AP เชื่อมั่นในวิกฤต มีโอกาส พร้อมลุยตลาดอสังหาฯ ขนทุกแบรนด์บ้านและคอนโดฯ​ จับทุกเซ็กเมนต์

ดูเหมือนว่าภาพรวมธุรกิจในปีนี้ ส่ออาการน่าเป็นห่วง มีปัจจัยต้องให้ระแวดระวังกันมากมาย ส่องหาเรื่องดีๆ ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้การทำธุรกิจในปีนี้ปลอดโปร่งโล่งสบาย และสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำหาได้ยากแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดีเวลลอปเปอร์หลายรายออกอาการเป็นห่วง และกังวลใจกับปัจจัยลบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจทั้งในไทยเองหรือเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะสดใส ท่าที่ของสหรัฐอเมริกากับจีนเองก็ไม่รู้จะยังไง

ล่าสุด ปากีสถานกับอินเดียยังทะเลาะกันอีก หรือเรื่องราวในบ้านเราเอง  การเมืองหลังเลือกตั้งก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกอาการเป็นห่วงธุรกิจอสังหาฯ​ กลัวว่าจะมีปัญหาเหมือนในอดีต ออกมาตรการเพิ่มเงินดาวน์บ้านมากขึ้น นักธุรกิจอสังหาฯ​ หลายรายเลยติดเบรกการลงทุน บ้างก็ชะลอตัว เลือกทำในสิ่งที่ถนัด มั่นใจว่าทำตลาดได้ถูก เลือกเอาความชัวร์ไว้ก่อน ธุรกิจอสังหาฯ ปีนี้จะลดระดับความรุนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่สำหรับคนมองบวกอย่าง “เอพี ไทยแลนด์” หรือบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เห็นว่าแม้สภาพตลาดจะมีวิกฤตเกิดขึ้นมากมาย เป็นปัจจัยต้องกังวลและน่าเป็นห่วง แต่ก็เชื่อว่าทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ และตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจ 27 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการทำธุรกิจ และการปรับตัวให้เติบโตได้ในสถานการณ์ผันผวน รวมถึงปัจจัยลบที่เกิดขึ้นมาแล้วของ “เอพี ไทยแลนด์”

คุณวิทการ จันทวิมล  รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ปีนี้การดำเนินธุรกิจถือว่ามีความท้าทาย จากปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก นโยบายภาครัฐ​ การหาซื้อที่ดินซึ่งมีความยากและราคาแพงมากขึ้น แต่มองว่าทุกๆ ความท้าทายมีโอกาส ในการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจบริษัทเติบโตมาโดยตลอด

“เรามองโอกาสในการเติบโตในทุกเซ็กเมนต์ และมองจุดเด่นว่าจะเติบโตในทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าแนวราบ แนวสูง ของถูกหรือของแพง จะเปิดตัวครบทุกแบรนด์ที่มีอยู่ และจุดเด่นของเราคือ Premium affordable ที่สามารถเข้าถึงได้”

โดยในปีนี้เอพี (ไทยแลนด์) วาง 4 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างการเติบโต ได้แก่ 

1.เปิดตัวโครงการครบ 9 แบรนด์ ในทุกเซ็กเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีสินค้าครอบคลุม ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด 39 โครงการ มูลค่ารวม 56,800 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 22,400 ล้านบาท เป็นคอนโดฯ ร่วมทุน 3 โครงการ มูลค่า 18,300 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 34 โครงการ มูลค่ารวม 34,400 ล้านบาท เป็นทาวน์โฮม 19 โครงการ มูลค่า 16,780 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 15 โครงการ มูลค่า 17,620 ล้านบาท

“ในปีนี้เตรียมเปิดตัว 5 คอนโดฯ ใหม่ รวมมูลค่า 22,400 ล้านบาท ภายใต้ 4 แบรนด์ในเครือ ได้แก่  ASPIRE ใน 2 ทำเล ได้แก่ สุขุมวิท – อ่อนนุช และอโศก – รัชดา ที่เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ คนทำงาน โดยมีโครงการร่วมทุนระหว่าง เอพีและมิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัท ในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป – MECG) รวมทั้งสิ้น  3 โครงการ มูลค่า 18,300 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ THE ADDRESS,  RHYTHM, และ LIFE”

2.สร้างความแตกต่างด้วยสินค้าที่ตอบความต้องการของคนทุกช่วงชีวิต ด้วยเล็งเห็นถึงรูปแบบครอบครัว (Family Pattern) ที่มีความหลากหลาย และต่างไปจากเดิม จึงออกแบบและจัดวางพื้นที่ในตัวบ้าน และพื้นที่ส่วนกลางให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของครอบครัวคนรุ่นใหม่ รองรับการอยู่อาศัยของคนหลากหลายรุ่น ผ่าน 3 แนวคิดสำคัญในการออกแบบ ได้แก่

-SPACE TRANSFORMATION  การออกแบบให้ทุกๆพื้นที่สอดคล้องกับการใช้งานจริง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

-HUMAN CONNECTION สร้างสรรค์ระบบนิเวศที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยทุกวัยเชื่อมต่อกันได้ในชุมชน  และสังคมรอบข้างอย่างมีคุณภาพ

-LIFE-LONG COMMUNITY การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาใช้ช่วยยกระดับให้โครงการมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยของลูกบ้านในเครือ ได้อย่างยั่งยืน

3.ร่วมมือกลุ่มมิตซูบิชิ เอสเตท ยกระดับคุณภาพคอนโดฯ ในเครือเอพีอย่างต่อเนื่อง ด้วย ‘AI BIM’ (Artificial Intelligence Building Information Modeling) เทคโนโลยีการออกแบบงานก่อสร้างอาคารสูงอัจฉริยะ 7 มิติ ที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในทุกกระบวนการทำงาน และมีจุดเด่นในด้านการบริหารสิ่งอำนวยความสะดวกในที่พักอาศัย (Facility Management) หลังจากส่งมอบโครงการ โดยในปี 2562 นี้ เอพีได้นำเทคโนโลยี ‘AI BIM’ มาใช้แบบครบวงจรในการพัฒนาคอนโดฯ แบบ High-Rise ทุกโครงการ

4.ต่อยอดความแข็งแกร่งของบริษัทในเครือ ได้แก่ BC บริษัทด้าน Property Agent และ SMART บริษัทด้าน Property Management  ช่วยให้เอพีก้าวไปสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างครบวงจร (Total Solution Community Developer) โดยในปีนี้ BC พร้อมรุกต่อในตลาดที่เป็นเมืองรองในต่างประเทศ อาทิ คุนหมิง หนานจิง ซีอานในจีน และโอซาก้า ฟุกุโอกะในญี่ปุ่น หลังประสบความสำเร็จในเมืองหลักของแต่ละประเทศมาแล้ว  นอกจากนี้ ภายในไตรมาส 3  SMART เตรียมเปิดตัว SMART PLATFORM ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตและประสบการณ์การอยู่อาศัยของกว่า 55,000 ครัวเรือน ในกว่า 200 โครงการ ที่ไม่ใช่เฉพาะในเครือของเอพี

ขน 5 แบรนด์บ้านจับตลาด 2-50 ล้าน

คุณภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจแนวราบ เล่าว่า สินค้ากลุ่มบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมในปี 2561 ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะสินค้าบ้านเดี่ยวมีรายได้เติบโตขึ้นถึง 80% สินค้าทาวน์โฮมแบรนด์ บ้านกลางเมือง ยังคงรักษาความเป็นเบอร์ 1 ไฮเอนด์ทาวน์โฮมในเมือง ที่สร้างมูลค่ายอดขายอันดับที่ 1  ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการทำงานที่ใช้แนวทาง Design Thinking อย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปี ในการหาคำตอบที่แท้จริงของจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญว่า อะไรคือคุณภาพชีวิตที่คนไทยต้องการ  กลายมาเป็นกลยุทธ์ความสำเร็จให้กับบริษัท โดยปีนี้ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่องด้วย

สำหรับกลยุทธ์สร้างความสำเร็จให้กับกลุ่มแนวราบของเอพี ไทยแลนด์ ได้แก่

1.AP’S LOCATION-IN-LOCATION มีพื้นที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ อาทิ ติดถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วน ใกล้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะทั้งในปัจจุบันและอนาคต

“ปีนี้แนวราบจะขยายทำเลให้ครอบคลุมทุกทำเล เช่น ย่านดอนเมือง วัชรพล พหลโยธิน สวนหลวง ราชพฤกษ์ บางใหญ่ สวนผัก อ่อนนุช พระราม 2 สายไหม เป็นต้น บนทำเลที่ติดถนนใหญ่และเป็น Multiple Connect ที่เชื่อมต่อทางลัด ทางด่วน หรือระบบขนส่งขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดเวลาที่ใช้ไปกับการเดินทาง”

2.VARIETY OF NEW HOUSE MODELS มีสินค้าหรือแบบบ้านมากกว่า 70 แบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย

“เราพบว่าที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่กว้างขวางเกินไป และไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเปล่าประโยชน์ และไม่คุ้มค่า ที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่  อาจไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่คนไทยต้องการในทุกโลเคชั่น เราจึงมุ่งเน้นพัฒนาให้บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมทุกแบรนด์ในเครือเอพีมีแบบบ้านโมเดลใหม่ที่หลากหลาย รวมถึงการนำเสนอสเปซฟังก์ชั่นที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้สามารถยืดหยุ่นต่อการใช้งานในวันนี้ และในอนาคต สามารถอยู่ได้อย่างยาวนาน”

3.COMPETIVE PRISE มีระดับราคาครอบคลุม ครบทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยแบรนด์ Pleno มีระดับราคามากกว่า 2-4 ล้านบาท แบรนด์​ CENTRO มีระดับราคาตั้งแต่ 4-6 ล้านบาท แบรนด์ บ้านกลางเมือง มีระดับราคากว่า 4-10 ล้านบาท The CITY มีระดับราคาตั้แต่ 7-15 ล้านบา และแบรนด์ The PALAZZO มีระดับราคาตั้งแต่ 30-50 ล้านบาท

ในปีนี้แบรนด์บ้านกลางเมืองและพลีโน่ ยังมีโมเดลใหม่ โดดเด่นตั้งแต่การดีไซน์สถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน ตอบสนองความเป็นปัจเจกของแต่ละครอบครัว รวมทั้งการปรับพื้นที่ใช้สอยภายในใหม่ทั้งหมด ทั้งสเปซฟังก์ชั่นที่รองรับการอยู่ร่วมกันของครอบครัวใหญ่ 2-3 เจนเนอร์เรชั่น  สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้แบบเต็มพื้นที่ จัดวางพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กเข้าสู่ตัวบ้าน เพื่อเพิ่มความร่มรื่น โดยที่ผู้อยู่อาศัยไม่ต้องเสียเวลามากในการดูแล โฟกัสทำเลศักยภาพ ใจกลางเมือง พร้อมแพ็คเกจราคาขายที่จับต้องได้

จากนโยบายและวิธีการทำตลาด ซึ่งมุ่งเน้นจับทุกกลุ่มเป้าหมายและทุกระดับราคา ทำให้ปีนี้ตั้งเป้าหมายบริษัทน่าจะทำยอดขายได้ 41,800 ล้านบาท และมีรายได้รวม 35,900 ล้านบาท  ซึ่งถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 มีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่า 50,025 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 7,935 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ทั้งหมดภายในปีนี้ และคอนโดมิเนียม มูลค่า 42,090 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯ เอพี มูลค่า 2,310 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ทั้งหมดในปีนี้ และเป็นโครงการร่วมทุน มูลค่า 39,780 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ในปี 2562 ประมาณ 7,569 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566