เปิดเหตุผลทำไมใครๆ ก็แห่เรียนทำอาหาร และทำความรู้จัก Le Cordon Bleu สถาบันระดับไอวี่ ลีก ของสายอาหาร

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ความนิยมเกี่ยวกับการทำอาหารกลายเป็นอีกหนึ่ง Global Trend ที่เติบโตมากอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากจำนวนรายการทีวีเกี่ยวกับการแข่งขันทำอาหารต่างๆ ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และได้รับความนิยมจนเป็นต้นแบบในการผลิตรูปแบบรายการคล้ายๆ กันไปในหลายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี จนทำให้อาชีพ เชฟ กลายเป็นหนึ่งใน Top List อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ และยังเกิดเป็นกระแสที่ทำให้ปัจจุบันมีผู้สนใจเรียนเกี่ยวกับการทำอาหารเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ซึ่งในกลุ่มคนรักการทำอาหารเชื่อว่าชื่อของ Le Cordon Bleu (เลอ กอร์ดอง เบลอ) น่าจะอยู่อันดับต้นๆ ที่ทุกคนนึกถึง ทั้งจากความเป็นโรงเรียนสอนการประกอบอาหารหรือ Culinary School ที่เก่าแก่กว่า 123 ปี และความน่าเชื่อถือในมาตรฐานหลักสูตรการสอนต่างๆ ที่เน้นการถ่ายทอดศาสตร์ด้านการประกอบอาหารและการโรงแรม ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และให้ความสำคัญกับการนำความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ มาผสมผสานกับเทคนิคการทำอาหารในสไตล์ฝรั่งเศส

ที่สำคัญยังให้ความสำคัญกับการคัดสรรค์เชฟและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงในระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ตรงให้แก่ผู้เรียน รวมถึงรูปแบบการเรียนที่เน้นการลงมือฝึกปฏิบัติด้วยตนเองอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากเลอ กอร์ดอง เบลอ เป็นผู้มีความรู้และความสามารถเป็นที่ยอมรับในภาคอุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม และบริการมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่าศตวรรษที่ผ่านมา

รวมทั้งสามารถขยายสาขาไปได้มากกว่า 35 แคมปัส ใน 20 ประเทศทั่วโลก เรียกได้ว่า หากเทียบกับมหาวิทยาลัยในสายวิชาการแล้ว เลอ กอร์ดอง เบลอ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ไม่ต่างจากสถาบันในกลุ่ม Ivy League เลยทีเดียว เพราะถือเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับแนวหน้าของโลก ในกลุ่มโรงเรียนสอนการประกอบอาหารหรือ Culinary School ที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของชื่อเสียง และมาตรฐานของหลักสูตรการสอนที่ไม่แพ้กันเลย

ปัจจุบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ขยายสาขาไปทั้งในยุโรป อเมริกา โอเชียเนีย และเอเชีย โดยในประเทศไทยได้เลือกเป็นพันธมิตรกับโรงแรมชั้นนำระดับประเทศอย่าง ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อร่วมทุนในการจัดตั้งและบริหาร โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต โดยได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันความร่วมมือนี้ก็ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 แล้ว

เรียนทำอาหารได้มากกว่าแค่ทำอาหารเป็น

ขณะที่ความนิยมในการเรียนการทำอาหารที่เติบโต ไม่ใช่เพียงเพราะมีคนอยากเป็นเชฟเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับเทรนด์นการเรียนรู้ในยุคใหม่ รวมทั้งทิศทางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย โดย คุณศิรเดช โทณวณิก กรรมการผู้จัดการฝ่ายการศึกษา ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กระแสของโลกในปัจจุบันเป็นการขับเคลื่อนสู่ Experiential Economy เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับการได้มีโอกาสสัมผัส เรียนรู้ และเติมเต็มการใช้ชีวิตด้วยสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว พบเจอเพื่อนใหม่ รับประทานอาหารร้านใหม่ มีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศที่แปลกใหม่ต่างๆ ด้วยตัวเอง รวมทั้งเทรนด์ในการเรียนรู้แบบ Life Long Learning ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ มากกว่าแค่ในห้องเรียน โดยที่วัยไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการมีพาร์ทเนอร์ในระดับโลก ก็จะมีส่วนช่วยในการต่อยอดให้สามารถพัฒนาและปรับหลักสูตรให้ตรงกับเทรนด์หรือความเปลี่ยนแปลงที่กิดขึ้นตามกระแสโลกได้

“ที่สำคัญพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้คนส่วนใหญ่มักไม่ได้มีเพียงอาชีพเดียว แต่เลือกที่จะทำหลายๆ อย่าง และเรียนรู้ในหลายๆ เรื่องที่สนใจ โดยเฉพาะทักษะเกี่ยวกับการทำอาหาร เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนในปัจจุบันนิยมที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม แม้ว่าไม่ได้ต้องการจะเปิดร้านอาหาร หรือมีอาชีพหลักอยู่แล้ว ทำให้ปัจจุบันเราจะได้เห็นนักกฏหมายหรือวิศวกรมาเรียนทำขนมหรืออาหาร ที่สำคัญนอกเหนือจากเรื่องของการเรียนรู้หรือเสริมสร้างทักษะต่างๆ แล้ว การทำอาหารยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างความสุข ถือว่าเป็นการทำ Cooking Therapy ในอีกรูปแบบหนึ่งด้วย”

ขณะที่ คุณสุชาดา สถาปิตานนท์ ผู้บริหารโรงเรียนสอนการประกอบอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เสริมเหตุผลที่ทำให้คนอยากมาเรียนทำอาหารเพิ่มมากขึ้น เพราะคนที่ทำอาหารเป็นจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวเองได้ รวมทั้งเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างความสุขความอบอุ่นในครอบครัว เพราะอาหารไม่เพียงแค่ทำให้อิ่มท้อง แต่ยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้าง Community ใหม่ๆ ให้ตัวเองอีกด้วย ซึ่งคนที่มาเรียนทำอาหาร ไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อไปเป็นเชฟหรือทำธุรกิจร้านอาหารเท่านั้น แต่บางคนมาเรียนเพื่อนำไปต่อยอดกับความรู้หรือทักษะเดิมที่มีอยู่ เพื่อเพิ่ม Value ที่มากขึ้นให้กับตัวเองได้อีกทางหนึ่งด้วย

“บางคนเป็นช่างภาพ พอมาเรียนการทำอาหาร ก็มีความรู้เกี่ยวกับงานด้าน Food Stylist เพิ่มเติมมากขึ้น หรือบางคนที่เป็นนักวิจารณ์ด้านอาหารเมื่อมาเรียนเพิ่มเติมก็จะมีความรู้ในสายงานที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือสายงานเดิมของแต่ละคน ว่าจะนำสิ่งที่เรียนรู้นี้ไปต่อยอดได้อย่างไร เพราะแม้จะเป็นโรงเรียนสอนทำอาหาร แต่เลอ กอร์ดอง เบลอ ก็ไม่ได้สอนแค่ให้เรียนแล้วทำอาหารเป็น หรือต้องไปเป็นกุ๊กหรือเชฟเท่านั้น แต่ยังสอนทักษะต่างๆ ที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ การคำนวนต้นทุน หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ทำให้ตอบโจทย์ทั้งการเลือกเข้ามาเรียนตาม Passion ของตัวเอง หรือในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจด้านอาหารก็ตาม”

ที่สำคัญการมาเรียนทำอาหาร นอกจากทำให้เราสามารถทำอาหารได้แล้ว หรือนอกเหนือจากได้ทักษะความรู้ต่างๆ ที่สอดแทรกให้แก่ผู้เรียนในแต่ละหลักสูตร การทำอาหารยังเป็นการฝึกความอดทนและมีวินัยในหลายๆ อย่างให้กับผู้เรียนอีกด้วย เนื่องจาก การที่คนแต่ละคนจะทำอาหารให้ออกมาได้ดีนั้น จะต้องมีหลากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น ความรัก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ต้องมี เพราะการทำอาหารในแต่ละครั้ง บางครั้งบางเมนูต้องใช้ระยะเวลาในการทำหลายชั่วโมง จำเป็นต้องอยู่หน้าเตาร้อนๆ 4 หรือ 6 ชั่วโมง ซึ่งต้องใช้ความอดทนสูง ถ้าไม่มีความรักในสิ่งที่ทำอยู่ก็อาจจะทำให้อดทนไม่ได้

นอกจากนี้ต้องมี ระเบียบวินัย มีสมาธิ เพราะแต่ละอย่างที่อยู่ในครัว แม้เราจะคุ้นเคยดี แต่ความจริงแล้วมีแต่สิ่งที่อันตราย ไม่ว่าจะเป็นแก๊ส มีด ไฟ พื้นที่อาจจะเปียกลื่น ถ้าไม่ระมัดระวังหรือเก็บให้เรียบร้อยก็อาจจะสร้างให้เกิดอันตรายได้

รวมทั้งยังช่วยฝึก ความสามารถในการจัดลำดับขั้นตอนความสำคัญ เพราะการใส่วัตถุดิบแต่ละอย่างก่อนหรือหลัง ล้วนส่งผลต่อรสชาติที่แตกต่างกันของอาหาร รวมไปถึงการให้ความพิถีพิถัน และความละเอียดอ่อน ทั้งการปรับระดับไฟ ระดับอุณหภูมิในแต่ละขั้นตอน เนื่องจากในทุกๆ ขั้นตอนของการทำอาหารล้วนมีรายละเอียดต่างๆ ซ่อนไว้ทั้งสิ้น ซึ่งถ้าหากจะเรียนรู้การทำอาหารจริงๆ ก็จำเป็นต้องเข้าใจและใส่ใจรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ด้วย เพื่อให้การเรียนทำอาหารในแต่ละครั้งจะทำให้เราสามารถได้อะไรมากกว่าแค่การทำอาหารเป็นแต่เพียงอย่างเดียว

ตั้งเป้า Education Hub ภูมิภาค 

สำหรับการแข่งขันของธุรกิจโรงเรียนสอนการทำอาหารในประเทศไทยนั้น เริ่มมองเห็นการเข้ามาทั้งของโรงเรียนขนาดใหญ่ รวมทั้งรายย่อยต่างๆ เข้ามามากขึ้น ขณะที่เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ถือว่ามีความแข็งแรงทั้งจากการอยู่ในเชนโรงแรมชั้นนำ ที่มีโรงเรียนสอนด้านการโรงแรมมากว่า 30 ปี รวมทั้งการมีพันธมิตรเป็นแบรนด์ชั้นนำของโลก จึงเป็นข้อได้เปรียบทั้งเรื่องของความเชี่ยวชาญ เครือข่ายที่มี รวมทั้งภาพความเป็น Heritage ที่ส่งต่อมากันยาวนาน จึงเชื่อมั่นว่าจะรักษาความเป็นผู้นำที่แข็งแรงในตลาดไว้ได้ ที่สำคัญการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ยังถือเป็นการเตรียมพร้อมที่จะขยับไปแข่งในตลาดที่ใหญ่ขึ้น ไม่เพียงแค่ในระดับภูมิภาคแต่ยังรวมถึงระดับโลกด้วย

ปีนี้ยังเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เพราะตามแผนการปรับปรุงพื้นที่โรงแรมดุสิตธานี ในวันที่ 5 ม.ค. 2562 ทำให้จำเป็นต้องย้ายโรงเรียนจากปัจจุบันที่อยู่ในโรงแรมดุสิตธานีไปยังอาคารเซ็น ทาวเวอร์ ชั้น 17-19 (ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์) ภายใต้งบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท พร้อมเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกและขยายพื้นที่การเรียนการสอนเป็นกว่า 3,000 ตารางเมตร จากเดิมมีพื้นที่ราว 2,000 ตารางเมตร ทำให้เพิ่มโอกาสในการรองรับนักเรียนได้มากขึ้นอีก 30% หรือเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 600 คนต่อปี โดยเตรียมเปิดทำการสอนในปีการศึกษาใหม่ ในวันที่ 14 มกราคม 2562 ซึ่งเลือกเปิดในวันที่และเดือนตรงกับวันก่อตั้งเลอ กอร์ดอง เบลอ ด้วยการเปิดโรงเรียนแห่งแรกในเมืองปารีส ฝรั่งเศส ในปี 1895

“ปัจจุบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต รองรับนักเรียนในแต่ละปีได้กว่า 1,000 คน โดย 80% เป็นนักเรียนชาวไทย และอีก 20% เป็นชาวต่างชาติ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนนักเรียนต่างชาติให้มากขึ้นเป็น 20-25% โดยเฉพาะในกลุ่ม AEC เพื่อขึ้นป็น Education Hub ของภูมิภาคนี้ ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนอยู่แล้ว แต่จะเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น รวมทั้งเจาะกลุ่มคนจีนซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่เดินทางเข้ามาในไทย โดยข้อได้เปรียบที่จะใช้ในการดึงดูดกลุ่มนักเรียนต่างชาติ ทั้งจากศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นประเทศศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งระดับราคาค่าเรียนที่ถูกกว่าค่าเฉลี่ยจากแคมปัสอื่นๆ ในเครือเลอ กอร์ดอง เบลอ ทั่วโลก ประมาณ 10-15% รวมไปถึงค่าครองชีพต่างๆ ที่ใช้ในระหว่างเรียนก็ถูกกว่าในหลายๆ เมืองอีกด้วย”

สำหรับหลักสูตรการสอนต่างๆ ยังคงมีหลักสูตรพื้นฐานที่เปิดสอนเช่นเดิม พร้อมเปิดหลักสูตรใหม่เพิ่มเติมในปี 2562 ทั้งหลักสูตรการประกอบอาหารคาวและขนม และหลักสูตรการบริหารจัดการ อาทิ หลักสูตรการจัดการด้านอาหาร (Programme in Culinary Management) ที่จะเปิดในเดือนเมษายน 2562 รวมไปถึงการเปิดคอร์สระยะสั้นในด้านศิลปะการประกอบอาหาร อาหารอิตาเลียน งานน้ำตาลและช็อคโกแลต ตลอดจนการจับคู่ไวน์ ชีส และอาหารต่างๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการและเทรนด์ของตลาด

นอกจากนี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเครือเลอ กอร์ดอง เบลอ ที่มีการพัฒนาหลักสูตรแบบ localized curriculum หรือการมีหลักสูตรเฉพาะของประเทศนั้นๆ ด้วยการเปิดสอนหลักสูตรวิชาการครัวไทย ที่มีการสอนแบบ Authentic Thai ร่วมกับหลักสูตรพื้นฐานอื่นๆ อาทิ หลักสูตรการประกอบอาหาร หลักสูตรการประกอบขนมอบ และการทำขนมปัง

ที่สำคัญ แต่ละหลักสูตรจะได้เรียนกับเชฟมืออาชีพที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงในแต่ละประเภท รวมทั้งแต่ละหลักสูตรยังรองรับผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม เนื่องจากเริ่มมีผู้สนใจเข้าเรียนทำอาหารในวัยที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งเด็ก คนทำงาน วัยรุ่น หรือแม้แต่กลุ่มที่เกษียณอายุแล้ว โดยเฉพาะเด็กๆ ที่สนใจเข้ามามากขึ้น ทำให้มีการเปิดสอนหลักสูตรจูเนียร์เชฟ (Le Petti Cordon Bleu) เพิ่มเข้ามาด้วย

“หลักสูตรต่างๆ ที่เปิดสอน ทำให้สามารถรองรับวัตถุประสงค์ที่แตกต่างของผู้เรียนได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นคนที่มาเรียนเพราะชื่นชอบในการทำอาหารและขนม รวมทั้งผู้ที่เป็นผู้ประกอบการอยู่ในธุรกิจอาหารอยู่แล้ว เนื่องจากสกิลหรือทักษะต่างๆ ที่ทำการสอนตามหลักสูตร นอกจากจะเป็นความรู้ในเรื่องของการประกอบอาหารแล้ว ยังครอบคลุมถึงกระบวนการทำงานต่างๆ ในระดับบริหารหรือสามารถออกไปประกอบกิจการของตัวเองได้ด้วย” 

Photo Credit : NUMBER 24- Authorized Shutterstock Partner in Thailand