟิล์มจึงหวนกลับมาพัฒนากล้องฟิล์มอีกครั้ง โดยผสานเทคโนโลยีปัจจุบันเข้าไปไว้ใน “กล้อง Instax” โดยนับตั้งแต่ปี 1998 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว ที่ฟูจิฟิล์มพัฒนากล้อง Instax Mini ในหลากหลายรุ่น ด้วยจุดเด่นของกล้องที่ถ่ายแล้วปริ้นท์ได้ทันที ใช้งานง่าย พกพาสะดวก และสีสันสดใส

และตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา กล้องตระกูล Instax สร้างความสำเร็จให้ฟูจิฟิล์มด้วยยอดจำหน่ายกว่า 40 ล้านเครื่องทั่วโลก หากนับเฉพาะปี 2018 สามารถขายได้ถึง 10 ล้านเครื่องเลยทีเดียว โดยมี “ไทย” เป็นตลาดใหญ่ติด 1 ใน 5 ต่อจาก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และฟิลิปปินส์

มีตัวเลขว่า 90% ของผู้ใช้งานกล้องฟิล์มในไทยใช้กล้อง Instax ของฟูจิฟิล์ม ขณะที่แบรนด์กล้องฟิล์มอื่นๆ ที่ยังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ Instax , Polaroid , Lomo และ Leica

เชื่อมกล้องฟิล์มและดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน พร้อม “ซ่อนเสียงเดียวไว้ในภาพเดียว”

ปีที่แล้วฟูจิฟิล์มเปิดตัวกล้อง “Instax Square SQ10” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฟูจิฟิล์มพัฒนาเทคโนโลยี “Hybrid Instant Camera” ขึ้น โดยเป็นการรวมกล้องฟิล์มกับกล้องดิจิตอลไว้ในเครื่องเดียว ด้วยคุณสมบัติเด่นที่นอกจากจะถ่ายและปริ้นท์ออกมาได้ทันทีแล้ว ยังสามารถเก็บบันทึกไฟล์ภาพไว้ในตัวกล้อง หรือ micro sd เพื่อตกแต่งและสั่งปริ้นทีหลังได้ด้วย

ต่อยอดมาสู่การพัฒนากล้อง “Instax Square SQ20″ รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่ชอบถ่ายวิดีโอ ด้วยฟีเจอร์บันทึกวิดิโอสั้นในเวลา 15 วินาที และจัดเก็บไว้ใน SD card โดยสามารถนำวิดีโอมาตัดเป็นภาพนิ่งหรือใส่เอฟเฟคภายหลังได้

ในปีนี้ฟูจิฟิล์มได้เปิดตัวกล้อง Hybrid Instant Camera รุ่นใหม่ “Instax mini Liplay” ด้วยความพิเศษ “บันทึกเสียงเข้าไปในภาพได้ถึง 10 วินาที” เพื่อช่วยบันทึกความประทับใจผ่านเสียงที่ซ่อนอยู่ในภาพถ่าย ซึ่งสามารถฟังข้อความเสียงที่บันทึกได้ผ่านการสแกน QR Code และมาพร้อมขนาดเล็กกระทัดรัด จับถนัดมือ ด้วยหน้าจอ LCD ที่มีขนาดเพียง 2.7 นิ้ว

โดยทางฟูจิฟิล์ม ระบุว่า นี่เป็นกล้องที่ตัวเล็กที่สุดและยังมีน้ำหนักเบาที่สุดในบรรดากล้อง Instax ที่ฟูจิฟิล์มเคยผลิตมา นอกจากนี้ยังออกแบบใหม่ให้สวยงาม เรียบง่าย ตามสไตล์ minimal มีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีชมพู ในราคา 5,490 บาท ซึ่งถูกกว่าต่างประเทศที่มีราคาขายอยู่ที่ 159 ดอลลาร์สหรัฐ

ตั้งเป้ายอดขาย 1 หมื่นเครื่อง

ซึโตมุ วาตะนาเบ้ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด

คุณซึโตมุ วาตะนาเบ้ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ฟูจิฟิล์มตั้งเป้ายอดขายกล้อง Instax mini Liplay จำนวน 1 หมื่นเครื่อง ซึ่งจะเข้าไปเสริมให้ภาพรวมของกล้อง Instax ที่มีจำหน่ายอยู่ 10 รุ่น มียอดขายถึง 1 แสนเครื่องในสิ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30% ที่ทำยอดขายได้ราวๆ 7 หมื่นเครื่อง

เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นในการทำตลาดกล้อง Instax ในประเทศไทย ทางผู้บริหารระบุว่า เชื่อว่าเทรนด์กล้องฟิล์มที่ผนวกกับสมาร์ทโฟนยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากเข้ามาลดข้อจำกัดในการถ่ายภาพ หากต้องต้องการภาพด่วนสามารถถ่ายแล้วปริ้นท์ได้ทันที หรือหากต้องการเก็บบันทึก สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้

อะไรที่มัน “แมสมากๆ” คนรุ่นใหม่จะพยายาม “หาทางต่าง”

คุณสภารัตน์ ประดิษฐ์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด แผนกโฟโต้อินเมจจิ้ง บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เหตุผลที่ Instax กลับมาได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอีกครั้ง เป็นเพราะเทรนด์ผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Gen Y หันมาเล่นกล้องฟิล์มมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงกล้องฟิล์มใช้แล้วทิ้ง ซึ่งเปรียบเสมือน Rare Item ในปัจจบุัน

“เราจะเห็นว่ากลุ่มวัยรุ่นเริ่มเบื่อการ Snap ภาพผ่านสมาร์ทโฟนแล้ว เพราะใครๆ ก็สามารถทำได้ และหันมาให้ความสนใจกับเทรนด์ Photo in Photo หรือ การใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปฟิล์ม Instax แล้วแชร์บนโซเชียลมีเดียกันมากขึ้น เป็นการสร้างสร้างความแตกต่างและอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร”

ใช้ 7 Influencers ทลายความเชื่อ “ฟิล์มราคาแพง”

แม้จะมองเห็นโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ จากกลุ่ม Gen Z ที่ยังไม่เคยสัมผัสกับกล้องฟิล์ม และกลุ่ม Gen Y ซึ่งอยู่ในวัยทำงาน และมีกำลังซื้อ แต่ในการทำตลาดยังมีความยากตรงที่ จะต้องทลายความเชื่อของผู้บริโภค ที่มองว่า “ฟิล์มมีราคาแพง” และจะต้องทำให้กล้อง Intax กลายเป็นไอเท็มยอดนิยม “ของมันต้องมี” ให้ได้

“3 ปีก่อน ฟิล์ม 1 กล่อง 10 ภาพมีราคาอยู่ที่ 350 บาท แต่ปัจจุบันราคาลดลงมาอยู่ 270 บาท ซึ่งหากติดตามข่าวสารและโปรโมทชั่นของร้าน Wonder photo shop ที่ปัจจุบันมีอยู่ 10 สาขา จะเห็นว่ามีการจัดโปรโมทชั่นลดราคาฟิล์มอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้เมื่อเทียบราคาฟลิ์มกับค่ากระดาษของ Pocket Printer จะเห็นว่าราคาแทบไม่แตกต่างกันแล้ว”

โดยปีนี้จะใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท ในการสื่อสารตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ภายใต้แคมเปญ #LiveLifePlay โดยมีกลุ่ม Influencer จำนวนกว่า 30 คน ใน 7 กลุ่ม ได้แก่ Pet , Family , Food , Fashion , Travel , Beauty และ Art รวมถึงกลุ่มดารา-นักแสดง ที่ปัจจุบันหลายคนผลันตัวมาเป็น Youtuber สร้าง Channel เป็นของตัวเอง ที่มาช่วยสื่อสารและสะท้อน “ตัวตน” ผ่านภาพถ่าย เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์และความสนใจของผู้บริโภค

ซึ่งครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์จากปีก่อนที่มีการใช้ Music Marketing โดยมี  BNK48 , ปั๊ป โปเตโต้ , แป้งโกะ มาช่วยโปรโมท โดยมีการใช้งบการตลาดสำหรับ Instax Square SQ10 ประมาณ 20 ล้านบาท

เพราะวันนี้ต้องบอกว่า “กล้องฟิล์ม” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กล้องอีกต่อไป แต่กลายเป็นแฟชั่นไอเท็ม ที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะกิน เที่ยว หรือช้อปปิ้ง จนกลายเป็น Everyday Lifestyle ไปแล้ว