มาตรฐานญี่ปุ่น เร็วแบบจีน และความเก๋าแบบไทย 3 สไตล์ผสาน ดันโตชิบาขึ้น Top 3 เครื่องใช้ไฟฟ้าไทยใน 3 ปี

โตชิบาออกมาประกาศเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้า ด้วยการขึ้นเป็น Top 3 Players ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศไทย พร้อมเติมเต็ม Portfolio ทั้งในกลุ่มสินค้าที่ยังไม่เคยมีการทำตลาดมาก่อน รวมทั้งการเพิ่มไลน์อัพสินค้าในตลาดเดิมที่ทำอยู่แล้ว เพราะอาจยังมีสินค้าไม่ครบทุกไลน์อย่างครอบคลุมในทุกกลุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้มากขึ้นรวมทั้งเสริมความแข็งแรงในตลาดที่เป็นผู้นำอยู่แล้วให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

โฟกัสตลาดไทยเป็น Key Market  

สำหรับตลาดประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Strategic Market ของโตชิบา ทั้งจากการทำตลาดมานานซึ่งในปีหน้าก็จะทำตลาดครบ 50 ปีแล้ว รวมทั้งความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคคนไทย แต่เนื่องจากไลน์อัพสินค้าในปัจจุบันที่อาจจะยังไม่ครอบคลุมในทุกๆ ตลาดที่มีโอกาสหรือมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ทำให้ในปีนี้ โตชิบาจะเร่งออกสินค้ามามากถึง 66 รุ่น ใน 8 หมวดสินค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้มากขึ้น และรักษาอัตราเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกที่เติบโตได้ถึง 20% โดยคาดว่าจนจบสิ้นปีนี้จะสามารถเติบโตได้มากกว่า 20% หรือสามารถปิดยอดขายสิ้นปีได้ที่ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือที่ประมาณเกือบ 4 พันล้านบาท จากปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้ 104 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3,400 ล้านบาท

คุณไบรอัน จ้าว ประธานบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวถึงการเติบโตอย่างโดดเด่นของโตชิบา ไทยแลนด์ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งสร้างการเติบโตได้เป็นประวัติการณ์ โดยเติบโตได้สูงถึง 20% ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านโดยรวมมูลค่า 6.3 หมื่นล้านบาท มีการเติบโตที่ราว 0.2% เท่านั้น แต่สินค้าของโตชิบาสามารถเติบโตได้มากกว่าภาพรวมตลาดในทุกกลุ่ม แม้แต่ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศซึ่งภาพรวมติดลบถึง 9% แต่โตชิบาก็ยังรักษาการเติบโตที่เป็นบวกเล็กน้อยไว้ได้ รวมไปถึงในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ซึ่งในนี้จะรวมทั้งไมโครเวฟและเครื่องทำน้ำอุ่นอยู่ในตลาดนี้ด้วย ซึ่งตลาดเติบโตได้ที่ 7% แต่สินค้าในสองกลุ่มดังกล่าวของโตชิบาสามารถเติบโตได้ 1.5-2 เท่าตัวเลยทีเดียว

“การเติบโตของโตชิบาในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ถือเป็นการเติบโตได้มากที่สุดในรอบกว่า 5 ปีเลยทีเดียว จากช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของโตชิบาจะอยู่ในลักษณะคงที่เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากปีนี้ได้เพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดในช่วงครึ่งปีแรกมากถึง  8 หมวดสินค้า รวม 32 รุ่น และจะส่งมาเพิ่มอย่างต่อเนื่องในครึ่งปีหลังอีก 8 กลุ่ม มากถึง 34 รุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่โตชิบายังไม่มีการทำตลาดมาก่อนหน้านี้ เช่น ในกลุ่มเครื่องปั่นที่ตลาดมีขนาดใหญ่กว่า 1 พันล้านบาท โดยโตชิบาจะเริ่มเข้ามาทำตลาดนี้เพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 3 หรือในกลุ่มตู้เย็นและเครื่องซักผ้าที่จะเติมพอร์ตสินค้าในกลุ่มพรีเมี่ยมเข้ามาทำตลาดมากขึ้นในไตรมาส 4 อาทิ ตู้เย็น 2 ประตู, ตู้เย็นไซด์บายไซด์ รวมทั้งเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าและฝาบน รวมไปถึงหม้อหุงข้าว และเครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น”

ทั้งนี้ เมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา โตชิบา ไทยแลนด์ ได้ควบรวมกิจการเข้ากับไมเดีย กรุ๊ป ซึ่งการควบรวมกิจการในครั้งนั้น ทำให้โตชิบามีความแข็งแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในการพัฒนาสินค้าร่วมกับไมเดีย ทำให้มีฐานกำลังผลิตที่แข็งแรง จนทำให้สามารถเพิ่มสินค้านวัตกรรมกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มในพอร์ตโฟลิโอได้มากขึ้น ประกอบกับการให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาด และการบริหารงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันสร้างความแข็งแรงในการทำตลาด ทั้งในมิติของแบรนด์และการทำตลาดต่างๆ ร่วมกัน เพื่อให้โตชิบาเติบโตขึ้นเป็นแบรนด์ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก จากปัจจุบันตลาดที่แข็งแรงของโตชิบา จะอยู่ในญี่ปุ่นซึ่งมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 70%  และอีก 30% มาจากตลาดในประเทศอื่นๆ โดยมากกว่า 90% ของยอดขายจากต่างประเทศมาจากอาเซียน โดยที่ตลาดประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่รองจากญี่ปุ่นเลยทีเดียว

“หลังจากควบรวมทำให้โตชิบามีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นทั้งในเชิง Production, Marketing, Brand รวมทั้งมีความโดดเด่นและแข็งแรงจากการมีวัฒนธรรมในการทำงานที่รวมข้อดีจากแต่ละประเทศที่อยู่ในทีมบริหาร ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการมีสินค้าคุณภาพตามมาตรฐาน Japan Quality  การทำงานภายใต้การปรับตัวอย่างรวดเร็วตามสไตล์ของจีน และความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ในการทำตลาดประเทศไทยมาอย่างยาวนาน จึงเชื่อว่า ความแข็งแรงในทุกๆ มิติของโตชิบา รวมทั้งศักยภาพต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ จะทำให้โตชิบาสามารถพิชิต Long Term Vision ในการขึ้นเป็น Top3 ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยในอีก 3 ปี ได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน จากปัจจุบันหากเทียบในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักๆ ที่โตชิบาทำตลาดอยู่นั้น ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ Top 5 ของตลาด”  

โอกาสจากหลายสัญญาณบวกในครึ่งปีหลัง

สำหรับโอกาสที่จะทำให้โตชิบารักษาการเติบโตไปจนถึงสิ้นปีในระดับที่มากกว่า 20% ได้นั้น มาจากหลายๆ สัญญาณบวกที่เห็นในตลาด ไม่ว่าจะเป็น

1. แนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว ทำให้คาดว่า GDP จะขยับมาเติบโตได้ราว 4-5% ส่งผลให้การเติบโตของเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเติบโตได้อย่างสอดคล้องกัน จากในช่วงครึ่งปีแรกโตได้ประมาณ 0.2%

2. ทิศทางการเติบโตของโตชิบาเอง ที่มีการเติบโตมากกว่าตลาดในทุกกลุ่ม จากการให้ความสำคัญกับการทำตลาด โปรโมชั่น ณ จุดขาย การให้ความสำคัญกับการช่วยดีลเลอร์ทำตลาดที่จุดขายมากขึ้น ภายใต้งบที่วางสัดส่วนไว้ราว 12% ของยอดขาย รวมทั้งการมีสินค้าใหม่ๆ ทั้งปีมาทำตลาดมากถึง 66 รุ่น โดยจะมีรุ่นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาในครึ่งปีหลังจำนวนถึง 34 รุ่น

3. การเพิ่มสินค้าในกลุ่มใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ Consumer Trend เข้ามาทำตลาดมากขึ้น ทั้งในกลุ่มสินค้าที่โตชิบายังไม่เคยทำตลาดมาก่อนหน้านี้ หรือส่งรุ่นใหม่เพื่อรักษาความแข็งแรงในตลาดไว้ อาทิ

– ตู้เย็น 1 ประตู จะส่งรุ่น FIT ที่ปรับโฉมใหม่ เพื่อเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ให้มากขึ้นจากที่ปัจจุบันเป็นผู้นำในตลาดด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 30% รวมทั้งการเพิ่มไลน์อัพใหม่อย่างตู้เย็น Multi Door, Side By Side ที่มีมูลค่าตลาดสูงถึงพันล้านบาท และเป็นโอกาสใหม่ที่โตชิบาจะเข้ามาทำตลาดในไตรมาสสุดท้ายนี้

– เครื่องซักผ้า ตั้งเป้าเติบโต 50% จะมีสินค้าเข้ามาทำตลาดครบทุกเซ็กเม้นต์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่อง 2 ถัง เพื่อจับตลาดกลางถึงล่าง เครื่องซักผ้าฝาหน้า และ 2 in 1 ที่ทั้งซักและอบได้ สำหรับทำตลาดกลางถึงบน เพื่อจับตลาดลูกค้าที่อยู่คอนโด รวมทั้งเครื่องซักผ้า 2 ถัง ที่มาพร้อมดีไซน์หรูและเทคโนโลยีที่ทำให้ซักสะอาดและถนอมผ้ายิ่งขึ้น โดยมีให้เลือกถึง 4 ความจุ ทั้ง 7.5, 8.5, 11 และ 13 กิโลกรัม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

– สำหรับกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก โตชิบามีการเติบโตได้ดีทุกกลุ่ม และเป็นสินค้าที่มีความต้องการใช้ต่อเนื่องเพราะราคาไม่แพง โดยจะออกรุ่นใหม่มาทำตลาดต่อเนื่องในครึ่งปีหลังนี้ ทั้งเครื่องทำน้ำอุ่น 8 รุ่น, หม้อหุงข้าว 5 รุ่น 3 ดีไซน์ รวมทั้งการขยายไลน์ในกลุ่มเครื่องปั่นน้ำผลไม้เพิ่มเติม เพราะตอบโจทย์กับสภาพตลาดที่ร้อนและเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น

4. นอกจากสภาพตลาดที่เอื้อต่อการเติบโต โตชิบายังให้ความสำคัญกับการติดตามเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตลาด เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้มากที่สุด และจากการติดตาม Consumer Trend ทำให้ทราบองค์ประกอบหลักๆ ที่ผู้บริโภคจะใช้ในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันมากขึ้น อาทิ ความสะดวกสบาย คุณภาพและเทคโนโลยี ดีไซน์ที่สวยงามของสินค้า รวมทั้งสามารถตอบโจทย์เทรนด์ในปัจจุบันที่ชีวิตค่อนข้างเร่งรีบ จึงเน้นเรื่องของความประหยัดเวลา รวมทั้งจะให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และตอบโจทย์ในเรื่องของการดูแลรักษาสุขภาพของผู้ใช้งาน