สาวไทยแคร์ที่ไหน? ไม่เห็นต้องใช้ “ถุงยาง” กินยาคุมแทนก็ได้ ทำตลาดติดลบ 1.1% ขณะที่ชายไทยยังนิยม “บาง-แต่งกลิ่น”


การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์​ และการตั้งครรภ์  เวลามีเพศสัมพันธ์กัน วิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้ คงต้องพึ่งพา “ถุงยางอนามัย” เป็นตัวช่วยหลัก  แต่ดูเหมือนปริมาณการใช้จะลดลง  สวนทางกับพฤติกรรมของหนุ่ม-สาวยุคปัจจุบัน ที่มีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุน้อยๆ มากขึ้น

ตัวเลขตลาดรวมถุงยางอนามัย ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้  มีจำนวนผู้ซื้อถุงยางไปใช้แล้ว 35.4 ล้านชิ้น  ลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมามียอดขายถุงยางอนามัยทั้งสิ้น 72.2 ล้านชิ้น ลดลงจากปี 2559 อัตรา 2.8%  ส่วนมูลค่ายอดขายช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ มียอดขายถุงยางอนามัย 35.4 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตลอดทั้งปี 2560 ที่ผ่านมา มียอดขายถุงยางอนามัยมูลค่า 1,432 ล้านบาท  เติบโตประมาณ​0.8%  ซึ่งมีสินค้าขายอยู่กว่า 30 แบรนด์ จำนวนกว่า 100 รายการ

หมด “ยืดอกพกถุง” สาวไทยก็หันมากิน“ยาคุม” แทน คนรักใส่ถุง

ทำไมคนไทยใช้ถุงยางน้อยลง  เพราะมีเพศสัมพันธ์กันน้อยลงหรือ? ข้อสงสัยนี้ไม่น่าจะจริงนะ เพราะรายงานล่าสุดของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้ชัดว่า จากรายงานผลการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี  กลุ่มนักเรียนประเทศไทย ปี 2560 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค  พบว่า วัยรุ่นไทยใจกล้า มีเพศสัมพันธ์ครังแรกก็ไม่ใช้ถุงยางถึง 50%  ซึ่งเดี๋ยวนี้วัยรุ่นไทยมีทัศนคติและพฤติกรรมในเรื่องเพศเปลี่ยนไปจากอดีต  เริ่มมีความรัก มีแฟนกันตั้งแต่ยังอายุน้อย  แถมบางคู่คบกันไม่นานก็มีเพศสัมพันธ์กันแล้ว  หนักไปกว่านั้น  บางคนมีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคนอีกด้วย  สาเหตุสำคัญที่วัยรุ่นไทยไม่ยอมใช้ถุงยางอนามัย  ก็เป็นเพราะความเชื่อผิดๆ  คิดว่าครั้งเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า  คงไม่ท้องหรอก และคงไม่ติดโรคอะไรหรอก

คุณกัณห์  กุลอัฐภิญญา  ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง  ภายใต้แบรนด์วันทัช (ONETOUCH) และเพลย์บอย (PLAYBOY) เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ตลาดถุงยางอนามัยช่วงที่ผ่านมาว่า ตลาดถุงยางอนามัยบูมมากๆ ในช่วงกระทรวงสาธารณสุข ออกแคมเปญรณรงค์ “ยืดอกพกถุง” ในช่วงปี 2550 แต่หลังจากนั้นมาตลาดก็ทรงตัว และเริ่มลดลงในปี 2559 และมามีอัตราลดลงหนักๆ ในปีที่ผ่านมา  ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดถุงยางหดตัว  คือ การเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดหรือป้องกันการตั้งครรภ์ของผู้หญิง  ด้วยการหันไปกินยาคุมกำเนิดแทนการใช้ถุงยางอนามัย

“ตลาดมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ  ช่วงที่ภาครัฐมีโครงการรณรงค์  “ยืดอกพกถุง” เป็นการครีเอทดีมานด์อย่างหนึ่ง ทำให้คนรู้สึกว่าต้องพกถุงยางอนามัย แต่พอเวลาผ่านไปคนก็ลืมเลือน”

ยิ่งมาดูสถิติของผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในช่วงปีที่ผ่านมา  ก็จะพบว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนมากสุดถึง 48% หรือจำนวน 9,214 คน รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 25-34 ปี ด้วยสัดส่วน 21% จำนวน 3,990 คน  แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ละเลยใช้ถุงยางอนามัยเพื่อการป้องกันโรคติดต่อ หรือการตั้งท้อง

ล่าสุด ทางสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร  ยังรายงานว่ากองควบคุมโรคเอดส์และวัณโรค ได้เตรียมจัดซื้อถุงยางอนามัยจำนวน 4.6 ล้านชิ้น เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนฟรีๆ ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่ง  เพราะตอนนี้สถิติผู้ป่วยเอดส์ ตั้งแต่ปี 2527 ถึงเดือนเมษายน 2561 ในพื้นที่กรุงเทพฯ  มีจำนวนสะสมถึง 47,801 ราย  ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่หรือ 60.52% มีอายุระหว่าง 25-39  ปี  ก่อนหน้านี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 10,148 ราย ซึ่งสาเหตุหลักที่คนติดเชื้อเอดส์  ก็ยังคงมาจากการมีเพศสัมพันธ์ถึง 80.33% รองลงมาเป็นการฉีดยาเสพติด 9.16% และติดจากแม่อีก 3.18%

เลือกจาก “แบรนด์” ที่ไว้ใจ

สำหรับพฤติกรรมการซื้อถุงยางอนามัยปัจจุบัน  คนจะเลือกซื้อจาก “แบรนด์” ที่รู้จักและน่าเชื่อถือเป็นอันดับแรก  รองลงมาเป็นเรื่องคุณสมบัติของสินค้า ว่าตรงตามความต้องการหรือไม่ เช่น ยังนิยมถุงยางผลิตจากยางธรรมชาติ มากกว่ายางสังเคราะห์ ใช้แล้วรู้สึกดีกับผลิตภัณฑ์หรือไม่ นอกจากนี้  ยังเลือกสินค้าจาก ขนาดว่า เหมาะกับตัวเองหรือไม่ ซึ่งขนาดยอดนิยมยังเป็นขนาด 52 มม. สัดส่วนมากถึง 80% รองลงมาเป็นขนาด 49 สัดส่วน 15%  เรื่องของกลิ่นของยางธรรมชาติก็เป็นเกณฑ์ในการเลือกด้วยเช่นกัน  ว่ามีความเหม็นของยางมากน้อยหรือไม่ หลังจากนั้นอาจจะมีการเลือกจากออปชันพิเศษ  พวกกลิ่นพิเศษ หรือพวกพื้นผิวของถุงยางพิเศษๆ หรือชอบแบบเรียบๆ ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละบุคคล

ชายไทยนิยมความ “บาง” และ “แต่งกลิ่น”

หากดูในรายละเอียดของภาพรวมตลาดถุงยางอนามัย  ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา  จะพบว่าถุงยางแบบแต่งกลิ่นต่างๆ  มีอัตราการเติบโตมากสุดในตลาด ด้วยอัตราการเติบโต 32%  ตามมาด้วยถุงยางแบบบาง 0.03​ มม. มีอัตราการเติบโต 15.2% ซึ่งถุงยางชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่จะหดตัวลง  และถุงยางอนามัยแบรนด์ต่างๆ ที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน ก็มุ่งเน้นมาแข่งขันและชูจุดขายเรื่องความบางกันเป็นแถวๆ  อย่างแบรนด์วันทัช หรือโอกาโมโต ซึ่งทำตลาดถุงยางขนาด 0.03  แม้แต่แบรนด์ดูเร็กซ์ แอรี่ ก็ทำตลาดรุ่นบาง แต่ยังมีขนาดอยู่ที่ประมาณ​ 0.04 มม. ส่วนถุงยางชนิดบางสุดๆ อย่าง 0.01 ขณะนี้ยังไม่มีการทำตลาดในเมืองไทย  หากมีวางขายในเมืองไทยก็เป็นในรูปแบบหิ้วเอามาขาย  จึงเชื่อว่าทิศทางตลาดถุงยางนับจากนี้  จะต้องแข่งขันกันด้วยเรื่องของความบางแบบ 0.01-0.02 มม.

สำหรับแบรนด์วันทัช  ขณะนี้มีสินค้าชนิดบาง 0.03 มม.ทำตลาดอยู่แล้ว แบบกล่อง 3 ชิ้น ราคา 69 บาท  และกำลังเตรียมจะทำตลาดอย่างจริงๆ จังๆ กับถุงยางแบบบางสุดของยางธรรมชาติจะทำได้ชนิดนี้แล้ว  ด้วยการออกแพ็จเกจจิ้งชนิดกระป๋อง บรรจุ 12 ชิ้น กลิ่นสวีทแคนดี้  จำหน่ายในราคา 250 บาท  จะทำตลาดจริงจังในปีหน้า จากช่วงวาเลนไทน์ปีนี้  ได้ซอฟท์ลอนซ์ไปแล้ว และทดลองขายผ่านช่องทางออนไลน์  ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดีใช้ได้  จึงเตรียมทำตลาดจริงจัง และถือเป็นสินค้าตัวแรกในตลาดชนิดบางพิเศษและแต่งกลิ่น  จากทั่วไปเป็นกลิ่นธรรมชาติ

ไม่รู้ไซส์จริง หลงใส่ 49 มม.มานาน

ย้อนหลังไปหลายๆ ปีที่ผ่านมา  จะพบว่าตลาดถุงยางซึ่งได้รับความนิยมจากบรรดาชายไทย  คือ ขนาด 49 มม. กลายเป็น Product Hero ในการสร้างยอดขาย  เพราะมีผู้ทำตลาดหลักๆ 2 เจ้า คือ “คิงส์เท็กซ์”  กับ “ดูเร็กซ์”​ ซึ่งจำหน่ายผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ  แถมขนาด 49 มม. ราคาถูกสุดด้วย  ทำให้ชายไทยซื้อง่ายขายคล่อง  ชายไทยหลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถุงยางที่ซื้อไปนั้นเป็นขนาด 49 มม.  เพราะเอาเข้าจริงคนไซส์ใหญ่กว่า ประมาณ 52 มม. ก็สามารถใส่ขนาด 49 มม.ได้ไม่ยากเย็นหรืออัดอัดอะไรมากนัก  ประกอบกับแบรนด์วันทัช  ซึ่งทำตลาดผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ซึ่งเป็นช่องทางหลักของแบรนด์ถึง 60% มีการนำเอาสินค้าขนาด 52 มม.ไปทำตลาดอย่างรุ่น วันทัช แฮปปี้  เมื่อผู้บริโภคมีความรู้เรื่องถุงยางมากขึ้น  หรือได้ทดลองสินค้าใหม่ๆ  ก็เลยทำให้รู้ว่าใส่ในแบบพอดีตัวสบายกว่าเยอะ ตลาดของขนาด 52 มม.จึงเติบโตเป็นพระเอกของปีนี้

ดูข้อมูลตัวเลขในภาพรวมจะพบว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ยอดขายของวันทัช แฮปปี้ ขนาด 52 มม. ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของตลาด  ด้วยยอดขาย 71.5 ล้านบาท

“วันทัช” ขอ 2 ปีเป็นผู้นำตลาด

ปัจจุบันแบรนด์วันทัช  ยังครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2  สัดส่วน 26% เป็นรองแบรนด์ดูเร็กซ์​ ที่มีส่วนแบ่งตลาด 50% ซึ่งภายในปี 2563 วันทัชของขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด  กับส่วนแบ่งที่หวังไว้จะทำได้ 35%  โดยจะเดินทางทำตลาดสร้างแบรนด์ และการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย  พร้อมกับนำสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด  เพื่อสร้างยอดขาย  ขณะเดียวกัน  ยังได้แบรนด์น้องอย่าง “เพลย์บอย”  ซึ่งอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน  จะทำตลาดสร้างยอดขายกับกลุ่มสินค้าขนาด 49 มม. เป็นคู่แข่งโดยตรงกับแบรด์ดูเร็กซ์  เหมือนอีกหนึ่งกองทัพไปบุกตลาด  ดึงส่วนแบ่งจากแบรนด์ดูเร็กซ์  แม้ว่าแบรนด์วันทัชและเพลย์บอยจะทำตลาดถุงยางเหมือนกัน แต่เวทีการแข่งขันไม่ได้แข่งกันแบบโดยตรง  และเมื่อต่างคนต่างมุ่งสร้างยอดขายและการเติบโต  นั่นหมายความว่า  หากแบรนด์เพลย์บอยโตขึ้นตามเป้าหมายมีส่วนแบ่ง 20% จะเป็นการไปดึงแชร์จากแบรนด์ดูเร็กซ์มากกว่า  แบรนด์วันทัชจึงมีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้ไม่ยากเลย