จดหมายประจำปี เมื่อ Bill และ Melinda Gates ต้องพูดเรื่อง “ส้วม-มือถือ-หนังสือ-ผายลม”

เป็นประจำทุกปีที่ Bill และ Melinda Gates สองสามีภรรยาคนดังจะออกมาเขียนบันทึกถึงโลกผ่านมุมมองที่พวกเขาได้เห็น และในปี 2019 นี้ ทั้งคู่ก็ถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อโลกผ่านการบอกเล่าประสบการณ์ที่พวกเขาได้ประสบมาอีกแล้วเช่นกัน ซึ่งประสบการณ์นั้นมีทั้งสิ้น 9 ข้อ กับอีกหนึ่งข้อเล็ก ๆ ที่อาจนับรวมเป็นข้อที่ 10 ด้วยก็ได้

โดยในจดหมายประจำปี (Annual Letter) ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมานี้ Bill Gates ได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ไว้มากมาย ทั้งเรื่องนวัตกรรมเกี่ยวกับส้วม เรื่องของแอฟริกา เรื่องของดาต้า ฯลฯ แต่หากประเมินจากความประทับใจ และการได้เข้าถึงตัวตนของเขาได้มากขึ้นแล้ว เราอยากขอเริ่มต้นด้วยเรื่องการจัดการความโกรธ ที่ Bill Gates บอกว่าเราควรเรียนรู้จากวัยรุ่น และในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้ตัวตนของ Bill Gates จากเรื่องนี้เช่นกัน

1. Bill Gates เรียนรู้อะไรจากการจัดการความโกรธ

แรงบันดาลใจที่เขียนเรื่องดังกล่าวเริ่มจาก Melinda และ Bill Gates เข้าร่วมกิจกรรมที่คุกของรัฐจอร์เจียจัดขึ้นเมื่อสองปีก่อน เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาความยากจน แต่สิ่งที่ประทับใจพวกเขามากที่สุดคือการพูดคุยกลุ่มย่อยกับเด็กวัยรุ่นที่ก่อความรุนแรงจนต้องถูกจับเข้าห้องขัง สิ่งที่เด็ก ๆ พูดเหมือนกันก็คือ พวกเขาอยากเป็นคนดี และอยากได้รับการยอมรับในสังคม แต่บางจุดในชีวิตดึงให้พวกเขาเข้าไปอยู่ในสถานการณ์รุนแรง และเมื่อรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนที่ขาดสติ สถานการณ์จึงเลวร้ายในตอนจบ

Melinda โยงเรื่องนี้เข้ากับกิจกรรม BAM ที่ไม่ใช่ศิลปินเกาหลี หากแต่ย่อมาจาก Becoming A Man 

โครงการนี้มีขึ้นเพราะเห็นแล้วว่า ไม่เฉพาะในจอร์เจีย แต่เด็กวัยรุ่นผู้ชายของสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญสถานการณ์คล้าย ๆ กัน นั่นคือ มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือก่อความรุนแรงจนนำไปสู่การบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

โครงการอย่าง BAM จึงลงไปในเมืองที่มีสถิติอาชญากรรมสูง และเชิญบรรดาวัยรุ่นเข้ามาเพื่อให้เด็กแต่ละคนได้พูดคุย ซักถามกันและกันถึงปัจจัยที่อาจทำให้พวกเขาขาดสติ ซึ่งผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า แนวทางที่โครงการ BAM ทำสามารถลดปัญหาอาชญากรรมลงได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

Bill Gates ก็เข้าร่วมในกลุ่มพูดคุยนี้เช่นกัน โดยกลุ่มที่เขาเข้าไปพูดคุยมีกัน 5 คน และพูดในหัวข้อ Anger ซึ่ง เด็ก ๆ แต่ละคนจะเล่าเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองโกรธออกมา แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เด็ก ๆ โกรธ กับสิ่งที่ทำให้ Bill Gates โกรธได้นั้นต่างกัน (เขาโกรธเพราะเห็นตัวเลขผู้ป่วยโปลิโอเพิ่มขึ้น) แต่สิ่งที่ Bill Gates มองว่าเป็นประโยชน์ก็คือ การที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วิธีจัดการกับความโกรธตั้งแต่ตอนนี้ และมองว่าห้องเรียนในลักษณะนี้ ควรแทรกเข้าไปในโรงเรียนต่าง ๆ ให้มากขึ้น

2. “แอฟริกา” คือทวีปที่วัยรุ่นที่สุดของโลก

เด็กหญิงในแซมเบีย ขอบคุณภาพจาก gatesnotes.com

ข้อต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นเช่นกัน เพราะทวีปแอฟริกาในวันนี้ เป็นทวีปที่ “วัยรุ่น” ที่สุดในโลก โดยอายุเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 18 ปีเท่านั้น

เหตุผลที่เกิดสถานการณ์เช่นนี้ Bill Gates ระบุไว้ว่า มาจากอัตราการเกิดของโลกทุกวันนี้ไหลไปอยู่ที่ประเทศยากจน ซึ่งแอฟริกาเป็นทวีปที่เผชิญกับปัญหาดังกล่าวค่อนข้างหนัก แต่ในอีกมุมหนึ่ง มหาเศรษฐีโลกคนดังมองว่า นั่นคือศักยภาพ เพราะในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เริ่มเต็มไปด้วยประชากรวัยกลางคน แอฟริกาคือทวีปที่ยังมีประชากรรุ่นหนุ่มสาวอยู่เต็มไปหมด ดังนั้น หากแอฟริกาได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม จะสามารถปลดล็อกพันธนาการด้านความยากจนได้อย่างแน่นอน และทวีปดังกล่าวจะกลายเป็นขุมพลังของโลกใหม่ได้เลยทีเดียว

สิ่งที่สองสามีภรรยาสนับสนุนจึงเป็นการนำการศึกษา และความรู้ด้านสาธารณสุข เข้าไปยังแอฟริกาให้ทันท่วงที เพราะเชื่อว่าสองปัจจัยนี้จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แอฟริกาได้ถึงสองเท่าภายในปี 2050 (ซึ่งยุคนั้นเชื่อว่า หลาย ๆ ทวีปจะมีประชากรวัยหนุ่มสาวน้อยลงมากแล้ว) โดย Bill Gates มองว่า การให้เด็กผู้หญิงทุกคนในแอฟริกาเรียนจบมัธยมปลาย ความรู้เหล่านั้นจะสร้างรายได้ให้พวกเธอมากกว่า 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การให้ความรู้ด้านสุขอนามัย จะทำให้อัตราการเสียชีวิตในทารกแรกเกิดลดลงราวครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

3. ภาวะโลกร้อนในสายตา Bill Gates มันจะหยุดได้ถ้า…

Bill Gates น่าจะอยากให้ทุกคนได้เห็นชาร์ตนี้โดยพร้อมเพรียงกัน และขอให้สังเกตที่ด้านล่างมุมขวาที่บอกว่า การได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้าที่หลาย ๆ คนมองว่าเป็นพลังงานสะอาดนั้น แท้ที่จริงแล้ว ในกระบวนการผลิตพลังงานไฟฟ้าก่อก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศถึง 25% รองลงมาก็เป็นภาคการเกษตร 24% ภาคการผลิต 21% ภาคการคมนาคมขนส่ง 14% และธุรกิจก่อสร้าง 6%

ภาวะโลกร้อนอาจยุติลงได้ถ้าไม่มีกระบวนการเหล่านี้ ซึ่ง Bill Gates ตระหนักดีว่าเป็นไปได้ยาก และไม่เป็นธรรมกับประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เขาทำจึงเป็นการกระตุ้นทุกภาคส่วน รวมถึงควักเงินส่วนตัว 1 พันล้านเหรียญสหรัฐสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีให้มากขึ้น เผื่อว่าจะพบความก้าวหน้าใหม่ ๆ ที่จะมาต่อกรกับปัญหาโลกร้อนได้นั่นเอง

4. ห้องสุขาคือผู้สร้างอนาคต

ในแต่ละปี มีเด็กอายุไม่ถึง 5 ขวบราว 500,000 รายเสียชีวิตจากการปนเปื้อนของสิ่งปฏิกูลในน้ำและอาหารที่พวกเขาดื่มกิน มีเด็กและผู้หญิงจำนวนมากที่ป่วยเป็นโรคไต เพราะไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำกลางดึก เนื่องจากเกรงว่าจะถูกกระทำมิดีมิร้าย ฯลฯ เรื่องของห้องสุขาจึงกลายเป็นสิ่งที่ Bill และ Melinda ลุกขึ้นมาท้าทายวิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้มาร่วมวงพัฒนามันให้ดีขึ้น โดยต้องมองปัญหานี้จากมุมของประเทศยากจน ที่ขาดแคลนทั้งน้ำและระบบประปา และต้องไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยการยกโถสุขภัณฑ์ในปัจจุบันไปให้พวกเขาแล้วก็บอกว่า จงหัดใช้เสีย

เหตุที่โจทย์นั้นท้าทาย เพราะ Bill Gates ตระหนักดีว่า ในประเทศยากจน การใช้โถสุขภัณฑ์แบบที่เราใช้งานกันอยู่นี้ ถือเป็นการลงทุนด้านค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อีกทั้งยังต้องการระบบน้ำประปา การเดินท่อ ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมากนั่นเอง

ผลก็คือ เกิดการพัฒนานวัตกรรมห้องสุขาอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งห้องสุขาที่สามารถเปลี่ยน “อึ” ให้กลายเป็นปุ๋ยสำหรับใส่ต้นไม้ และเปลี่ยนปัสสาวะให้กลายเป็นน้ำล้างมือได้ ขณะที่บางมหาวิทยาลัยก็เก็บก๊าซมีเทนไปใช้ทำความร้อน หรือใช้แทนแก๊สในการปรุงอาหาร

5. หนังสือเรียน (และห้องเรียน) กำลังจะหายไป

Bill Gates พูดถึงการเรียนแนวใหม่ไว้อย่างน่าฟัง โดยกล่าวว่ามันเป็นยุคที่ Text Book ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์อีกต่อไป หากแต่เป็นการใช้สื่อออนไลนแบบผสมผสาน เช่น มีวิดีโอเข้ามาช่วยสอน มีเกมให้เล่นเพื่อทบทวนความเข้าใจ จากนั้นข้อมูลทั้งหลายก็จะถูกสรุป และเก็บเป็นดาต้าให้คุณครู เพื่อที่ว่าเมื่อเข้าเรียนครั้งต่อไป คุณครูจะได้ทราบว่านักเรียนแต่ละคนยังไม่เข้าใจตรงไหน และจะได้สอนเพิ่มให้ถูกจุด

ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่นับรวมเรื่องที่ว่า ห้องเรียนเองก็กำลังจะหายไป เพราะนักศึกษาในทุกวันนี้ไม่ใช่นักศึกษาแบบเมื่อก่อนที่อายุ 18 – 22 ปี มาเรียนให้จบและออกไปหางานทำ สิ่งที่ Bill Gates พบก็คือ อายุนักศึกษาเฉลี่ยทุกวันนี้อยู่ที่ 25 ปี กว่าครึ่งมีครอบครัวแล้ว และราว 25% มีลูกที่ต้องเลี้ยงดู ห้องเรียนออนไลน์จึงดูจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์พวกเขาได้มากกว่า

6. โทรศัพท์มือถือคือเครื่องมือเปลี่ยนฐานะให้กับผู้หญิงยากจน

ขอบคุณภาพจาก gatesnotes.com

Bill Gates มองเห็นข้อดีข้อหนึ่งของโทรศัพท์มือถือที่หลายคนอาจมองไม่เห็น นั่นคือเวลาที่มันอยู่ในมือของผู้หญิงที่มีฐานะยากจน และอยากขยับขยายชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น โทรศัพท์มือถือกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก เพราะมันทำให้พวกเธอเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ เช่น เรียนทำขนม ค้าขายออนไลน์ หรือเข้าถึงบริการทางการเงิน อย่างการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ซึ่งทำให้พวกเธอมีช่องทางให้รายได้โอนเข้ามาถึงพวกเธอโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสามี และนำเงินเหล่านี้ไปเลี้ยงดูลูก ๆ ได้นั่นเอง

7. ยิ่งรักประเทศชาติก็ยิ่งต้องคิดถึงส่วนรวมให้มาก 

ในจุดนี้ เป็นการแสดงความเห็นของ Bill และ Melinda ที่มองว่าลัทธิชาตินิยมที่ถูกปลุกขึ้นมาใช้งานอีกครั้งโดยผู้นำบางราย ไม่ใช่คำตอบของทุกสถานการณ์ และเหตุผลที่ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาควรจะให้ความช่วยเหลือกับประเทศอื่น ๆ นั้นก็เพื่อสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นบนโลก และเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เด็ก ๆ ที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ นั้นจะสามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัย แข็งแรง และได้รับการศึกษาที่ดี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นได้ พวกเขาก็จะรักประเทศของตนเองและไม่ต้องมองหาประเทศใหม่ที่ดีกว่า

8. โลกมีดาต้าของผู้หญิงน้อยเกินไป

Bill และ Melinda สรุปเรื่องนี้ออกมาสั้น ๆ ว่า การไม่มีดาต้าของผู้หญิง หรือมีแต่น้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ชายนั้นเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง ซึ่งเพื่อทลายกำแพงนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน พวกเขาได้ฟอร์มทีมขึ้นมาสำหรับเก็บดาต้าของผู้หญิงโดยเฉพาะ และจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อจะได้ทราบว่าควรสนับสนุนพวกเธอทางใดบ้างให้พ้นจากปัญหาความยากจน

 9. พบความเชื่อมโยงของการคลอดก่อนกำหนดจากเครื่องตรวจ DNA 

ในจุดนี้ นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการคลอดก่อนกำหนดกับสารชนิดหนึ่งชื่อว่าซีลีเนียม (Selenium) ที่พบได้จากเครื่องตรวจ DNA ซึ่งปัจจุบัน การคลอดก่อนกำหนดสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไป ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศยากจน แต่การคลอดก่อนกำหนดในประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวต่ำ ก็เสี่ยงมากที่ทารกจะเสียชีวิต ดังนั้น หากพิสูจน์ได้ว่ามีสารบางตัวสามารถช่วยลดความเสี่ยงให้กับแม่ตั้งครรภ์ ก็อาจทำให้การคลอดนั้นปลอดภัยทั้งกับแม่และเด็กได้มากขึ้น

ย่อหน้าสุดท้ายที่อาจเป็นข้อ 10 ของจดหมายฉบับนี้ก็คือการที่ Bill Gates ฝากทิ้งท้ายว่า ยิ่งเราเห็นพาดหัวข่าวที่ไม่ดีมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องบอกตัวเองว่าหมดเวลาที่จะนั่งสบาย ๆ แล้ว และสิ่งที่จะเป็นพลังให้กับการทำเพื่อโลกได้ดีที่สุดก็คือการมองโลกในแง่ดีนั่นเอง

Source