10 เรื่องของ Coca-Cola … อย่าเข้าใจผิดว่ามีแค่ โค้ก แต่มาเต็ม ทั้ง Portfolio เครื่องดื่ม

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ “โค้ก” (Coke) เชื่อว่าผู้บริโภคคนไทย 99% ต้องรู้จักแบรนด์นี้เป็นอย่างดี แต่ความเป็นจริงแล้วในยังมีเรื่องราวอีกมากมายเกี่ยวกับ Coca-Cola ในฐานะบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำของโลก ที่คุณอาจจะยังนึกไม่ถึง และนี่คือ 10 เรื่องของพอร์ตโฟลิโอ้ของโค้ก (ที่ไม่ได้มีแค่โค้ก)

1. โค้ก(Coke) ถูกคิดค้นขึ้นโดย เภสัชกรที่ชื่อว่า John Pemberton ในปีค.ศ. 1886 โดยเขาคิดว่ามันคือยา ก่อนที่  นักธุรกิจ Asa Griggs Candler จะซื้อลิขสิทธิ์และจดสิทธิบัตรเครื่องหมายการค้าในปี 1944 และกลายเป็นเครื่องดื่มของคนในศตวรรษที่ 20 ปัจจุบัน Coca-Cola เป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเครื่องดื่มในเครือทั้งหมดเกินกว่า 500 แบรนด์ เฉพาะโค้ก ถูกขายใน 200 ประเทศทั่วโลก

John Pemberton

2. ในประเทศไทย โค้ก เพิ่งแนะนำสินค้าใหม่ Coke Plus Coffee โค้กผสมกาแฟโรบัสต้า (อ่านเพิ่มเติมคลิกที่นี่) หรือที่ตอนนี้ถูกผู้บริโภคเรียกจนติดปากไปแล้วว่า “โค้ก กาแฟ” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมของโค้กในประเทศไทยครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยสินค้าก่อนหน้านี้ของโค้กก็คือ Coke Zero กระป๋องสีดำนู้นนนนน เหตุผลที่โค้ก นำสินค้าตัวนี้เข้ามาวางจำหน่าย ก็เพราะเห็นอัตราการเติบโตของ “กาแฟ” ดังนั้นจึงคิดว่าน่าจะมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งต้องการความสดชื่น ร่วมกับคาเฟอีนจากกาแฟ เป็นเครื่องดื่มระหว่างวัน

คุณนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงที่มาของสินค้าใหม่นี่ว่า “ตลาดกาแฟเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และเราทำรีเสิร์ชก่อนที่จะแนะนำสินค้าตัวนี้ว่า มันมีความ Overlap กันอยู่ระหว่าง กาแฟ  กับ sparkling ที่ให้ทั้งความสดชื่นและ energy และเราไม่ใช่ใส่แค่ Flavor กาแฟ แต่เราใส่กาแฟเข้าไปจริงๆ รวมทั้งพยายามลดน้ำตาลลงด้วย”  

3. ตามที่ได้เกริ่นมาแล้วว่า นอกเหนือจาก “โค้ก” ภายใต้เครือ โคคา-โคลา มีเครื่องดื่มอีกมากมายหลากหลายชนิด และเพื่อให้ผู้บริโภครู้จักมากยิ่งขึ้น กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ได้จัดเวิร์คช็อป เอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องดื่มเหล่านั้น เริ่มต้นกันที่ ชา ซึ่งแค่เครื่องดื่มยอดฮิตของญี่ปุ่นอย่างชา โคคา-โคล่า ก็มีถึง 2 แบรนด์ จับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน นั่นก็คือ ชาอายาทากะ”(Ayataka) ซึ่งให้รสชาติ ชาเขียวที่เน้นรสชาติแบบต้นตำหรับ ชายี่ห้อนี้มีวางจำหน่ายในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ กับ Sokenbicha แบรนด์ชาที่บางรสชาติใช้ชาอู่หลงเป็นพื้นฐานแล้วเบลนด์กับสมุนไพรอื่น หรือ ชาเขียวที่ผสมสมุนไพร เพื่อให้ผู้บริโภคดื่มง่ายขึ้น และสนุกสนานมากขึ้น เพราะบางรสชาติก็มี texure ของเนื้อวุ้นด้วย ชาลักษณะนี้เรียกว่า Fuze Tea วางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา    


4. น้ำผลไม้ เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ โค้ก พยายามอย่างมากในตลาดประเทศไทย เพราะเทรนด์เครื่องดื่มสุขภาพที่มาแรงในระยะหลัง โดยมีแบรนด์ “มินิทเมด” เป็นหัวหอกสำคัญ โดยสินค้าที่มียอดจำหน่ายอันดับต้นๆ ประกอบด้วย มินิทเมด สแปลช ในขวดแก้ว และมินิทเมด พัลพิ ซึ่งมีเนื้อผลไม้ผสม ความท้าทายต่อไปก็คือการขยายตลาด อาศัยการเปิกตัวสินค้าใหม่ อย่าง มินิทเมด ฮันนี่ เลมอน ซึ่งคาดว่าน่าจะจับกลุ่มผู้หญิงได้มากขึ้น ส่วน มินิทเมด ออเร้นจ์ ไฟเบอร์ จะเน้นไปที่กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสารอาหารในเครื่องดื่ม

5. เชื่อหรือไม่ว่า โคคา-โคลา มียอดขายกาแฟถึง 1 พันล้าน SKUs ต่อปี โดยยอดขายมหาศาลนี้มาจาก 3 แบรนด์ ทำให้โคคา-โคลา เป็นหนึ่งในบริษัทที่ซื้อเมล็ดกาแฟมากที่สุดในโลก โดยแบรนด์ที่น่าจะเป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ จอร์เจียคอฟฟี่(Georgia Coffee) ถึงแม้ว่าจะไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย แต่แบรนด์กาแฟพร้อมดื่มแบรนด์นี้ที่ญี่ปุ่น มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 มาตั้งแต่ปี 1986 เลยทีเดียว อีกทั้งยังเป็น 1 ในแบรนด์ภายใต้เครือโคคา-โคลา ที่มียอดขายทะลุ 1 พันล้านเหรียญต่อปี และไม่ใช่แค่กาแฟรูปแบบ Ready to Drink เท่านั้น ในบางประเทศโคคา- โคลา ก็ขายเครื่องชงกาแฟ พร้อมแคปซูลกาแฟ ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมมากขึ้น

6.Hydration เครื่องดื่มเติมเต็มความสดชื่น ผู้บริโภคคนไทยคงคุ้นเคยกับน้ำดื่ม น้ำทิพย์ ซึ่งใช้บรรจุภัณฑ์ซึ่งใช้พลาสติกน้อยลงกว่าขวดน้ำปกติถึง 35% อีกทั้งยังสามารถรีไซเคิลได้ 100% นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มในกลุ่มนี้อีก 2 แบรนด์ ประกอบด้วย อควาเรียส น้ำผสมสารสกัดจากผลไม้และผัก ล่าสุดน้ำมะพร้าว Zico ก็วางจำหน่ายในประเทศไทย และยังขายในสหรัฐอเมริกา โดยน้ำมะพร้าวที่ขายในสหรัฐอเมริกา เป็นวัตถุดิบจากประเทศไทย 100% นับว่าช่วยเกษตรกรไทยไปในตัว

7. “ตลาดบ้านเรา look up to Japan และทุกวันนี้ไม่มีพรมแดนอีกแล้ว ตัวเลือกของคนมีมากจริงๆ บางครั้งเราก็อยากเข้าสังคมด้วย แล้วเราก็อยากจะได้สุขภาพด้วย สิ่งที่บริษัทอย่างโคคา-โคลา ทำได้ก็คือพยายามจะ Provide Choice ให้กับผู้บริโภคให้ได้ในทุกๆ โอกาส ” คุณกิติศักดิ์ มโนรัตนา ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์น้ำอัดลม บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึง เทรนด์การใช้ชีวิตและกระแสที่มาจากญี่ปุ่น ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ง่ายดายขึ้น บวกกับข่าวสารที่ติดตามความเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น ก็ทำให้เมื่อเวลามีสินค้าใหม่เปิดตัวที่ญี่ปุ่น โซเชี่ยลมีเดียของโค้กประเทศไทยก็ได้รับการสอบถามถึงทันที เช่น เมื่อครั้งที่ ญี่ปุ่นเปิดตัว Coca-Cola Plus” น้ำอัดลมลดไขมัน-ไร้น้ำตาล (อ่านต่อคลิกที่นี่)

8.คุณคลาวเดีย นาวาร์โร ผู้อำนวยการการตลาด บริษัท โคคา-โคลา ประจำประเทศไทยและลาว กล่าวว่า “ผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญของโคคา-โคลา เรารับฟังความต้องการของผู้บริโภค และมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ทั้งมอบความสดชื่นและให้คุณประโยชน์ ไม่ว่าผู้บริโภคจะมีความต้องการและไลฟ์สไตล์อย่างไร โคคา-โคลามีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ในทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยคนไทยเลือกดื่มเครื่องดื่มจากหลากหลายเหตุผล เช่น เพื่อรับประทานคู่กับอาหารให้มีรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น ดื่มเพื่อให้ร่างกายสดชื่น ไปจนถึงการดื่มเพื่อฉลองให้กับช่วงเวลาและเทศกาลสำคัญ” ดังนั้นในระยะหลังผลิตภัณฑ์ของโค้กจึงมุ่งเน้นเกาะติดเทรนด์สุขภาพ ในประเทศไทย มีการใช้ตราสัญลักษณ์เพื่อ Endose ให้ผู้บริโภคเข้าใจเรื่องสินค้าที่มีการลดปริมาณน้ำตาลลง ผ่านสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

9. ในช่วงฟุตบอลโลก ซึ่ง “โค้ก” เป็น Official Sponsor ทางโค้กก็มีกิจกรรมพิเศษในช่วงนี้ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งเปิดตัวแพ็กเก็จจิ้งใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่นช่วงฟุตบอลโลก เป็นลายธงชาติของทีมดัง ขวัญใจคนไทย มี 8 ลาย และเพิ่มพิเศษอีก 1 ลาย ทีมชาติอังกฤษ ซึ่งลายนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีวางจำหน่าย

คุณกิติศักดิ์ มโนรัตนา “ช่วงเวลาแบบนี้ทุกแบรนด์ก็พยายามเกาะกระแสทั้งหมด เราเองในฐานะ Official Sponsor ก็ทำงานหนัก และเราคาดหวังแน่นอน ที่หลายคนบอกว่าบอลโลกครั้งนี้เงียบ เรารู้สึกว่าไม่ได้เงียบขนาดนั้น อย่างแพ็กเก็จจิ้งที่เราทำออกมาก็มีคนตามเก็บ แต่อาจจะเป็นเพราะการใช้สื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แบรนด์ลงทุนใน Digital ซึ่งอาจจะทำให้ Track ยาก ในขณะที่สื่อ OHM ลดลง” 

10. กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัดในฐานะเจ้าของแบรนด์ รับผิดชอบในกิจกรรมการตลาด และสองบริษัทพันธมิตรผู้ผลิตและจำหน่าย บจ. ไทยน้ำทิพย์ รับผิดชอบ 63 จังหวัด ทั่วประเทศ และบมจ. หาดทิพย์ รับผิดชอบใน 14 จังหวัดภาคใต้