ก็เงินมันเหลือ ลงทุนอสังหาฯ​ ดีกว่า! เบื้องหลังดีล “มาม่า” จับมือ “อนันดา” ขอผลตอบแทน 8-10%

มีดีลใหญ่ของ “มาม่า” เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากก่อนหน้าได้ซื้อหุ้นของ “ฟาร์มเฮ้าส์”  แม้มูลค่าโปรเจ็กต์ครั้งนี้จะไม่ใหญ่โตมากมาย ถ้าเทียบกับสรรพกำลังของมาม่า กล่าวคือ มีมูลค่า 1,009.44 ล้านบาท  แต่ก็เป็นความเคลื่อนไหวด้านการลงทุนที่น่าสนใจอีกเช่นกัน  เพราะครั้งนี้  เรียกว่า Diversify ธุรกิจชนิดที่เรียกได้ว่าเซอร์ไพร์สจริงอะไจริง จาก “อาหาร” ไปสู่ “อสังหาริมทรัพย์” กับมาม่าส่งบริษัทลูก เข้าไปลงทุนร่วมกับ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์​ จำกัด (มหาชน) กับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม  3  โครงการ

คุณพิพัฒน์​ พะเนียงเวทย์ รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์  จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ มาม่า เล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังดีลครั้งนี้ว่า  ไม่ได้มีอะไรมากหรือสลับซับซ้อน  แค่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้ลงทุนอะไรใหม่ๆ ทำให้กระแสเงินสดเหลือพอที่จะขยายธุรกิจไปยังธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งสร้างโอกาสทำรายได้และผลตอบแทนที่ดี  เดิมบริษัทนำเอาเงินไปฝากธนาคาร  หรือให้บริษัทด้านการเงินบริหาร หรือไม่ก็นำไปลงทุนในกองทุนต่างๆ  เพื่อหวังจะได้ผลตอบแทนสูง  ซึ่งก็ไม่ได้หวังอะไรมาก  อยากได้ผลตอบแทนสัก 5% แต่เอาเข้าจริง ผลตอบแทนที่ได้รับแค่ 2% น้อยเกินกว่าคาด

เมื่อผลตอบแทนต่ำเกินไป  จึงต้องมองหาโอกาสทางการตลาด  การสร้างผลตอบแทนให้ได้มากกว่า  ไปลงทุนด้านการเงิน  จึงเลือกลงทุนอสังหาฯ  เพราะมองว่าให้ผลตอบแทนสูงในอัตรา 8-10%  เป็นดีลซึ่งเจรจาตกลงกันได้ด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย  ซึ่งที่ผ่านมา  “มาม่า” เปิดกว้างด้านการลงทุน และการขยายธุรกิจใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง  รวมถึงในอนาคตด้วย หากมีธุรกิจใหม่สามารถตอบโจทย์เรื่อง “ผลตอบแทนสูงกว่า”  ก็พร้อมจะขยายการลงทุนไปแน่นอน  เพราะกระแสเงินสดมีพร้อมเสมอ  ไม่ได้มีปัญหาอะไร

เมื่อเปิดงบการเงินล่าสุดของ “มาม่า” เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2561 พบว่า มีกระแสเงินสดและรายการเทียบเท่า เงินสด อย่างเช่น เงินฝากในธนาคาร อยู่กว่า 3,653.19 ล้านบาท  มีรายได้รวม 11,057.06 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,535.14 ล้านบาท  มีสินทรัพย์รวม 30,547.77 ล้านบาท  มีหนี้สิน 3,826.24 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 20,741.40 ล้านบาท  ซึ่งเฉพาะกระแสเงินสดและอื่นๆ ในมือก็พอมีกำลังนำเงินไปลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างสบายๆ

สำหรับรายละเอียดของการลงทุนกับ “อนันดา”  ครั้งนี้  ตามที่รายงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็คือ การนำบริษัท เพรซิเดนท์ ดี เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของมาม่า  ที่ได้ลงทุนสัดส่วน 70% เป็นบริษัทไปร่วมทุนกับกลุ่มอนันดา  จัดตั้ง 3 บริษัท ประกอบด้วย

1.บริษัท ไอดีโอโมบิรางน้ำ จำกัด ทุนจดทะเบียน 795.99 ล้านบาท บริษัทลูกของมาม่า ถือหุ้น 49% คิดเป็นมูลค่าลงทุนกว่า 390.03 ล้านบาท  ซึ่งไอดีโอโมบิรางน้ำ  จะซื่อหุ้นใน บริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย ราชปรารภ จำกัด ของอนันดา  ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนา โครงการไอดีโอโมบิรางน้ำ  จำนวน  74%  มีมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 402,892,891 บาท

2.บริษัท ไอดีโอ ดิว สุขุมวิท 36 จำกัด ทุนจดทะเบียน 664.43 ล้านบาท บริษัทลูกของมาม่า ถือหุ้น 49% คิดเป็นมูลค่าลงทุนกว่า 325.57  ล้านบาท  ซึ่งไอดีโอคิว สุขุมวิท 36 จะซื้อหุ้นในบริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย ทองหล่อ  จำกัด  ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ในโครงการไอดีโอคิว สุขุมวิท 36 จำนวน 51%  จากอนันดา โดยมีมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 339,751,689 บาท

3.บริษัท ไอดีโอ นิว พระราม 9  จำกัด ทุนจดทะเบียน 599.67 ล้านบาท  บริษัทลูกของมาม่า ถือหุ้น 49% คิดเป็นมูลค่าลงทุนกว่า 293.88 ล้านบาท  ซึ่งไอดีโอ นิว พระราม 9 จะซื้อหุ้นใน  บริษัท  อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย รามคำแหง จำกัด  ที่ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ  ในโครงการไอดีโอ นิว พระราม 9 จำนวน  51%  จากอนันดา โดยมีมูลค่าทั้งสิ้น   303,136,242 บาท

ไม่รู้ว่าในอนาคต “มาม่า” จะขยายธุรกิจอะไรต่อไปอีก เพราะหากกระแสเงินสดเหลือมากขึ้น  แถมได้กำไรดีจากการลงทุนอสังหาฯ  ผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ต้องจับตาดูการ  “Synergy” ของมาม่าว่าจะมีอะไรให้เห็นอีกใหม เพราะที่ผ่านมาก็ควบรวมกันแล้ว ระหว่าง “มาม่า” กับ “ฟาร์มเฮ้าส์” ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือ  ครั้งนี้ก็เป็นธุรกิจนอกเครือ  กับ “อนันดา”  ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า มาม่าแค่ซองละ 6 บาท แต่มีพลังทางการเงินอย่าง “เหลือเฟือ” จริงๆ