“แพงเกินไป” เหตุผลหลักที่คนอยากมีบ้านแต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ พร้อมจับตา Millennial ฐานลูกค้าใหญ่ในอนาคต

ดัชนีความพึงพอใจของผู้บริโภคคนไทยที่มีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศช่วงครึ่งแรกของปีนี้ปรับตัวลดลง โดยมุมมองคนอยากมีบ้านส่วนใหญ่มองว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังมีราคาแพงมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น และเชื่อว่าราคาจะขยับขึ้นอีกใน 1-5 ปีนี้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีมากนักทำให้ความสามารถในการซื้อปรับตัวลดลงด้วยเช่นกัน 

โดยการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในช่วงครึ่งปีแรก จากดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะสื่อกลางสำหรับการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ทำการสำรวจ DDproperty Consumer Sentiment Survey 1H 2018 จากกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจผ่านออนไลน์กว่า 1,000 คน พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ถึง 70% มองว่าอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันมีราคาแพง หรือราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะที่มุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ มีผู้บริโภค 61% มองว่าภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่ปรับตัวดีขึ้น ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ทำให้ดัชนีความพึงพอใจที่มีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2561 ปรับตัวลดลงจากผลสำรวจรอบที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 57% และลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ ที่ดัชนีความพึงพอใจของผู้บริโภคสูงถึง 68%

นอกจากนี้ยังมีผู้บริโภค 83% มองว่าอสังหาริมทรัพย์จะมีมูลค่าสูงขึ้นอีก ภายใน 1-5 ปี ขณะเดียวกันระดับความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคก็อยู่ในทิศทางที่ปรับลดลง โดยที่ผู้บริโภคกว่า 61% มองว่า รัฐบาลเองก็ไม่ได้ออกมาตรการใดๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น

สำหรับแนวทางที่ผู้บริโภคต้องการให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้คนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น มีดังนี้

69% อยากให้รัฐกำหนดเกณฑ์ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายใหม่

62% อยากให้รัฐออกมาตรการหรือนโยบายช่วยเหลือผู้ซื้อบ้านหลังแรก

และ 45% อยากให้รัฐควบคุมอุปทาน (Supply) ของอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท

ราคาแพงไป กำแพงสำคัญของคนอยากมีบ้าน

คุณกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป เปิดเผยว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง จากตัวเลขแนวโน้มการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในการทำการสำรวจครั้งนี้ ที่พบว่า มีผู้บริโภค 41% ที่กำลังพิจารณาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอีก 6 เดือน ซึ่งขยับขึ้นจาก 36% ในครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา  (H2 / 2017)

แต่ระดับราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านหลังแรกที่กลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนเริ่มทำงาน เริ่มมีครอบครัว ที่กำลังซื้อไม่ได้สูงมาก ถึงแม้ว่าจะมีความต้องการอยากตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย แต่หากในอีก 6 เดือนข้างหน้า ราคาอสังหาริมทรัพย์ยังเข้าถึงได้ยาก ก็ไม่สามารถทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้จริง

“ระดับราคาที่ผู้บริโภคในกลุ่มที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 6 เดือน จะมีความสามารถในการซื้อได้จริง พบว่า 95% สามารถซื้อได้ในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ขณะที่ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย อันดับ 1 ยังคงเป็นเรื่องของทำเล ที่มีผู้บริโภคมากถึง 95% ให้ความสำคัญ รองลงมา 69% เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในแต่ละโครงการ และ 64% ตามมาด้วยเรื่องของความปลอดภัย

สำหรับความต้องการในเรื่องของทำเลที่ต้องการ พบว่า 36% ระบุทำเลที่ต้องการอันดับ 1 คือ กรุงเทพฯ รอบนอก รองลงมา 26% เลือกทำเลโซนศูนย์กลางธุรกิจใหม่หรือ New CBD ได้แก่ รัชดาฯ ลาดพร้าว และพระราม 9 ขณะที่ 15% ระบุว่า ต้องการทำเลโซนสุขุมวิทตอนกลาง อาทิ พระโขนง อ่อนนุช และอุดมสุข โดยประเภทที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคต้องการเป็นอันดับ 1 คือ บ้านเดี่ยว มีจำนวน 58%  ตามมาด้วยคอนโดมิเนียม 55%

เข้าใจกลุ่มมิลเลนเนียล ตลาดแห่งอนาคต 

การสำรวจครั้งนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามอง นั่นก็คือ กำลังซื้อของกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) หรือกลุ่มคนที่มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 18 – 34 ปี จะเป็นกลุ่มที่จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคมและเศรษฐกิจในอนาคตช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยของตัว โดยมากกว่า 50% ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่ง 5 เหตุผลหลักที่ทำให้คนกลุ่มนี้ยังไม่ย้ายออกมาอยู่ด้วยตัวเอง เนื่องจาก ต้องการดูแลพ่อแม่ มีเงินออมไม่มากพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ยังไม่แต่งงาน บ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันมีขนาดใหญ่เพียงพอ และเห็นว่าราคาที่อยู่อาศัยแพง จึงเลือกที่จะเก็บเงินดีกว่า

อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบันคนกลุ่มมิลเลนเนียลจะยังไม่ได้ออกไปมีที่อยู่อาศัยเอง แต่พบว่า 45% ที่มีแผนจะแยกออกไปอยู่ด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป รวมทั้งมีจำนวนถึง 65%  ที่ระบุว่า มีแผนการเก็บเงินในแต่ละเดือน เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต

“ผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มจะกลายเป็นตลาดใหญ่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ และจะมีการตัดสินใจซื้อบ้านในอนาคต เนื่องจากส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ในขณะเดียวกันยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการที่จะย้ายออกและมีแผนการเก็บเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังซื้ออยู่ระหว่าง 1-4 ล้านบาท เมื่อมองจากสถานการณ์ดังกล่าวแล้วผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์ควรให้ความสำคัญ กับการทำตลาดให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่มีระดับราคาที่คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น”  

Photo Credit: NUMBER 24- Authorized Shutterstock Partner in Thailand