Nissan กับการท้าทาย Disruption ของโลกยานยนต์

ภายในงานสัมมนา Unlock the Future 2019 : ปลดล็อคผู้บริโภคสู่การตลาดยุคใหม่ ซึ่งจัดโดย BrandBuffet เว็บไซต์การตลาดและความคิดสร้างสรรค์ คุณสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองประธานสายงานการตลาด นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย (Nissan Motor) กล่าวถึงทิศทางการรถยนต์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของนิสสันไว้ว่า

Disruption ในมุมมองของคุณสุรีทิพย์ หมายถึง การหยุดชะงักก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยี กับดิจิตอล และออนไลน์ นั้นแทบแยกกันไม่ออก แต่ในมุมของผู้ผลิตรถยนต์อย่าง “นิสสัน” ที่ทำธุรกิจนี้มายาวนาน จึงมองเรื่อง “เทคโนโลยี” เป็นหลักที่ต้องคาดการณ์เทรนด์ต่อว่าจะเป็นอย่างไร

“ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดด้วย ซึ่งความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันมักจะมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และต้องการแก้ไขปัญหานั้น โดยส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้อากาศในแต่ละฤดูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เราจึงต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น โดยนิสสันมีนวัตกรรม Nissan LEAF รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ EV ในการขับเคลื่อน จึงช่วยลดการเกิดไอเสียในอากาศ รวมทั้งยังมีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน”

นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ Nissan Intelligent Mobility มาใช้ โดยแบ่งเป็น 3 แกนด้วยกัน คือ Intelligent Power ความก้าวล้ำของระบบขับเคลื่อนIntelligent Driving ความก้าวล้ำของการขับขี่ และ Intelligent Integration ความก้าวล้ำของการผสานเทคโนโลยี เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถทำหน้าที่ตัดสินใจแทนเราได้ทันทีโดยไม่ต้องสั่งการ

เทคโนโลยีเหล่านี้นิสสันคิดค้นมาเพื่อการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ด้วยการมองเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเกี่ยวข้องกับความต้องการของคน โดยแบ่งตลาดออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ ตลาดที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า กับตลาดที่กำลังมีเทคโนโลยีเติบโตขึ้น ซึ่งในยุโรปเป็นแบบแรก ส่วนจีนเป็นแบบที่ 2 โดยรัฐบาลจีนเริ่มมีนโยบายเรื่องรถยนต์จริงจังตั้งแต่ปี 2009 ทั้งเรื่องของรถยนต์ Hybrid และ EV เนื่องจากปัญหาของมลพิษทางอากาศ ทำให้มีผลกับความต้องการของคน ดังนั้นนักการตลาดต้องเข้าใจในจุดนี้

“เราจะเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่ต้องการสูงในหลายประเทศ ส่วนในไทยนั้นมาแน่นอน แต่เนื่องจากตอนนี้ยังมีราคาสูง ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเปรียบเหมือนตลาดสมาร์ทโฟนในอดีตที่ราคาสูงแต่ปัจจุบันราคาจับต้องได้เพราะต้นทุนถูกลง”

สำหรับข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า คือ ไม่ก่อให้เกิดไอเสียเลย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ผลิตรถยนต์ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ให้ชีวิตเปลี่ยนไปโดยที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเทคโนโลยี Co-Pilot ที่รถยนต์ขับขี่ได้เองโดยไม่ต้องบังคับรถ สามารถเลือกที่จอดรถได้เอง ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอด นอกจากนี้ยังคำนึงถึงความปลอดภัยเมื่อต้องมีการเบรกอัตโนมัติให้เร็วกว่าการทำงานของสมอง เพราะถ้าไม่มีอุบัติเหตุก็ลดความเสี่ยงได้

“ดังนั้นทุกอย่างจะกลับไปที่ On Life คือความต้องการของคน ที่เปลี่ยนไปตามบริบทรอบตัว เราจะคำนึงถึงสิ่งใหม่ๆ ในการใช้รถยนต์ ต้องเข้าใจความต้องการ และเข้าใจ Data ที่มาขับเคลื่อนอนาคต เราต้องนำส่วนนี้มาวิเคราะห์ให้ได้ เพราะสถิติไม่เคยหลอกใคร เราจะรู้ได้ว่าลูกค้าเราเป็นอย่างไร ประสบการณ์ของลูกค้าคือสิ่งที่เราต้องดู สิ่งสำคัญคือการเชื่อมต่อลูกค้าไม่ให้หลุดวงจรของเรา ตั้งแต่การตัดสินใจซื้อไปจนถึงซื้อซ้ำ เราต้องลงทุนหลายด้าน ทั้งเรื่องการ Trackingที่ติดตามลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องเดินตลาดเลย แต่เราใช้เครื่องมือในการติดตามลูกค้า”