“จับจ่าย For School” อีกหนึ่งแรงร่วมปฏิรูปการศึกษาไทย พร้อม “ทวงคืนครูให้นักเรียน”

รู้หรือไม่?! ปัจจุบันเวลามากกว่า 42% ของคุณครูแต่ละคนหมดไปกับการทำงานเอกสารต่างๆ โดยเฉพาะเอกสารบางอย่างต้องทำซ้ำๆ เดิมๆ ทุกวัน หรือทำซ้ำกันหลายๆ ชุด เพื่อส่งให้ทั้งผู้ปกครองทราบ ส่งให้ทางผู้บริหารโรงเรียน รวมไปถึงส่งให้ต้นสังกัดอย่างกระทรวงศึกษาธิการ  

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คุณครูบางท่านไม่มีเวลาให้กับนักเรียน หรือไม่สามารถโฟกัสในสิ่งที่เป็น Core ของอาชีพ “ครู” ได้อย่างเต็มที่

ถึงเวลาคืนคุณครูให้นักเรียน

ไม่เพียงแค่งานเอกสารที่คุณครูแต่ละคนต้องรับผิดชอบ แต่ในการบริหารโรงเรียนแต่ละแห่งนั้น ยังมีปัญหาจุกๆ จิกๆ หลายอย่างที่ต้องพบ เพราะทางโรงเรียนต้องดูแลนักเรียนเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนการสอน สุขภาพ การดูแลพฤติกรรม หรือการใช้จ่ายต่างๆ ภายในโรงเรียน

นอกจากนี้ยังมีงานเตรียมการสอน การประเมินผลต่างๆ  สำหรับคุณครูแต่ละท่าน รวมไปถึงงานบริหารต่างๆ ทั้งเรื่องของระบบบัญชี งานสหกรณ์ งานด้านบุคลากร ที่ฝ่ายบริหารของโรงเรียนต้องใช้ ซึ่งทุกโซลูชั่นส์จำเป็นต่างๆ ที่ต้องมีการใช้ภายในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านเอกสาร การเรียนการสอน หรือการเงินต่างๆ จะมีอยู่อย่างครบถ้วนบนแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “จับจ่าย For School” ผู้ให้บริการ School Total Management Solutions หรือระบบบริหารจัดการภายในโรงเรียนอย่างครบวงจรเพียงรายเดียวในประเทศไทย

คุณนรินทร์ คูรานา ประธานกรรมการ บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้บุกเบิกและเริ่มต้นพัฒนาระบบปฏิบัติการดังกล่าวขึ้นมา กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจริงในระบบการศึกษาของไทยคือ การที่ครูส่วนใหญ่ใช้เวลาถึง 42% หมดไปกับการทำงานเอกสารต่างๆ ซึ่งคงจะดีหากเราสามารถนำเวลาเหล่านี้กลับคืนมาเพื่อโฟกัสในสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ให้กับนักเรียนหรือนำมาใช้เพื่อพัฒาระบบการศึกษาในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น

“การคืนครูให้กับนักเรียนในความหมายของเราไม่ได้โฟกัสเพียงแค่ให้ครูมีเวลาเพื่อมาสอนนักเรียนเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะการเรียนรู้ในปัจจุบันไม่ได้โฟกัสอยู่แค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่เราต้องการให้ครูมีเวลามากขึ้นไม่ใช่แค่ไปสอน ไปสั่งการบ้าน หรือไปเปิดติวพิเศษให้เด็ก เพราะหน้าที่ของครูคือ การเป็นโค้ชให้กับเด็ก ไปเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ แนะแนวต่างๆ ส่วนความรู้ทางวิชาการเด็กๆ สามารถไปค้นคว้าเรียนรู้เพิ่มเติมจากที่ไหนก็ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ครูจึงต้องทำหน้าที่เป็น Life Coach เพื่อดูแลหรือรับฟังว่าเด็กแต่ละคนมีปัญหาอะไรบ้าง หรือช่วยวางแผนอนาคตสำหรับคนที่กำลังจะเรียนต่อ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จำเป็นมากกว่าแค่เนื้อหาทางวิชาการ เพราะถือเป็นต้นทางในการพัฒนาคนที่มีคุณภาพของประเทศ”

จาก Passion ต้องการสร้าง The Next Big Thing

จุดเริ่มต้นพัฒนาแพลตฟอร์ม “จับจ่าย For School” มาจาก Passion ของคุณนรินทร์ ที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตมาตั้งแต่เด็ก สมัยยังอยู่ที่เกาะสมุยแล้วว่า จะต้องสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จด้วยตัวเองให้ได้ เพื่อเป็นของขวัญให้คุณแม่ และสามารถที่จะปกป้องคุณแม่ให้ได้ เนื่องจาก ชีวิตในวัยเด็กของคุณนรินทร์นั้นไม่ได้สุขสบายมากนัก เติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีปัญหาและทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยครั้ง ซึ่งในบางครั้งก็รุนแรงถึงขั้นมีการใช้กำลัง ทำให้เด็กชายนรินทร์ ในวัย 11 ปี ให้สัญญากับแม่ไว้ว่า “สักวันหนึ่งผมจะต้องทำให้ทุกคนรู้จักชื่อของผมให้ได้”

และด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า นำมาสู่การเปิดบริษัทของตัวเองได้สำเร็จในปี 2013 ภายใต้ชื่อ บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นการเริ่มต้นในรูปแบบของ One Man Company อย่างแท้จริง เพราะต้องทำหน้าที่ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร เซลล์ คนเขียนโปรแกรม จนกระทั่งปี 2015 ธุรกิจก็เริ่มเป็นรูปร่างชัดเจนและสามารถหาลูกค้ารายแรกได้สำเร็จ นั่นคือ วิทยาลัยอาชีวะศึกษาบริหารธุรกิจวิทยา สงขลา ซึ่งยังคงเป็นลูกค้าต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งจำนวนลูกค้าที่ค่อยๆ ขยับเพิ่มขึ้นมาเป็นหลักสิบ และเป็นหลักร้อยในปัจจุบัน

“ผมชื่นชอบและสนใจในเรื่องของเทคโนโลยีอยู่แล้ว ทำให้ตัดสินใจที่จะพัฒนาระบบชำระเงินผ่านการสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งตอนนี้ทุกคนอาจเข้าใจและคุ้นเคยกับธุรกิจรูปแบบนี้ แต่ในช่วงที่ผมเริ่มต้นธุรกิจ เมื่อปี 2013 -2014 ยังไม่มีใครรู้จักคำว่า FinTech ไม่มีใครเข้าใจคำว่า Biometric ประกอบกับผมก็เป็นแค่ Nobody ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีคอนเน็คชั่น แต่ธุรกิจที่เราทำเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ซึ่งต้องอาศัยความเชื่อมั่นที่สูงมาก ทำให้หาลูกค้าได้ยาก จึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใช้ในโรงเรียน เนื่องจาก จำนวนคนในแต่ละโรงเรียนจะอยู่ที่ราวๆ 200-300 คน ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสำหรับการทดลองใช้และเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบไปด้วย ซึ่งโชคดีที่โรงเรียนแรกในสงขลายอมรับที่จะใช้ระบบของเรา เพราะต้องการ Case Study ให้เด็กๆ ในโรงเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน”

คุณนรินทร์ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ปัญหาใหญ่สำคัญคือเรื่องของเงินทุน เพราะต้องลงทุนอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อทำงานได้เงินเดือนมาส่วนใหญ่ก็จะหมดไปกับการลงทุนในธุรกิจ ซึ่งขณะนั้นทางคุณนรินทร์ ได้ทำจดหมายไปยังบริษัทธุรกิจต่างๆ เพื่อหาผู้สนับสนุนให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีใครให้การสนับสนุน แต่คุณนรินทร์ได้รับจดหมายตอบกลับมาจากนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นจดหมายที่ปฏิเสธการช่วยเหลือ แต่ก็ชื่นชมในความตั้งใจและเอาใจช่วยให้สู้ต่อไป ซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังใจให้คุณนรินทร์ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นจดหมายตอบกลับเพียงฉบับเดียวที่คุณนรินทร์ได้รับกลับมา

ความสำเร็จจาก Word of Mouth

เมื่อถามถึงปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ “จับจ่าย For School” ได้รับการยอมรับจนปัจจุบันมีโรงเรียนมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้ คุณนรินทร์มองว่า น่าจะมาจากการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก เพราะในกลุ่มธุรกิจโรงเรียนด้วยกันจะมีคอนเน็คชั่นกันอยู่ เมื่อโรงเรียนหนึ่งนำไปใช้แล้วได้ผลดี สามารถช่วยลดภาระในการบริหารจัดการต่างๆ ลงได้ และระบบเองก็มีความแม่นยำ ถูกต้อง และรวดเร็ว ทำให้ช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้จริงๆ ก็จะมีการแนะนำกันต่อไป โดยคุณนรินทร์เอง วางเป้าหมายจะมีโรงเรียนทั่วประเทศมากกว่า  4 พันแห่ง ใช้แพลตฟอร์มนี้ ภายในปี 2020 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า

“หนึ่งในความสำเร็จของเรานอกจากการได้ลูกค้าคือ การมีคุณครูมาชื่นชมแพลตฟอร์มของเราว่าสามารถช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของคุณครูได้จริงๆ ครูบางคนวัยใกล้เกษียณเคยเดินมาพูดกับเราว่า ทำงานมาหลายสิบปีทำไมไม่ทำออกมาให้เร็วกว่านี้ ทำให้เรามองว่าการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เป็นหนึ่งในการสร้างเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกให้คุณครูแต่ละท่านทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ได้รับความสะดวกและลดเวลาลงได้มากขึ้น”   

นอกจากการบอกต่อแล้ว ความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์มยังมาจากการยอมถอยหนึ่งก้าวของตัวคุณนรินทร์เองด้วย เนื่องจาก จุดเริ่มต้นในการพัฒนาระบบคือ ต้องการสร้างระบบชำระเงินผ่าน Biometric ทำให้คุณนรินทร์มุ่งมั่นและโฟกัสอยู่แค่เรื่องของการสร้างระบบ Payment เพียงอย่างเดียว ทำให้ในช่วงปีแรกๆ ของการทำธุรกิจจึงหาลูกค้าได้ค่อนข้างยาก

“ระบบที่ทดลองใช้ในโรงเรียน ทำให้สามารถแทร็กข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ได้อย่างมาก เพราะรู้ได้ว่าเด็กๆ แต่ละคนมีข้อมูลการใช้เงินอย่างไร กินอะไรบ้างในแต่ละวัน รวมทั้งข้อมูลโภชนาการต่างๆ ของเด็กแต่ละคน ซึ่งล้วนแต่สามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพด้านอื่นๆ ตามมา แต่มีโรงเรียนสนใจน้อยมาก เพราะภาระต่างๆ ที่ครูและโรงเรียนต้องรับผิดชอบมีจำนวนมากอยู่แล้ว ประกอบกับการที่เราคลุกคลีอยู่ในโรงเรียนค่อนข้างมาก ทำให้เราทราบถึงปัญหาต่างๆ ที่แต่ละโรงเรียนต้องดูแลนั้นค่อนข้างมากและวุ่นวาย โดยที่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีโซลูชั่นส์ในการแก้ปัญหา จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เรามองสิ่งที่เป็นความต้องการของโรงเรียนจริงๆ นำมาสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับบริหารจัดการโรงเรียนอย่างครบวงจร”  

ปัจจุบัน “จับจ่าย For School” จึงกลายเป็น School Total Management Solutions หรือระบบบริหารจัดการโรงเรียนด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ใช้งานง่าย สะดวกและรวดเร็ว เพื่อรองรับการทำงานในยุค 4.0 อย่างแท้จริง ช่วยลดความซ้ำซ้อนและขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของการใช้จ่ายภายในโรงเรียน การเช็ครายชื่อเด็กนักเรียนและบันทึกเวลาเรียน ขาด ลา มาสาย รวมทั้งด้านการสื่อสาร การแจ้งผู้ปกครอง รวมถึงเรื่องการบ้านและตารางเรียนต่างๆ โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู หรือผู้บริหารโรงเรียน สามารถเข้ามาดูข้อมูลและทำงานร่วมกันจากฐานข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบ Cloud เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบต่างๆ ภายในโรงเรียนให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีระบบสำหรับการบริหารจัดการที่ลึกมากขึ้น สำหรับกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นระบบเกี่ยวกับการบริหารงานด้านบุคลากร ระบบการบริหารบัญชีค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโรงเรียน หรือการบริหารงานสหกรณ์ของโรงเรียน เป็นต้น ซึ่งแต่ละโรงเรียนสามารถเลือกโซลูชั่นส์ที่เหมาะสมกับแต่ละโรงเรียนได้ ตามแพกเกจที่แตกต่างกันไปตามขนาดและความเหมาะสมในการนำไปใช้งานในแต่ละโรงเรียน

ถึงเวลา Tailor Made ระบบการศึกษาไทย

ในฐานะที่คลุกคลีกับระบบการศึกษาของประเทศไทยมาพอสมควร ทำให้คุณนรินทร์มองเห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคการศึกษาของไทย และมองว่าถึงเวลาที่ควรต้องปรับระบบการศึกษาของประเทศไทยใหม่ได้แล้ว เพราะต้องยอมรับว่าระบบศึกษาของประเทศไทยถูกดีไซน์มาตั้งแต่ยุค Industrial Age หรือในยุคเริ่มต้นของการเกิดอุตสาหกรรม ระบบการศึกษาในขณะนั้นจึงสร้างขึ้นเพื่อรองรับการผลิตคนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม เด็กๆ ส่วนใหญ่จึงมักถูกกำหนดให้เรียนแบบเหมือนๆ กันไปหมด ขณะที่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ระบบการศึกยังเป็นเหมือนเดิมซึ่งไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

ปัจจุบันการเรียนก็ต้อง Tailor Made ไปตามควมถนัดของเด็ก เด็กบางคนถนัดศิลปะ ถนัดร้องเพลง ถนัดคณิตศาสตร์ คนที่เรียนรู้ได้เร็วก็ต้องเรียนแบบหนี่ง เรียนช้ากว่าก็เรียนอีกแบบหนึ่ง เพราะเด็กบางคนจะเรียนรู้บางเรื่องได้เร็วหรือช้าแตกต่างกันไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มแก้กันทั้งระบบไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่ในส่วนของคนวางนโยบาย ไล่ลงมาจนถึงผู้ใช้งาน เพื่อให้ระบบการศึกษาก้าวทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถผลิตคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ โดยหนึ่งความชัดเจนที่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ การที่ภาคธุรกิจลุกมาตั้งสถาบันเพื่อเทรนคนให้ตรงกับที่แต่ละธุรกิจต้องการ หลายๆ แห่งตั้ง Business School เพื่อผลิตบุคลากรของตัวเองขึ้นมา เนื่องจาก แรงงานจากระบบปกติไม่สามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการได้”

ขณะที่การพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบบริหารจัดการก็เป็นอีกหนึ่งการพัฒนาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา โดยเฉพาะหากในอนาคตสามารถ Set Standard เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษาสามารถเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกันได้ ก็จะทำให้ทุกคนสามารถเข้ามาดูข้อมูลต่างๆ จากฐานข้อมูลที่รวมอยู่ในจุดเดียวกันได้อย่างสะดวก ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับสิ่งที่จับจ่ายกำลังผลักดันอยู่เช่นกัน

คุณนรินทร์ มีความเชื่อว่าการศึกษานั้นมีความสำคัญไม่ต่างจากปัจจัย 4 เหมือนอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเชื่อว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาผ่านผู้ใช้งานหลากหลายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานและส่งผลให้เกิดการพัฒนาในสังคมอีกด้วย แต่ปัญหาสำคัญคือมากกว่า 90% ของโรงเรียนในประเทศไทยที่ไม่ได้มีการเข้าถึงเทคโนโลยี ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ จึงเป็นเหตุผลให้จับจ่าย For School พัฒนาโซลูชั่นส์ให้สถาบันการศึกษาสามารถเข้าสู่โลกดิจิทัลในราคาที่เป็นธรรมและเหมาะสม

และพิเศษสุดสำหรับผู้อ่าน BrandBuffet โรงเรียนที่สนใจแพลตฟอร์มสำหรับบริหารโรงเรียนแบบครบวงจร ทางคุณนรินทร์ ยินดีให้ทดลองใช้ระบบ “จับจ่าย For School” ได้ฟรี 1 เทอม โดยสามารถดูข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.jabjai.school 

Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand