ผ่าแนวคิด “น้องเล็ก” ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อคิดการใหญ่ พา REAL ASSET สู่ทำเนียบ Top 10 อสังหาฯ

 

กลุ่มไทยซัมมิท  ของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” นับว่าได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ไม่ใช่เล่นของเมืองไทย นอกจากหัวเรือใหญ่ “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่นั่งคุมอาณาจักรของตระกูลแล้ว ยังมีทายาทอีก 5 คน เข้ามาช่วยดูแลกิจการ (ล่าสุด ลูกชายคนโต “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หันไปตั้งพรรคการเมืองเตรียมตัวลงสู่สนามการเลือกตั้ง  ซึ่งหากคว้าชัยมาได้  คงไม่หันกลับมาทำงานในอาณาจักรแห่งนี้แล้ว) ขนาดความรวยของ “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็ไม่เท่าไร แค่ติดโผทำเนียบเศรษฐีเมืองไทยมาหลายปีเท่านั้นเอง ปีนี้ก็ติดอีก ในอันดับที่ 28 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 41,100 ล้านบาท

ธุรกิจหลักของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน  ที่มีบริษัทในเครือกว่า 40 บริษัท แต่หลังจาก “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้เป็นสามีได้เสียชีวิตไป  “สมพร” จึงได้เข้ามาสานต่อธุรกิจ  แต่ในช่วงเริ่มต้นจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าญี่ปุ่น  ว่าจะยังลงทุนอย่างต่อเนื่องและดูแลธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้  จึงได้ควักเงินสดๆ  ลงทุนสร้างสนามกอล์ฟ “พัฒนากอล์ฟ แอนด์ สปอร์ท รีสอร์ท” ที่ศรีราชา  และจดทะเบียนภายใต้ชื่อลูกทั้ง 5 คน  เป็นการขยายธุรกิจใหม่ด้านอสังหาริมทรัพย์ และปูทางให้ลูกๆ เข้ามาเรียนรู้งานด้วย  ทั้งธุรกิจใหม่และธุรกิจเดิมของกลุ่มไทยซัมมิท  จึงได้วางแผนคร่าวๆ ให้ลูกแต่ละคนรับผิดชอบงานในกลุ่มไทยซัมมิท โดยลูกคนแรก “ชนาพรรณ” เข้ามาดูแลด้านการเงินทั้งหมด พร้อมกับนั่งเก้าอี้ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ลูกคนที่ 2  “ธนาธร” คุมอณาจักรกลุ่มไทยซัมมิทและดูเรื่องขยายธุรกิจในต่างประเทศ ส่วนลูกคนที่ 3 “รุจิรพรรณ”  และคนที่ 4 “สกุลธร” ก็ได้เข้ามาช่วงงานดูแลบริษัทในเครือ  แต่ “บดินทร์ธร” ลูกคนสุดท้องขณะนั้นยังไม่ได้เข้ามาช่วยงาน  เพราะยังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

ในวันที่ 17 มกราคม 2005 กลุ่มไทยซัมมิท ได้รุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง  โดยจัดตั้ง บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์​ จำกัด (REAL ASSET) ด้วยทุนจดทะเบียน 900 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ  มี “สกุลธร” นั่งบริหารงานในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของ REAL ASSET เมื่อ “ธนาธร” ซึ่งบริหารกลุ่มไทยซัมมิท  ได้ออกไปตั้งพรรคการเมือง  ทำให้  “สกุลธร” ต้องเข้าสานต่องานต่างๆ อย่างจริงจังแทน  และได้มีการดึงน้องชายคนสุดท้อง “บดินทร์ธร” ซึ่งทำงานอยู่ธนาคารทีเอ็มบี  ให้เข้ามาช่วยดูแล REAL ASSET แทนพี่ชาย  หลังจากเข้ามาบริหารงาน  ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  เพียงไม่กี่เดือน  เขาก็วางเป้าหมายนำ REAL ASSET ไปสู่การเป็น 1 ใน 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วย

เดินตามรอยเท้า “แม่” สร้างอาณาจักร

เป้าหมายของ “บดินทร์ธร” ที่ยิ่งใหญ่คือการนำบริษัทให้ก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจอสังหาฯ​ เมืองไทย  ต้องติดอันดับ Top 10  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบรนด์  ยอดขาย และรายได้  พร้อมไปกับการสร้าง “อาณาจักร” ธุรกิจอสังหาฯ​ เช่นเดียวกับผู้เป็นแม่ที่ได้สร้างอาณาจักรธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจนใหญ่โตเช่นทุกวันนี้

“มีคุณแม่เป็น Role Model ในด้านการทำงาน คุณแม่เริ่มต้นมาจากศูนย์  จนเป็น Empire ที่ยิ่งใหญ่ได้  ซึ่งต้องมีความสามารถสูงมาก  มีความพยายาม และความมุ่งมั่นที่สูง  ผมก็หวังว่าจะสร้าง Empire ของอสังหาฯ เช่นกัน”คุณบดินทร์ธร เล่าถึงเป้าหมายสำคัญสูงสุด

สำหรับเป้าหมายในปีนี้ REAL ASSET ต้องทำรายได้ 1,867 ล้านบาท เติบโตในอัตรา 20% ส่วนปีหน้าตั้งเป้าทำรายได้ 2,900 ล้านบาท ส่วนในปีต่อไปต้องทำรายได้ 3,500 ล้านบาท พร้อมกับการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องปีละ 1-2 โครงการ

ร่วมทุน-นำบริษัทเข้าตลาด

การจะสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอสังหาฯ ได้ “บดินทร์ธร” มองว่าจะต้องนำเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  เพราะจะตอบโจทย์ในเรื่องของ “เงินทุน” ที่นำมาต่อยอดธุรกิจให้เติบโตได้รวดเร็วมากขึ้น  ซึ่งได้วางแผนเตรียมความพร้อม  ทั้งระบบการทำงาน ระบบบริหารภายใน ระบบการเงิน  เพื่อแต่งตัวเข้าตลาดฯ ในปีหน้านี้

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนร่วมทุนกับพันธมิตร ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับ Top 3 ของประเทศสิงคโปร์   เพื่อเข้ามาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกัน ซึ่งบริษัทจะได้ประโยชน์ในด้านเงินทุน  ที่นำมาขยายโครงการได้ต่อเนื่อง  ไม่ต้องรอรายได้จากการพัฒนาโครงการก่อนหน้า  และยังได้ความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีการก่อสร้าง การออกแบบ  รวมถึงการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่  โดยเฉพาะชาวต่างชาติ

นอกจากการเข้าระดมทุนในตลาดแล้ว สิ่งที่ “บดินทร์ธร” มองในสายตาของการเป็น “นักการเงิน” มาก่อน คือ การบริหารความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจที่พัฒนาเพื่อขายอย่างเดียว  ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียม  ด้วยการ Diversify ไปสู่รายได้ประจำ อย่างธุรกิจโรงแรม  จึงได้มีการลองเจรจากับเจ้าของโรงแรมระดับ 3 ดาว  ซึ่งมีจำนวนห้องกว่า 100 ห้องเพื่อซื้อกิจการมาดำเนินต่อ  ด้วยมูลค่าการลงทุนคาดว่าจะอยู่ประมาณ​ 200 ล้านบาท ถือเป็นการชิมลางธุรกิจโรงแรมซึ่งมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงจนเกินเสี่ยง  หากสำเร็จ REAL ASSET ก็จะมีเงินทุนมาต่อยอดไปยังธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำอื่นๆ ต่อไปด้วย

นามสกุลไม่ได้ช่วยให้ “ขาย” ได้ 

แม้ REAL ASSET จะมีผู้บริหารนามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ”  แต่การเลือกซื้อโครงการ  ลูกค้ากลับไม่ได้ตัดสินใจซื้อโครงการเพราะนามสกุล  แต่เลือกด้วย “สินค้า” ที่ตอบโจทย์ความต้องการมากกว่า  ทำให้แม้ว่า REAL ASSET จะเป็นบริษัทขนาดเล็ก  แต่ก็มีแนวคิดและวิธีการพัฒนาโครงการที่ใช้ “ความแตกต่าง”  มาเป็นจุดแข็งในการสร้างการเติบโต  และการวิเคราะห์ตลาด  เพื่อให้ได้ Product ที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าและไม่เหมือนผู้ประกอบการรายอื่น

“กลุ่มลูกค้าเรา ไม่ได้มองนามสกุลเป็นหลัก  แต่จะมอง Product มันตอบโจทย์ของเขาจริงๆ หรือเปล่า ที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้ใช้นามสกุลมาช่วยอะไร  เราต้องทำตลาดที่ตอบโจทย์  ที่แปลกใหม่ ที่มัน wow จริงๆ และไม่ใช่ทุกคนทำ  เช่น โครงการ AESTIQ Thonglor ได้ใช้รถ Tesla มาเป็นส่วนกลาง Car Sharing Service ซึ่งไม่มีดีเวลลอปเปอร์เจ้าไหนกล้าคิด ซึ่งเป็นไปตาม Vision เรากล้าที่จะฉีกแนวคิดเก่า”คุณบดินทร์ธร เล่าถึงแนวคิดการพัฒนาโครงการ

อยู่ที่เรียนรู้  เพื่อการยอมรับ

แม้ว่า “บดินทร์ธร” จะใหม่มากกับธุรกิจอสังหาฯ  เพราะเข้ามาบริหารงานได้เพียง 4 เดือน แถมอายุก็ยังเยาว์กับวัยที่ไม่ถึง 30 ปี  แต่เขาก็พร้อมจะเรียนรู้อะไรใหม่  เพื่อพิสูจน์ตัวตนและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่เป็นเรื่องเฉพาะซึ่งต้องเรียนรู้มากขึ้น  เช่น การคำนวณต้นทุนการก่อสร้าง  การออกแบบ และขั้นตอนการพัฒนาโครงการ  การติดต่อประสานงานกับคน  กระบวนการทำงาน  รวมถึงการบริหารงาน

“อายุเป็นสิ่งหนึ่งที่คนตัดสินเรา  ถ้าเราโชว์ความสามารถได้  และกล้าที่จะตัดสินใจ สามารถมองข้ามเรื่องอายุไปได้  การบริหารคน ก็คงเป็นวิธีการที่ต้องเรียนรู้ใหม่  รวมถึงการทำงานให้เข้ากับทีมงาน  และการใช้คน ดึงศักยภาพของทีมงานออกมาให้มากที่สุด”คุณบดินทร์ธร เล่าถึงความท้าทายในการบริหารงาน