ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว 9 เรื่องต้องรู้ ปรากฏการณ์คาเฟ่คาแรคเตอร์ Bake A Wish x Conan Cafe ปีสอง


เชื่อว่าหลายคนยังจำได้ถึงภาพคาเฟ่โคนันเมื่อปีที่ผ่านมา ณ Bake A Wish สาขาสยามเซนเตอร์ ที่มีผู้คนรอต่อคิวยาวเหยียดเพื่อจะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ และรับประทานอาหารที่ต่อยอดมาจากอนิเมะยอดฮิต “Detective Conan” ล่าสุดในปีนี้ คาเฟ่ดังกล่าวได้กลับมาอีกรอบ พร้อมเรื่องราวความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา และแผนในปีสองที่ว้าวไม่แพ้กัน ส่วนจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ

  1. ความชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่นของผู้ก่อตั้ง

หนึ่งในความว้าวแรกสังเกตได้จากการเปิดตัวคาเฟ่ในปีที่สอง เมื่อคุณนิกันต์ ปรัชญาศิลปวุฒิ ผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารระดับสูงของ Bake A Wish ออกมาในชุดของจอมโจรคิด คู่ปรับของโคนัน แถมจอมโจรคิดยังเป็นตัวเอกของมูฟวี่ภาคล่าสุดอย่าง ศึกชิงอัญมณีสีคราม ที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของไทยในเร็ว ๆ นี้ด้วย โดยคุณนิกันต์เล่าว่าที่ผ่านมา พี่ ๆ น้อง ๆ ในครอบครัวชอบอ่านการ์ตูนและมีความคุ้นเคยกันดีกับการ์ตูนญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องโคนันเป็นอย่างดี

คุณนิกันต์ ปรัชญาศิลปวุฒิ ผู้ก่อตั้ง Bake A Wish ในลุคจอมโจรคิด

2. ยอดขายโตเท่าตัว

หนึ่งในความสำเร็จที่น่าจับตาของ Bake A Wish จากการจับมือกับ PARCO เพื่อนำโคนันคาเฟ่มาเปิดในไทยเมื่อปี 2018 นั้นก็คือเรื่องของยอดขาย โดยคุณนิกันต์เผยว่า ยอดขายเติบโตขึ้นเท่าตัวแตะที่ 20 ล้านบาท ในช่วงที่จัดอีเวนท์ดังกล่าว

3. โคนัน “แมส” นะจ๊ะ

ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดการเติบโตในระดับดังกล่าวนั้น คุณนิกันต์เผยว่า มาจากแบรนด์โคนันที่ “แมส” กว่าที่หลายคนคิด สังเกตได้จากแฟนคลับที่มีหลากหลาย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และไม่จำกัดเฉพาะคนไทย หากแต่ข่าวนี้ยังกระจายไปยังกลุ่มชาวต่างชาติ รวมถึงชาวญี่ปุ่นเองที่เดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมโคนันคาเฟ่ด้วย

ผลก็คือในปี 2018 ที่ผ่านมา เคยมีกรณีที่ลูกค้าต้องต่อคิวรอนานกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อเข้าไปรับประทานอาหารในคาเฟ่มาแล้ว

4. เมนูที่ขายดีที่สุดคือ “เครื่องดื่ม”

เมื่อมีคาแรคเตอร์คาเฟ่ หนึ่งในสิ่งที่เราต้องล้วงมาฝากผู้อ่านแน่ ๆ ก็คือ เมนูขายดีของสถานที่นั้น ๆ ว่าคืออะไร ซึ่งสำหรับโคนันคาเฟ่ในปีที่ผ่านมานั้น พบว่า เมนูขายดีกลับเป็นเครื่องดื่ม

โดยคุณนิกันต์เผยว่า เหตุที่เครื่องดื่มขายดีเนื่องจากภาชนะใส่เครื่องดื่มมีลวดลายคาแรกเตอร์ ทำให้ลูกค้าอยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก รองลงมาก็คือเมนูอาหารที่มีของสะสมโคนันแถมมาด้วยนั่นเอง

5. เมื่อ Bake A Wish ทำงานร่วมกับ PARCO

สำหรับการทำงานในปีนี้ คุณนิกันต์เผยว่า ทาง PARCO (สิงคโปร์) ค่อนข้างให้อิสระกับ Bake A Wish มากขึ้นในการนำเสนอเมนู และจะเป็นเมนูที่แตกต่างกับคาเฟ่โคนันในญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวแกงเขียวหวานแคปซูลยา APTX-4869 (ปีก่อนหน้าเป็น ข้าวแกงกระหรี่แคปซูลยา) หรือศึกแห่งเบอร์เกอร์จอมโจรคิด ปะทะเคียวโกขุ

โดยเมนูอาหารในปีนี้มีทั้งสิ้น 18 เมนู เป็นอาหารจานหลัก 4 เมนู, เมนูทานเล่น 2 เมนู, ของหวาน 4 เมนู, เครื่องดื่ม 4 เมนู และเมนูสั่งกลับบ้านอีก 4 เมนู เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว ส่วนราคานั้นอยู่ระหว่าง 180 – 350 บาท ซึ่งคุณนิกันต์เผยว่าไม่ถือเป็นราคาที่แพงเลยเมื่อเทียบกับคาเฟ่คาแรคเตอร์ในประเทศต่าง ๆ

เมนูขนมหวานสำหรับซื้อกลับบ้าน

6. “คาเฟ่คาแรคเตอร์” เจอภาพยนตร์

การสร้างคาเฟ่คาแรคเตอร์นั้นไม่ดีแน่หากจะมาเดี่ยว ๆ ในจุดนี้คุณนิกันต์เผยว่า การได้ภาพยนตร์เข้ามาช่วยปลุกกระแสเป็นโอกาสที่ดีอย่างมาก เพราะแฟนโคนันจะถือโอกาสดูหนังจบ ก็มารับประทานอาหารต่อที่คาเฟ่ ซึ่งคนที่อินในโคนันเดอะมูฟวี่ เมื่อมาเห็นเมนูอาหารที่มีจุดเชื่อมโยงจากภาพยนตร์ด้วยก็เชื่อว่าจะทำให้ประทับใจมากขึ้น

7. คาเฟ่คาแรคเตอร์ที่ไม่จบแค่โคนัน

จากความสำเร็จ และการเห็นตลาดคาเฟ่คาแรคเตอร์ที่มีอยู่จริงในเมืองไทย ทาง Bake A Wish เลยเผยแผนต่อไป กับการดึงคาแรคเตอร์ยอดนิยมทั้งจากญี่ปุ่นและฮอลลีวู้ดมาต่อยอดด้วย โดยในขณะนี้มีรายชื่อที่เปิดเผยได้แล้ว ได้แก่ ดราก้อนบอล, โดเรมอน, จูราสสิกปาร์ค ส่วนสถานที่นั้น อาจจะกระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ บ้าง และยังคงลักษณะการจัดเป็น Pop-Up Cafe เอาไว้เช่นเดิม

8. Bake A Wish เผยอยากดึงเซเลอร์มูนเข้าไทย 

ส่วนใครที่อยากให้ “เซเลอร์มูน” เจ้าของวลีฮิต “ตัวแทนแห่งดวงจันทร์มาลงทัณฑ์แกเอง” มาเปิดคาเฟ่ในไทยบ้างนั้น คุณนิกันต์เผยว่า มีความสนใจคาแรคเตอร์ของเซเลอร์มูนมากเช่นกัน แต่ต้องยอมรับว่าเซเลอร์มูนอาจเหมาะกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้หญิง อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักไม่เท่าโคนัน จึงมีความยากอยู่พอสมควร

9. ตั้งเป้ารายได้โคนันคาเฟ่ 25 ล้าน

สำหรับโคนันคาเฟ่ในปีนี้ ทาง Bake A Wish กำหนดระยะเวลาเอาไว้ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 15 กันยายน (46 วัน) โดยตั้งเป้ารายได้เอาไว้ที่ 25 ล้านบาท อย่างไรก็ดี หากได้รับความสนใจ ก็อาจขยายเวลาออกไปเป็น 60 วันก็เป็นได้

งานนี้ต้องบอกว่าน่าติดตามทีเดียวสำหรับการเติบโตของคาเฟ่คาแรคเตอร์ในประเทศไทย ที่สำคัญ นี่ยังเป็นบทพิสูจน์อย่างดีถึง “กำลังซื้อ” ของบรรดาแฟนคลับการ์ตูนประเทศไทยกันด้วย ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้น ผู้เขียนขอเอายอดขายปีที่ผ่านมาเป็นเดิมพันละกันค่ะ