แฟนอย่าเพิ่งท้อ BEAUTY ยังไม่ถอย เปิดแผนธุรกิจ 5 ปี ต่อไปนี้ต้องโกอินเตอร์

หลังจากนายแพทย์สุวิน  ไกรภูเบศ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน)  หรือ BEAUTY ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีก และจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม ภายใต้แบรนด์ บิวตี้ บุฟเฟต์​ (BEAUTY BUFFET) บิวตี้ คอทเทจ (BEAUTY COTTAGE) และบิวตี้ มาร์เก็ต (BEAUTY MARKET)  แถลงข่าวเมื่อช่วงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา  โดยระบุว่าผลการดำเนินงานช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ อาจจะไม่เป็นตามเป้าหมายที่วางไว้  รวมถึงมีกระแสข่าวลือสารพัดเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท  ส่งผลให้หุ้นของบิวตี้ก็ดิ่งลงไปอย่างต่อเนื่อง  จนมีบางวันเห็นราคาไปติด Floor เลยทีเดียว  ซึ่งสถิติราคาต่ำสุดของหุ้นบิวตี้คือ 6.45 บาท

แม้ว่า “หมอสุวิน” จะออกมาให้ข่าวใหม่  พร้อมยืนยันว่ายังคงมุ่งมั่นที่จะทำตลาดและสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง   รวมถึงการขออนุมัติที่ประชุมคณะกรรมการ  ว่าจะทำการซื้อหุ้นกลับคืนในวงเงินไม่เกิน 950 ล้านบาท หรือไม่เกิน 64 ล้านหุ้น ก็ดูเหมือนว่าจะเรียกความเชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนกลับมาได้บ้าง  แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ราคากลับมาสูงเป็นปกติ  เพราะดูจากราคาหุ้นของบิวตี้ไม่ได้กลับไปอยู่ในจุดที่เคยสูง  ก่อนหน้าวันที่หมอสุวินออกมาให้ข่าว  คือ วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 ที่มีราคาปิดอยู่ที่ 13  บาท  ซึ่งราคา ณ ช่วงเช้าของวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ยังอยู่ในกรอบราคา 7.70-8.05  บาทเท่านั้น    ซึ่งในอดีตหุ้นของบิวตี้เคยพุ่งสูงไปถึง 23.70 บาทให้เห็นมาแล้ว

แต่จะว่าไปแล้วตลาดหุ้นบ้านเรา  คงไม่สามารถมองประเด็นอะไรได้เพียงประเด็นเดียว  เพราะการเล่นหุ้นมีอะไรที่สลับซับซ้อนกว่าการดำเนินธุรกิจปกติ  เห็นได้จากหลายบริษัทที่พื้นฐานดี ผลประกอบการดี  แต่ราคาก็ไม่ไปไหน  บางบริษัทผลการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจไม่ได้โดดเด่นอะไร  แต่ราคาก็ไปไกลเกินกว่าราคาพื้นฐานที่ควรจะเป็น  ซึ่งกรณีหุ้นบิวตี้ก็คงเป็นเรื่องภายในตลาดทุนบ้านเราไป  แต่ในเชิงการดำเนินธุรกิจผู้บริหารก็ยังออกมายืนยันว่ายังคงไปตามแผนที่ได้วางไว้  ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือปรับแผนแต่อย่างใด  ซึ่งยังคงมีเป้าหมายสำคัญของการสร้างแบรนด์  “บิวตี้ บุฟเฟ่ต์”  ให้เป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค  ตามแผน 5 ปี หรือ ภายในปี 2020  กับเป้าหมายยอดขาย 7,000 ล้านบาท และภายในปี 2022 จะมียอดขายถึง 10,000 ล้านบาท

ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์

ดร.พีระพงษ์​ กิติเวชโภคาวัฒน์  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน)  เล่าว่า ยังคงดำเนินธุรกิจไปสู่เป้าหมายการเป็นแบรนด์ระดับรีจินัล ภายในปี 2020 ตามแผนที่ได้วางไว้  ซึ่งการไปสู่เป้าหมายดังกล่าว  บริษัทจะต้องมีกลยุทธ์และวิธีการทำตลาดที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค  และจะใช้การตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ  ต่างจากอดีตที่ใช้การขายเป็นสิ่งที่สร้างการเติบโตให้กับบริษัท  พร้อมกับมีตัวขับเคลื่อนธุรกิจตัวที่ 6 คือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มาเป็นตัวสร้างการเติบโต  จากเดิมที่มี 5 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ 2. บิวตี้ คอทเทจ 3.บิวตี้ มาร์เก็ต 4.สินค้าคอนซูเมอร์  และ 5.ตลาดต่างประเทศ ซึ่งนับจากนี้บริษัทจะทำตลาดเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการเป็นรีจินัลแบรนด์​

1.การขยายช่องทางจัดจำหน่ายเข้าสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น  จากเดิมใช้ทฤษฎีการขยายธุรกิจด้วยช่องทาง Retail Shop  แต่ปัจจุบันจากการที่ดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค  จึงวางแนวทางการขยายธุรกิจในรูปแบบ  O2O หรือ Online to Offline  เช่น  ขายผ่าน Cross-Border E-Commerce เพื่อรุกตลาดในประเทศจีนผ่านเว็บไซต์ 4 แพลตฟอร์ม คือ TMALL, KAOLA, VIP และ YUNJI เป็นต้น ขณะที่ร้านที่เป็น Retail Shop บริษัทยังคงขยายต่อเนื่อง  แต่จะคัดเลือกทำเลที่ตั้งตามการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเป็นหลัก  ต่างจากอดีตที่เลือกทุกสถานที่

2.ปรับโฉมร้านสู่ Lifestyle Shop ปัจจุบันบริษัทมีร้านจำหน่ายสินค้าที่ประกอบด้วย ร้านบิวตี้ บุฟเฟต์  264 สาขา ร้านบิวตี้ คอทเทจ 80 สาขา และร้านบิวตี้ มาร์เก็ต 9 สาขา  ซึ่งเดิมร้านต่างๆ เหล่านี้จะมีคอนเซ็ปต์เน้นเรื่องความหลากหลายของสินค้า (Variety)  มีทุกอย่างให้ลูกค้าได้เลือกอย่างสนุกสนาน  แต่ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ จะเริ่มทำการปรับคอนเซ็ปต์ร้านใหม่  ที่มีความเป็นไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค อย่างเช่น บิวตี้ คอทเทจ จะเปลี่ยนเป็นคอนเซ็ปต์ Art Deco จากเดิมที่เป็นแนว Retro ที่มีสินค้าหลากหลาย  ซึ่งจะเริ่มเปลี่ยนโฉมสาขา 20 สาขาแรก ใช้งบลงทุน 70-80 ล้านบาท

3.ปรับ Positioning ให้สินค้ามีความเป็นพรีเมียมมากขึ้น โดยการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของแบรนด์บิวตี้ คอทเทจ กับคอลเลคชั่น “Beauty Cottae LUXURY Series”  ภายใต้แนวคิด Make Up till you drop จำนวน 14 รายการ  ระดับราคา 300-550 บาท   ซึ่งบริษัทจะพัฒนาสินค้าและสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้มีความเป็นพรีเมียมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“โจทย์ยากของธุรกิจวันนี้  คือ การคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภค คนมี Emotional ในการซื้อสินค้ามากเกินไป  ทำให้ไลฟ์สไตล์ของสินค้าสั้นลงแค่ 5 เดือนก็เปลี่ยนแปลงแล้ว  จากอดีต 5 ปีกว่าจะเปลี่ยน ยิ่งตอนนี้ธุรกิจถูก Disruption ด้วยดิจิทัล คนหันไปช่องทางออนไลน์มากขึ้น  ทำให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัว  ไม่ว่าที่ผ่านมาธุรกิจจะดีอย่างไร  เราต้องเปลี่ยน  โดยเฉพาะธุรกิจวงการแฟชั่น  ซึ่งเดิมเราเป็นแบรนด์โลคัล  ก็ต้องผลักดันตัวเองให้เป็นระดับรีจินัลแบรนด์  ซึ่งต้องใช้ Marketing Era และการสร้างภาพลักษณ์เป็นตัวขับเคลื่อน  ต่างจากเมื่อก่อนที่เน้นการขายและเน้นฟังก์ชั่นเป็นหลัก  โดยแผนของบริษัทได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปีที่แล้วและจะขับเคลื่อนต่อไป”

ส่วนภาพรวมในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะผลักดันยอดขายให้ปิดที่ระดับ 4,290 ล้านบาท มีการเติบโต 15-16มีสัดส่วนยอดขายจากบิวตี้ บุฟเฟ่ 56บิวตี้ คอทเทจ 10% บิวตี้ มาร์เก็ต 1ตลาดต่างประเทศ 16ที่เหลือ 17% เป็นยอดขายจากออนไลน์ และอื่นๆ