แค่คิดว่า “อีกนิด”​ ก็สร้าง R&D ให้ธุรกิจได้แล้ว พร้อมเข้าใจอินไซต์ ทำไม SME ไทยทำ R&D แค่ 0.2%

Krungthai Macro Research โดยธนาคารกรุงไทย ทำการศึกษาอินไซต์ของกลุ่มผู้ประกอบการ​ SME ชาวไทย พร้อมพบข้อมูลว่า จำนวน SME ไทย ที่ให้ความสำคัญกับการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือ R&D ยังมีสัดส่วนที่น้อยอยู่ โดยมีอยู่ราว 0.2% เท่านั้น ขณะที่เม็ดเงินโดยรวมของทั้งประเทศที่ใช้ไปกับการทำ R&D นั้น มีสัดส่วนประมาณ 1% เมื่อเทียบกับตัวเลข GDP ประเทศไทย

มีเอสเอ็มอีไทยแค่ 0.2% ที่ทำ R&D

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย และ ดร.กิตติพงษ์​ เรือนทิพย์ รองผู้อำนวยการ ผู้ร่วมทำบทวิจัย “SMEs ทำ R&D ไม่เดียวดาย : ไขข้อข้องใจ พร้อมตัวช่วย” ร่วมกันให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ว่า​สัดส่วนการลงทุนทางด้าน R&D ต่อ GDP ของประเทศไทย ในระดับ 1% นั้น ยังถือว่าน้อยกว่าในหลายๆ ประเทศ โดยสัดส่วนในสหราชอาณาจักรหรืออังกฤษอยู่ที่ 1.7% ขณะที่สหรัฐอเมริกา มีสัดส่วน 2.8% ส่วนประเทศในเอเชียอย่างจีน จะอยู่ที่ราว 2% ส่วนญี่ปุ่นมีสัดส่วนที่ 3%

แม้ว่าสัดส่วนการลงทุน R&D ต่อ GDP ของประเทศไทยจะยังไม่สูงมาก และน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่ก็ถือว่าอยู่ในทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าเมื่อราวสิบปีก่อนที่มีสัดส่วน 0.2% ถือว่าเพิ่มขึ้นจากเดิมค่อนข้างมาก โดยงบที่ภาคเอกชนส่วนใหญ่ใช้เพื่อลงทุนทางด้าน R&D จะอยู่ที่ประมาณ 10% ของงบลงทุนโดยรวม และส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการทำ R&D มากกว่าธุรกิจขนาดกลางและเล็ก หรือกลุ่ม SME

ดังนั้น​​ หากประเทศต้องการกระตุ้นให้มีการลงทุนด้าน R&D เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องกระตุ้นให้บรรดา SME ในประเทศเพิ่มเม็ดเงินสำหรับใช้ในการทำ R&D เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้สูงมากยิ่งขึ้น​ โดยคาดว่าในอนาคตราว10 ปีข้างหน้า สัดส่วนการทำ R&D ต่อ GDP ของประเทศไทยจะสูงขึ้นเทียบเท่ากับประเทศในกลุ่มที่พัฒนาแล้วอย่างในยุโรป โดยคาดว่าจะขยับสัดส่วนเพิ่มขึ้นได้เป็น 1.7% ต่อ GDP ในอนาคต

“จากการทำบทวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการ SME ของไทยยังให้ความสำคัญกับการทำ R&D​ ในจำนวนค่อนข้างน้อย โดยมีสัดส่วนเพียงแค่ 0.2% หรือในจำนวนผู้ประกอบการกว่า 3 ล้านราย มีเพียง 5 พันรายเท่านั้น ที่มีการทำ R&D ในธุรกิจของตัวเอง โดยมีสัดส่วนน้อยกว่า SME ในอังกฤษและอเมริกาอยู่ถึง 3-4 เท่าตัว เมื่อเทียบกับสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ในภาพรวมของสองประเทศที่จะต่างกันอยู่แค่ประมาณ 1-2 เท่ากว่าๆ เท่านั้น”​

3 เหตุผล เอสเอ็มอีไทยไม่ทำ R&D

สำหรับ​ปัญหาที่ SME ส่วนใหญ่มักจะต้องพบเจอ เมื่อคิดอยากจะทำ R&D ทำให้หลายรายต้องล้มเลิกความคิดลงไป โดยส่วนใหญ่มักจะมาจาก 3 ปัญหาสำคัญ ต่อไปนี้

44% ขาดกำลังคน​ ทั้งการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเหมาะสม รวมไปถึงการขาดแคลนเครื่องมือต่างๆ ด้วย

– 30% ขาดองค์ความรู้ต่างๆ  เพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรืองานวิจัยใหม่ๆ ได้มากนัก

– 28% ขาดแคลนเงินทุน เนื่องจากต้นทุนในการทำนวัตกรรมต่างๆ มีปริมาณสูงเกินไป

“งานวิจัยในต่างประเทศพบว่า แม้บริษัทจะลงทุนด้าน R&D ไม่มาก แต่หากสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ตรงจุดและรวดเร็ว จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ถึง 6-23% นอกจากนี้ R&D ยังทำให้ธุรกิจสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากตลาดได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นและลอกเลียนแบบได้ยากมากขึ้น รวมไปถึงช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดให้กับธุรกิจได้ถึง 7-15% ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจด้วยว่า อยู่ในกลุ่ม Technology Driven หรือไม่ ​รวมทั้งอายุของบริษัทด้วย เพราะหากทำธุรกิจมานานจนอยู่ตัวแล้ว โอกาสที่จะอยู่รอดได้ก็มีสูงอยู่แล้ว ​ดังนั้น​ หากบริษัทเหล่านี้ทำ R&D เติมเข้ามาอีก โอกาสรอดที่จะเพิ่มขึ้นก็จะอยู่ที่ราว 7% แต่หากเป็นบริษัทใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาด และต้องไปแข่งกับบริษัทที่แข็งแรงในตลาด​ การมีสินค้าที่แตกต่างและเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับตลาดก็ยิ่งมีความจำเป็น รวมทั้งช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดได้สูงถึง 15% เลยทีเดียว”​

และแม้ว่า R&D จะมีความสำคัญแต่ก็ไม่ใช่เพียงเหตุผลเดียวที่จะขับเคลื่อนให้ธุรกิจอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้ และขึ้นอยู่กับ Lifecycle ธุรกิจในแต่ละช่วงด้วย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น การมีทุนที่แข็งแรงและสายป่านที่ต้องค่อนข้างยาวมากพอสำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจไปได้สักระยะหนึ่ง ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องพับธุรกิจไปก่อนที่จะเติบโต ขณะที่รูปแบบของธุรกิจก็มีผล เพราะหากอยู่ในธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องของนวัตกรรมต่างๆ มากนัก R&D อาจจะไม่มีผลต่อการเติบโตของธุรกิจ แต่ต้องอาศัยความแข็งแรงของ Connection หรือการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับคนโดยรอบเป็นสำคัญ

​รวมทั้งขนาดของแต่ละธุรกิจด้วย หากเป็นธุรกิจรายย่อย ในระดับ Very Small ​ที่บางครั้งอาจจะเริ่มทำธุรกิจโดยที่ไม่ได้หาข้อมูลอย่างรอบด้าน ตัดสินใจทำเร็วเกินไป โอกาสรอดก็อาจจะมีอยู่แค่ 50%  แต่หากเป็นบริษัทขนาดเพิ่มขึ้นมาหรือบริษัทขนาดกลาง​โอกาสที่จะอยู่รอดได้ก็อาจจะเพิ่มขึ้นมาได้เป็นประมาณ 70%

อย่างไรก็ตาม คำว่า “อยู่รอด” กับ “ประสบความสำเร็จ” มีความแตกต่างกัน บางธุรกิจอาจจะทำมาค้าขายไปได้เรื่อยๆ แต่หากต้องการประสบความสำเร็จและทำให้ธุรกิจเติบโต​เพิ่มสเกลไปในระดับใหญ่ขึ้น R&D ก็จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในธุรกิจที่ต้องการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อเข้าถึง End User หรือการผู้บริโภคโดยตรง R&D ก็ยังคงเป็น Key Element ที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ ที่สำคัญธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการทำ R&D หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ในตลาดได้ ก็จะได้รับอานิสสงส์จากการเป็นผู้ประกอบการในลักษณะ Monopoly หรือไม่สามารถมีใครในตลาดมาแข่งขันได้ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาที่ครอบครองลิขสิทธิ์ หรือในช่วงที่คู่แข่งหรือตลาดยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ตามได้ทัน เพิ่มโอกาสในการเติบโตและทำกำไรให้กับธุรกิจได้เพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

แค่เปลี่ยนวิธีคิด ก็แก้ Pain Point ในธุรกิจได้

ด้าน ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาคการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เหตุผลที่สัดส่วน SME ไทย ยังทำ R&D ในสัดส่วนที่ยังน้อยอยู่ ปัญหาสำคัญมาจากการที่กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอียังไม่เห็นความสำคัญของการทำ R&D ​ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำ หรือ​ทำแล้วจะส่งผลดีต่อตัวเองหรือธุรกิจอย่างไร หรือไม่สามารถจับต้องได้ว่า เมื่อทำ R&D แล้วจะเห็นถึงการเพิ่มขึ้นของยอดขายหรือกำไรได้อย่างไร เรียกได้ว่า ยังขาดความเข้าใจในมิติของ “Why?”

ข้อมูลที่ส่งไปถึงเอสเอ็มอีจะเป็น How? และ What? เป็นส่วนใหญ่ จะบอกถึงตัวเลข สถิติ พูดแต่ในมิติของ R&D การสร้างนวัตกรรมว่าดีอย่างไร สร้างอย่างไร ​โดยที่ผู้ประกอบการไม่สามารถจับต้องได้และบางคนมองว่าไม่เกี่ยวกับธุรกิจของตัวเอง และไม่เข้าใจว่าทำ​ธุรกิจเล็กๆ แบบเอสเอ็มอีถึงต้องทำเรื่องเหล่านี้ ​จึงไม่มีความรู้สึกว่าอยากจะทำ R&D ให้กับธุรกิจ”

ที่สำคัญ SME ส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า R&D เป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องใหญ่ที่บริษัทใหญ่ๆ ต้องทำ จึงต้องทำให้ภาพของการทำ R&D หรือการสร้างนวัตกรรมในสายตาของกลุ่มผู้ประกอบการ SME เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมากขึ้นรวมทั้งสามารถจับต้องได้ และทำได้จริง โดยที่บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากมาย

การสื่อสารด้วยคำพูดง่ายๆ แค่ ให้ผู้ประกอบการเติมคำว่า “อีกนิด” ​ในสิ่งที่ทำอยู่แล้ว โดยนึกถึงความพึงพอใจของลูกค้า เติมในสิ่งที่ทำให้ลูกค้ามีความสุข และมีอารมณ์ที่ดี เมื่อมาใช้บริการหรือมาซื้อสินค้า ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ ก็จะทำให้ธุรกิจเกิดความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปจากที่เคยเป็นอยู่ได้แล้ว และต้องพยายามให้ผู้ประกอบการหมั่นหาสิ่งที่จะเป็น “อีกนิด” ลงไปในธุรกิจบ่อยๆ และทำทุกๆ วัน ก็จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ และเห็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจได้จริง  ​

ต้องพยายามสื่อสารให้​ SME เห็นความสำคัญกับการเพิ่มสิ่งใหม่ๆ ให้ธุรกิจ​ ด้วยความคิดว่า “อีกนิด” เช่น บางร้านที่อาจจะยังไม่มีดอกไม้ ก็เพิ่มประสบการณ์ในร้านให้ดีขึ้น “อีกนิด” ด้วยการหาดอกไม้สวยๆ มาตกแต่งให้บรรยากาศในร้านสดชื่นขึ้น ก็จะทำให้ลูกค้ามีความสุขมากขึ้น หรือเทรนด์สุขภาพกำลังได้รับความนิยม ก็เพิ่มเมนูอาหาร “อีกนิด” ​ด้วยการมีอาหารคลีน หรืออาหารเพื่อสุขภาพมาไว้ในร้านตัวเอง เมื่อลูกค้าถามหาก็สามารถตอบสนองความต้องการได้ และช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจได้ทันที และเมื่อลูกค้าได้ในสิ่งที่ต้องการ หรือพึงพอใจกับบรรยากาศในร้าน ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงทันที จากความสุขและความอารมณ์ดีของลูกค้าที่สัมผัสได้ ลูกค้าก็จะเกิดการบอกต่อ และมาใช้บริการซ้ำ ก็จะเกิดผลดีต่อยอดขายธุรกิจได้อย่างชัดเจนและจับต้องได้จากคำชม หรือความสุขของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ” 

หากจะมองในแง่ทฤษฎี คำว่า “อีกนิด” ก็ไม่ต่างจากการหา Pain point ในธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาหรือสิ่งที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการมองปัญหาในมิติที่อยู่ภายในองค์กร ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับธุรกิจของตัวเองได้ แต่นอกเหนือจากนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมอง Pain Pont ให้กว้างมากกว่าแค่มิติภายใน แต่ต้องมองไปถึง Pain Point อื่นๆ ที่ผู้บริโภคต้องพบเจอในชีวิตประจำวันด้วย เพราะนอกจากทำให้ธุรกิจสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตใหม่ๆ ให้กับการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นจากอีกแนวทางที่แตกต่างออกไปจากเดิมเช่นกัน

ทั้งนี้ ทีมงานวิจัย “SMEs ทำ R&D ไม่เดียวดาย : ไขข้อข้องใจ พร้อมตัวช่วย” ของธนาคารกรุงไทย ได้แนะนำทางแก้ปัญหาให้กับ SME เพื่อให้ทำ R&D ต่างๆ ให้กับธุรกิจได้สะดวกมากขึ้น ทั้งปัญ​หาด้านบุคลากรและเครื่องมือจากศูนย์วิจัยของสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัยเฉพาะอุตสาหกรรม และศูนย์วิจัยจากหน่วยงานภายใต้การดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เช่น สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยการสนับสนุนมี 4 ระดับ ได้แก่ ให้คำปรึกษาเบื้องต้น ให้ใช้เครื่องมือ ทีมวิจัย หรือสถานที่ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นพี่เลี้ยงช่วยพัฒนาสินค้าตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนี้ ยังสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรืองานวิจัยใหม่ๆ ทางออนไลน์ www.thailandtechshow.com ที่รวบรวมผลงานวิจัยจาก สวทช. นำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ส่วนอุปสรรคด้านต้นทุนที่สูงเกินไป ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงิน ที่พร้อมสนับสนุนเงินทุนให้เปล่า และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เช่น โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของ สวทช. วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท โครงการนวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย โครงการ Startup&Innobiz วงเงินกู้สูงสุด 40 ล้านบาท เป็นต้น

เครดิตภาพเปิด : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand