พลิกคัมภีร์การสร้างแบรนด์ Huawei สู่มือถือแถวหน้าของโลก

    บนโลกมีแบรนด์สินค้าเกิดขึ้นมากมาย แต่จะมีสักกี่แบรนด์ที่สามารถก่อร่างสร้างชื่อให้คนรู้จักได้ภายในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งยังจดจำได้ทั่วโลก ยิ่งสนามรบธุรกิจ “มือถือ” (สมาร์ทโฟน) ที่ขับเคี่ยวกันดุเดือด  ถ้าแบรนด์ไม่ปังจริง การยืนหยัดในตลาดคงทำได้ยากในปัจจุบัน

    หากพูดถึงการสร้างแบรนด์ กรณีศึกษาที่หยิบยกมาเล่ากีทียังคงมีความน่าสนใจเสมอ อาจต้องยกให้แบรนด์สมาร์ทโฟนแดนมังกร “หัวเว่ย”(Huawei) เพราะในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคได้เห็น “เบอร์รอง” ไล่ตามแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก Apple และ Samsung จนสามารถ “โค่น” ตำแหน่งและขึ้นไปแทนที่อันดับ 2 ในด้านรายได้สำเร็จแล้ว

    ขึ้นชื่อว่าเป็น “ผู้บริโภค” ใครๆย่อมต้องการของดี มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ  จึงไม่แปลกใจโดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่ “หัวเว่ย” ให้ความสำคัญมากคือการโฟกัสไปที่ “ผลิตภัณฑ์” หรือ Product ซึ่งเป็น P ตัวแรกของส่วนประสมทางการตลาด(4Ps) ที่ทางผู้ผลิตทุ่มเททั้งสรรพกำลังเงินเพื่อวิจัยและพัฒนา(R&D)สินค้าด้วยงบประมาณ 10-15% ต่อปี แถมยังขึ้นชื่อเป็นบริษัทที่ทุ่มทุนด้าน R&D จนติด Top 5 ของโลกมาแล้วเมื่อปี 2559 นั่นเอง

    เมื่อพิจารณาแล้วปีที่ผ่านมาหัวเว่ยใช้เงินมากถึง 14.9% หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 4.56 แสนล้านบาท สำหรับคิดค้น วิจัยและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพทั้งภายในคือ เทคโนโลยี ซอฟท์แวร์ ของสมาร์ทโฟนให้ล้ำนำสมัยเสมอ  ส่วนภายนอกเห็นแล้วต้องว้าว! ดีไซน์ต้องสวย โดดเด่น ฟังก์ชั่นการใช้งานครบเครื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในทุกด้าน

    ขุมพลังของการวิจัยและพัฒนาสมาร์ทโฟนของ “หัวเว่ย” ก็ไม่ธรรมดา เพราะปัจจุบันมีศูนย์วิจัยและพัฒนามากกว่า 17 แห่งทั่วโลก รวมถึงศูนย์ร่วมนวัตกรรมอีกไม่ต่ำกว่า 36 แห่ง ยิ่งกว่านั้นพนักงานที่มีร่วมแสนคนทั่วโลก สัดส่วนประมาณกึ่งหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

    ยิ่งถ้าได้สัมผัสศูนย์วิจัยและพัฒนาของ “หัวเว่ย” ที่ประเทศจีน อาจต้องตะลึง เพราะกระบวนการผลิตและทดสอบสินค้านั้น เกิดขึ้นตลอดเวลา ซ้ำๆ ต่อเนื่อง ทั้งทดสอบสายชาร์จ การตกกระทบของสมาร์ทโฟน ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ การทนต่ออุณหภูมิต่างๆของสมาร์ทโฟน เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่จะไปถึงมือผู้บริโภค “ดีจริง”

    จุดแข็งด้านสินค้าไม่หมดเท่านั้น เพราะตลาดมือถือ สมาร์ทโฟนมีหลายเซ็กเมนต์ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อแตกต่างกัน “หัวเว่ย” จึงมีการเติมพอร์ตโฟลิโอสินค้าที่หลากหลาย เพื่อเอาใจผู้บริโภคทุกระดับตั้งแต่กลุ่ม Entry Market ราคา 3,000-5,000 บาท กลุ่ม  Mass Segment ราคาจับต้องได้สบายกระเป๋า 5,000-15,000 บาท และกลุ่ม Premium Segment ราคาสูงกว่า 15,000 บาทขึ้นไป โดยเฉพาะเรือธงทั้ง P series และ Mate series มักมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ออกมาเขย่าตลาดอยู่เรื่อยๆ  พร้อมกับแคมเปญสร้างสรรค์ต่างๆที่ทำให้อยากได้เป็นเจ้าของสักเครื่อง

    นอกจากนี้การสร้างแบรนด์ให้เกิดเพียงรายเดียวอาจไม่พอ แต่ยังต้องมีการ Collaboration กับพันธมิตรแบรนด์ดังระดับโลก เพื่อให้มีอิมแพ็คมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับกล้อง “Leica” และ “Porsche Design” ถือเป็น “กุญแจ” สำคัญของ “หัวเว่ย” เพราะนอกจากจะช่วย “อัพเกรด” ภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์แดนมังกรสู่การเป็น Global Brand แล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เกื้อกูลการเติบโตซึ่งกันและกันได้อย่างดี เพราะแต่ละแบรนด์ดังเหล่านั้นมักมี “สาวก” ที่พร้อมเทใจมาเป็นลูกค้าได้ด้วย

    ความสำเร็จที่ผ่านมาของ “หัวเว่ย” จึงไม่ใช่มังกรธรรมดา แต่เปรียบเหมือนมังกรที่เตรียมพ่นไฟอยู่ตลอดเวลา เพราะเราเห็นได้จากแนวทางการทำตลาดเชิงรุกต่อเนื่องควบคู่การวิจัยและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องในปีๆนึง

    หัวเว่ย จึงกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ Global ได้อย่างรวดเร็ว  พร้อมกับการดึงพลังของคนดังระดับโลกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ Lionel messi นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา อาศัยพลังของ Gal Gadot นางเอกฮอลลีวู้ดจากภาพยนตร์  Wonder Woman ฯ มาเสริมแกร่งให้แบรนด์ยิ่งกว่าเดิม